วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

สร้างมิติใหม่เรือนจำ ล้างภาพแดนสนธยา

           "ทัณฑสถาน-เรือนจำ" หรือเรียกให้ดูชินหูหน่อยก็ คือ "คุก" ที่ไว้ขัง "นักโทษ" ถือเป็นสถานที่จองจำผู้กระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง ทั้งผู้ต้องหาที่อยู่ในระหว่างรอคำพิพากษาตัดสินจากศาล และผู้ต้องหาที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินตามความผิด นอกจาก "คุก"  จะเป็นแหล่งศูนย์รวมของโจรผู้ร้าย และเหล่ามิจฉาชีพทุกรูปแบบแล้ว ยังเป็นที่คุมขังของบรรดานักค้ายาเสพติด ทั้งขาเล็กจนถึงขาใหญ่อีกด้วย
           ที่ผ่านมา สำหรับประเด็นปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดภายในเรือนจำ หรือ "คุก" นั้น เรามักได้ยินจนชินหูอยู่เสมอว่า เอเย่นต์ค้ายาที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมมีจำนวนไม่น้อยที่มักจะสารภาพว่า มีใบสั่งซื้อขายยาเสพติดจากนักโทษคดียาเสพติดรายสำคัญ อีกทั้งการลักลอบส่งสิ่งของต้องห้ามจากภายนอกเข้าไปใน "คุก" ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และยาเสพติด ยังทำกันอย่างแนบเนียนเสียด้วย เพราะจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา "เงิน" สามารถซื้อส่งสิ่งของต้องห้ามได้ไม่ยาก จึงทำให้ของต้องห้ามอย่างโทรศัพท์มือถือราคาซื้อ
ขายใน "คุก" มีราคาสูงมากกว่าภายนอก "คุก" หลายสิบหลายร้อยเท่านัก
ที่ผ่านมา "คุก" จึงถูกสังคมภายนอกมองว่า กลายเป็นจุดบัญชาการของบรรดานักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่สั่งซื้อ สั่งขายยาเสพติด โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือแจกใบสั่งยาเสพติดให้กับลูกค้าภายนอกตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ และก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ในห้วงเวลาที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องใช้มาตรการจู่โจมตรวจค้นหาสิ่งของต้องห้ามภายในเรือนจำทั่วประเทศ
อย่างถี่ยิบ ทั้งเป็นข่าวทางสื่อต่างๆ และไม่เป็นข่าว
ผมหยิบยกเรื่องราวปัญหายาเสพติดภายในเรือนจำมาเขียนถึง หรือจะเรียกว่าควันหลงช่วงกลางเดือนนิดๆ ของปลายปี 2557 ก็ว่าได้ ที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่กระทรวงยุติธรรม โดยมี "ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม แถลงความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม ตามนโยบายรัฐบาลในรอบ 1 ปี โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรือนจำ
ทั่วประเทศนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ประชาชน และสังคมไทยให้สนใจอย่างมากกับปัญหาที่ว่านี้ครับ
  "นายชาญเชาวน์" บอกว่า ทิศทางการทำงานและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรือนจำทั่วประเทศตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน-9 ธันวาคม 2557 ทางเรือนจำสามารถตรวจพบสิ่งของต้องห้าม เช่น โทรศัพท์มือถือ 6,703 เครื่อง หรือเฉลี่ยต่อเดือนประมาณกว่า 1 พันเครื่อง แบ่งเป็นการตรวจสกัดกั้นก่อนนำเข้าเรือนจำ จำนวน 4,397 เครื่อง และตรวจค้น
ในเรือนจำพบโทรศัพท์มือถืออีก 2,306 เครื่อง ซิมการ์ด 1,280 อัน และยาเสพติดจำนวน 24,767 เม็ด โดยสามารถจับกุมยาเสพติดได้ก่อนนำเข้ามาภายในเรือนจำ 17,896 เม็ด และสามารถตรวจพบในเรือนจำ 6,871 เม็ด แยกเป็นยาไอซ์จำนวน 2,839 กรัม จับกุมได้ก่อนนำเข้าเรือนจำ 2,280 กรัม ตรวจพบภายในเรือนจำอีก 559 กรัม และกัญชาจำนวน 6 กรัม
        "รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม" บอกอีกว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ใช้วิธี
การตรวจค้นเรือนจำแบบจู่โจมเกือบทุกวัน พร้อมยังรายงานผลปฏิบัติการทุกๆ 7 วัน รวมไปถึงการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน-16 ธันวาคม 2557 แบ่งเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมทั้งสิ้น 19 ราย ไล่ออกจากราชการ 8 ราย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง 1 ราย และดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนจำนวน 10 ราย ในส่วนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าเรือนจำ 10 ราย ดำเนินการไล่ออก 1 ราย แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนจำนวน 3 ราย และตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงอีก 1 ราย ที่สำคัญได้ย้ายข้าราชการระดับผู้บัญชาการเรือนจำที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์และยาเสพติดกว่า 59 คน แยกเป็นประเภทยาเสพติด 9 ราย เกี่ยวข้องกับการนำโทรศัพท์มือถือเข้าเรือนจำอีก 6 ราย และข้องเกี่ยวทั้งยาเสพติดและนำเข้ามือถือ 44 รายอีกด้วย
ขณะที่ข้อมูลของเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเขา
บิน (เรือนจำความมั่นคงสูง) จังหวัดราชบุรี ระบุ พบว่าโทรศัพท์มือถือที่มีการลักลอบนำเข้ามามีราคาสูงถึงหลักล้านบาทต้นๆ ซึ่งราคาดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นแค่โทรศัพท์มือถือรุ่นธรรมดาเท่านั้น ขณะที่ข้างนอกซื้อขายกันในราคาถูกๆ ไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งที่ผ่านมาผู้ต้องขังมีความพยายามในการลักลอบนำเข้าโทรศัพท์มือถือที่เป็นระบบดาวเทียมเข้ามาในเรือนจำ หวังหลีกเลี่ยงเครื่องตัดสัญญาณ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถใช้งานได้ และยังพบวิธีการย้ายที่นอน เพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่มีสัญญาณโทรศัพท์ เนื่องจากจะมีบางจุดที่เครื่องตัดสัญญาณไม่
ครอบคลุม จึงมีการซื้อขายที่นอนตรงจุดนี้กันในราคาแพงถึงหลักแสนบาท
โดยวันที่แถลงข่าว นอกจากจะได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ รวมถึงมาตรการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดของทางเรือนจำแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็น คือ การนำตัวอย่างของสิ่งของต้องห้ามต่างๆ มาให้ชม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เรือนจำต่างๆ สามารถสกัดและตรวจยึดได้จากเครือข่ายและผู้ต้องขังที่พยายามนำเข้ามา ทั้งเครื่องยิงโทรศัพท์เข้ามาภายในเรือนจำชนิดต่างๆ รวมถึงการใช้เครื่องบินบังคับ การซุกซ่อนยาเสพติดมากับรองเท้า หรือแม้กระทั่งการ
กลืนยาเสพติดเข้ามาในเรือนจำก็มีครับ
"ชูวงศ์ วิศิษฐ์กุล" นักทัณฑวิทยาชำนาญการ เรือนจำกลางระยอง ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง บอกว่า ระยะหลังๆ ที่เรือนจำกลางระยองพบว่ามีการใช้วิธีจ้างกลืนยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำ และที่ตรวจพบสูงสุด คือ การกลืนยาไอซ์ที่ห่อไว้ในถุงยางอนามันน้ำหนักประมาณ 4-5 กรัม ซึ่งทางเรือนจำได้นำเครื่องบอดี้สแกนมาช่วยตรวจสอบ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำได้ สำหรับตัวอย่างสิ่งของต้องห้าม
ที่ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำตรวจยึดมาได้นั้น ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะจู่โจมตรวจค้นบริเวณหน้าเรือนจำก่อนที่จะเล็ดรอดเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่จะลักลอบเข้าทางประตู และลักลอบข้ามกำแพงเรือนจำเข้ามา โดยจะวิธีการยิง การขว้าง การโยน ทิ้งของเป็นจุดๆ การใช้เบ็ด ธนู และอื่นๆ
"นายชูวงศ์" บอกอีกว่า ส่วนทางประตู ก็จะมีรูปแบบการซุกซ่อนมากับสิ่งของ อาทิ ของกินต่างๆ เช่น น้ำปลา ยานพาหนะ และคนด้วย บางครั้งก็มีการซุกซ่อนโทรศัพท์มากับรองเท้าของผู้ต้องขังที่ป่วยแล้วออกไปรักษาที่โรง
พยาบาล ซึ่งก่อนจะนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาก็จะมีการติดต่อกันไว้ก่อน ผู้ต้องขังนั่งข้างๆ กันก็จะใช้วิธีสลับรองเท้ากัน โดยหากเจ้าหน้าที่ไม่สังเกตก็จะไม่รู้เลย บางครั้งผู้ต้องขังจะขอเข้าห้องน้ำเพื่อเป็นการเตรียมของไว้ก่อน แล้วก็ไปสลับรองเท้าใส่ออกมา ซึ่งวิธีการดังกล่าวส่วนใหญ่เคยสำเร็จในการเอาเข้าเรือนจำได้ แต่พอหลังจากทางเรือนจำได้ข่าวและเบาะแส จึงมีการสกัดจับและตรวจเจอ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการข่าวนั้นถือเป็น
เรื่องสำคัญ ซึ่ง "นักทัณฑวิทยาชำนาญการ เรือนจำกลางระยอง" ก็ยอมรับว่าหากเจ้าหน้าที่เรือนจำไม่มีการข่าวที่ดี ก็เหมือนกับการตามผู้ต้องขังอยู่ตลอดเวลา ส่วนเครื่องบอดี้สแกน สำหรับสแกนตรวจยาเสพติด และสิ่งของต้องห้ามอื่นๆ ที่ซุกซ่อนมากับคนนั้น ซึ่งนักทัณฑวิทยาชำนาญการฯ ท่านนี้ บอกว่า ถือเป็นของใหม่ที่นำมาใช้ที่เรือนจำกลางระยองแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังมีติดตั้งที่เรือนจำกลางเขาบิน ตำบลหินกอง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และเรือนจำกลางคลองไผ่ ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งที่ผ่ามาการใช้เครื่องบอดี้สแกนดังกล่าวสามารถใช้งานได้ผลจริง
  ถือเป็นอีกมิติหนึ่งของการทำงานที่ต้องชมเชยกัน ที่กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานต่างๆ กำลังระดมสมอง สรรพกำลัง และทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เรือนจำต่างๆ หลุดพ้นจากข้อครหาของสังคม ที่ในอดีตถูกมองว่าเป็น "แดนสนธยา" รวมถึงเป็นศูนย์กลางใบสั่งยาเสพติด หลังจากนี้ เชื่อว่าภาพลักษณ์เหล่านี้คงเป็นเพียงแค่อดีตที่มีการพูดถึงเท่านั้นเอง หากภาครัฐจะทุ่มเทแรงกาย แรงใจอย่างต่อเนื่อง...!!!
                  นวย เมืองธน
********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น