วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

ล่องเรือชมสวน คลองมหาสวัสดิ์

           "คลองมหาสวัสดิ์" หรือ "คลองขุดมหาสวัสดิ์" ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ถือเป็นคลองประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้ขุดเพื่อเป็นเส้นทางเสด็จฯ ไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ใช้เวลา 5 ปีจึงขุดเสร็จ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2398-2403 
             "คลองขุดมหาสวัสดิ์" มีความยาวจากกรุงเทพฯ ถึงแม่น้ำท่าจีน 28 กิโลเมตร "คลองมหาสวัสดิ์" นอกจากจะเป็นคลองที่มีประวัติศาสตร์สำคัญแล้ว ประชาชนริมฝั่งคลองยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและทำการเกษตรกรรม ได้แก่ ไม้ผล, พืชผัก, ไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งทัศนียภาพเป็นธรรมชาติ สวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการแปรรูปอาหารจากผลผลิตทางการเกษตรได้ด้วยตนเอง ที่สำคัญการท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยการล่องเรือชมสวนเลียบคลอง
มหาสวัสดิ์ เกิดจากแนวคิดการนำวิถีชีวิตของเกษตรกรที่ทำอยู่เป็นกิจวัตรมาผสานกับ "ทุนธรรมชาติ" ที่มีอยู่ คือ ทรัพยากรด้านการเกษตร การทำสวน ทำไร่ ไถนา ที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ทำสืบเนื่องมาจนถึงรุ่นลูกหลานมาผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่
ผมหยิบยกเรื่องราวของ "คลองมหาสวัสดิ์" และวิถีชีวิตชาวบ้านชุมชนริมคลองประวัติศาสตร์แห่งนี้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมพิธีเปิดงานประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
"ล่องเรือ...ชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์" ณ จุดต้อนรับท่องเที่ยวเชิงเกษตร บริเวณวัดสุวรรณาราม ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อช่วงต้นๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา (27 ม.ค.) ซึ่งมี "โอฬาร พิทักษ์" อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงานครั้งนี้ โดยมีหน่วยงานของจังหวัดนครปฐม การท่องเที่ยว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรและประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก
"โอฬาร พิทักษ์" อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น
เป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลให้ความสำคัญ และในปี 2558 รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยว "วิถีไทย" และเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกคนต้องร่วมมือกันในการรณรงค์การท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น เป้าหมายหนึ่งของการท่องเที่ยววิถีไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มีรายได้มั่นคง ซึ่งรูปแบบรายได้สามารถดำเนินการได้หลากหลาย ไม่ใช่การนำผลผลิตจากการเกษตรมาจำหน่ายอย่างเดียว ทางกรมส่งเสริมทางเกษตรในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากทางรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานในพื้นที่ร่วม
กับทางจังหวัดนครปฐมและหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกับเกษตรกรในพื้นที่ เพราะการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนในท้องถิ่น สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี มีส่วนสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับเกษตรกรและชุมชน อีกทั้งยังเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเกิดการเรียนรู้และสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย
  "อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร" บอกอีกว่า เหตุผลที่เลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคลองมหาสวัสดิ์ในการจัดงานประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร "ล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์" นั้น สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2540 กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการร่วมกับชุมชนจัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตการเกษตรที่จะนำมาสู่ความยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม ควบคู่กันไป โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทยพัฒนาพื้นที่ริมคลองมหาสวัสดิ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวล่องเรือชมสวนคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างมากมายและต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2554 ได้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจึงซบเซาลงไปมาก แต่ก็ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าการท่องเที่ยวเชิงเกษตรคลองมหาสวัสดิ์นั้นมีอะไรบ้าง และยังเป็นช่องทางการส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกร นอกเหนือจากการนำ
ผลผลิตจากสวนไปขายให้พ่อค้าคนกลางอีกด้วย              
"บรรลือ สง่าจิตร" ปลัดจังหวัดนครปฐม บอกว่า จังหวัดนครปฐมเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน มีความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ซึ่งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น ถือว่ามีความสำคัญกับชาวนครปฐม โดยเฉพาะ "การล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์" และจังหวัดนครปฐมหวังว่าการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ชุมชนต่างๆ ของจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง
         สำหรับจุดแรกเรานั่งเรือยนต์จากท่าเทียบเรือวัดสุวรรณาราม ล่องไปตามลำคลองมหาสวัสดิ์ มุ่งหน้าสู่ "นาบัวลุงแจ่ม" เพื่อชมนาบัวหลวงตัดดอก เรียนรู้การทำนาบัว พายเรือเก็บบัวกลางบึง และเรียนรู้การพับกลีบดอกบัว เดิมพื้นที่ที่ปลูกบัวเคยเป็นที่ทำนาปลูกข้าวมาก่อน แต่ด้วยปัญหาเรื่องราคาข้าว ทางครอบครัว "ลุงแจ่ม" จึงตัดสินใจหันมาทำนาบัวแทน
       จากพื้นที่ที่เคยทำนาข้าวจำนวน 15 ไร่ ปรับเปลี่ยนทำเป็นนาบัวตัดดอกขาย เพราะเห็นว่าการทำ
นาบัวนั้นคล้ายกับการทำนาข้าว แต่จะดูแลไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาปลูกไม่นานก็เห็นผลผลิต และยังสามารถเก็บขายทำเงินสร้างรายได้ทุกวัน จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมชม แถมยังมีศาลากลางบึงบัวขนาดใหญ่ไว้นั่งผ่อนคลายอีกด้วย
ส่วนจุดที่สองเรานั่งเรือยนต์ลัดเลาะไปตามลำคลองมหาสวัสดิ์ ชมบรรยากาศธรรมชาติ วิถีชีวิตของชาวบ้านสองฝั่งคลอง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติริมคลองมหาสวัสดิ์อยู่นั้น เราก็เดินทางมาถึง "บ้านศาลาดิน" ซึ่งเป็นที่ตั้งของ
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ สามารถเลือกซื้อสินค้าโอท็อปของชุมชน โดยที่นี่จะโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์ข้าวตังธัญพืชรสเลิศ หรือ "ข้าวตังมหาสวัสดิ์" ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมการทำข้าวตัง และชิมกันจนอิ่มท้องกันเลยทีเดียว สำหรับที่แห่งนี้ยังเป็นจุดสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน วิถีชีวิตชาวบ้านสมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน มีการทำปุ๋ยชีวภาพ การทำขนมข้าวตัง ไข่เค็มเสริมไอโอดีน เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า และของฝากอีกมากมายที่
เป็นสินค้าโอท็อปอีกด้วย วันนั้น "ปราณี สวัสดิ์แดง" หรือ "ป้าแหม่ม" ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ นำชมและให้ความรู้การทำข้าวตังด้วยตัวเองทีเดียว
ส่วนจุดสุดท้ายที่เรามีโอกาสมาล่องเรือเยี่ยมชมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเลียบคลองมหาสวัสดิ์ ก็คือ "สวนผลไม้ของลุงบุญเลิศ" หรือ "บุญเลิศ เศรษฐอํานวย" ซึ่งผลไม้ที่ปลูกที่สวนแห่งนี้ ถือได้ว่าปราศจากสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น จึงมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะได้รับคุณประโยชน์กันอย่างเต็มที่ มาที่นี่ไม่ใช่มีเพียงผล
ไม้ให้ชิมเท่านั้น ยังมีความสนุกตื่นเต้นอย่างการนั่งรถอีแต๋น ซึ่งบอกได้คำเดียวว่ามันส์สุดๆ โดย "ลุงบุญเลิศ" จะรับหน้าที่เป็นโชเฟอร์ขับรถอีแต๋นพานักท่องเที่ยวเข้าไปชมสวนเรื่อยไปถึงทุ่งนา ความมันส์ก็อยู่ระหว่างทางนั่นเอง ด้วยเทคนิคการบังคับรถตอนเข้าโค้งนั้น บอกได้คำเดียวว่า นักท่องเที่ยว...อ้าปากค้างกันเป็นทิวแถว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การเดินทางมา "ล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์" นั้น สามารถเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวไปตามเส้นทางถนน

บรมราชชนนีพอถึงสี่แยกพุทธมณฑลเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางศาลายา ผ่านมหาวิทยาลัยมหิดล สุดเขตมหาวิทยาลัยเลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร สังเกตุด้านขวามีป้ายบอกทางเข้าวัดสุวรรณาราม ขับเลี้ยวเข้าไป เมื่อผ่านทางรถไฟ เลี้ยวขวาอีกครั้ง ขับตรงไปที่วัด จอดรถในวัด หรือเดินทางโดยรถไฟฟรี จากสถานีธนบุรีลงสถานีวัดสุวรรณาราม ใช้เวลาประมาณ 35 นาที และยังเดินทางโดยรถประจำทาง ขสมก.สาย ปอ.515 จากอนุสาวรีย์-ศาลายา ลงที่สี่แยกโรงพยาบาลศาลายา แล้วต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างไปวัดสุวรรณาราม...แค่นี้ก็ได้สัมผัสธรรมชาติเลียบคลองมหาสวัสดิ์แล้วครับ...!!!
นวย เมืองธน
************************************************

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

สกัดยานรกแม่น้ำโขง ไทยแนวรบนับสิบจุด

          จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) พบว่า ท่าเรือสบหลวย เขตปกครองพิเศษที่ 4 เมืองลา รัฐฉาน ของชนกลุ่มน้อยกลุ่มพันธมิตรเมืองลา (NDAA)
           ถือเป็นจุดที่มีการลักลอบนำยาเสพติดลงเรือมากที่สุด โดยซุกซ่อนมากับเรือสินค้า เพื่อลำเลียงต่อเป็นยาเสพติด อาทิ ยาบ้า, ไอซ์และเฮโรอีน ที่ผลิตในพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มว้า กลุ่มโกกั้ง และกลุ่มเมืองลา ก่อนจะนำมาส่งที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำฝั่ง สปป.ลาว หรือเมียนม่าร์ ก่อนจะลำเลียงเข้าสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ พื้นที่อำเภอเชียงแสน, เชียงของ, เวียงแก่น, แม่สาย, แม่จัน, แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
          จากข้อมูลยังระบุว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหายาเสพติด เนื่องจากยาเสพติดบางส่วนที่ถูกลำเลียงมาทางแม่น้ำโขง จะถูกลักลอบไปยัง สปป.ลาว แล้วนำข้ามฝั่งเข้าไทยที่อำเภอเชียงแสน, เชียงของ และเวียงแก่น จากนั้นจึงลักลอบนำเข้าพื้นที่ตอนในของไทย
ที่สำคัญ ภายหลังจาก "นายหน่อคำ" ราชายาเสพติดลุ่มน้ำโขงสิ้นชื่อ ประเทศในลุ่มน้ำโขง จีน, ไทย, เมียนม่าร์ และสปป.ลาว ได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการ "Safe Mekong" โดยหลังเสร็จสิ้นปฏิบัติการ
"Safe Mekong" ยังคงมีการใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด แม้ สปป.ลาว และเมียนม่าร์จะลาดตระเวนตามลำน้ำโขงในบริเวณพื้นที่อิทธิพลเดิมของ "นายหน่อคำ" แต่ก็ยังไม่สามารถสกัดกั้นการลำเลียงตามแม่น้ำโขงได้ทั้งหมด เพราะจากข้อมูลปี 2557 ที่ผ่านมา พบว่ามียาบ้าที่ลำเลียงผ่านลำน้ำโขงปีละ 200-300 ล้านเม็ดขึ้นไป ส่วนยาไอซ์ ปีละ 3,500 กิโลกรัม ขณะที่การจับกุมของประเทศไทยในส่วนที่ลำเลียงทางแม่น้ำโขงประมาณร้อยละ 10

หรือเฉลี่ยปีละ 20 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 400-500 กิโลกรัม โดยยาบ้าและยาไอซ์ ร้อยละ70-80 ถูกลำเลียงเข้ามาในไทย ส่วนที่เหลือแพร่ระบาดใน สปป.ลาว รวมทั้งส่งไปยังเวียดนามและกัมพูชา
ผมหยิบยกเรื่องราวสถานการณ์ยาเสพติดในลุ่มน้ำโขงมาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ลงเรือล่องแม่น้ำโขง ดูภารกิจสกัดกั้นยาเสพติด ปิดล้อมตรวจค้นเรือต้องสงสัย ของสำนักงาน ป.ป.ส.และหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย
กองทัพเรือ ตามโครงการศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัยทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ จีน, สปป.ลาว, เมียนม่าร์ และไทย บริเวณแม่น้ำโขง ช่วงสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จนถึงบ้านแก่งผา ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เมื่อช่วงปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา ( 16 ม.ค.58) แม้จะไม่พบการกระทำผิด แต่ก็ถือว่าเป็นภารกิจและยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดผ่านทางแม่น้ำโขงเข้าสู่ฝั่งไทยวิธีหนึ่ง
ซึ่งในวันนั้นนอกจาก "เพิ่มพงษ์ ชวลิต"  เลขาธิการ ป.ป.ส.ได้นำคณะลงพื้นที่ด้วยตัวเองแล้ว ยังมี "อัน กว๋าจุน" รองเลขาธิการคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติจากจีน "บุนปอน สิริวง" รองเลขาคณะกรรมาธิการแห่งชาติเพื่อตรวจตราและควบคุมยาเสพติด สปป.ลาว "พ.ต.อ.มิ้น เต็ง" รองเลขาธิการร่วมคณะกรรมการกลางเพื่อการควบคุมยาเสพติดของเมียนม่าร์ เข้าร่วมชมและสังเกตุการณ์การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ด้วย

         "เพิ่มพงษ์ ชวลิต" เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า ในแต่ละประเทศลุ่มน้ำโขง ขณะนี้กำลังเตรียมกำลังประจำด่านและเรือให้พร้อม ทางเมียนม่าร์ก็มีการเสริมกำลังที่จังหวัดท่าขี้เหล็กเพิ่มเติม ซึ่ง 4 ประเทศ ได้มีการเตรียมกำลังในที่ตั้งของประเทศตัวเองอย่างเต็มที่ โดยหลังจากนี้จะมีการประสานจัดกำลังของแต่ละประเทศมาทำความรู้จักกัน ทั้งหน่วยปฏิบัติการณ์ทางน้ำหรือตำรวจน้ำของเมียนม่าร์ เพื่อประสานการทำงานร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุการณ์ที่แม่น้ำโขง จะมี
ปัญหาที่เจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในน่านน้ำของแต่ละประเทศได้ จากช่องว่างในการทำงานดังกล่าว จึงได้มีการพูดกันและการจัดระบบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศได้มีการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน ซึ่งต่อไปก็จะมีการลาดตระเวนร่วมกัน การแจ้งข้อมูลข่าวสาร และสามารถแจ้งเตือนไว้ก่อนล่วงหน้าในการเข้าตรวจค้นเรือเป้าหมายต่างๆ ที่คาดว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในน่านน้ำประเทศของตัวเองด้วย
"เลขาธิการ ป.ป.ส." บอกอีกว่า ส่วนการแลกเปลี่ยนด้านการข่าวนั้น ก็จะดูที่ตัวบุคคลที่มีการเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด และเรือที่ต้องสงสัยของทุกประเทศ ซึ่งจะมีฐานข้อมูลเก็บไว้ที่ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยการปฏิบัติงานของแต่ละประเทศในแต่ละวัน จะมีการรายงานข้อมูลเข้ามาให้รับรู้ทั้งหมด และก็จะประมวลการทำงานว่าแผนปฏิบัติงานในแต่ละวันเป็นอย่างไร ทั้งการจับกุม
และสกัดกั้นการตรวจตราต่างๆ ส่วนเรื่องข่าวสารอาจมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกลุ่มเป้าหมายระหว่างประเทศ  ซึ่งหลังจากนี้ไป เจ้าหน้าที่ของจีน สปป.ลาว และเมียนม่าร์ ที่มาประจำศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัยในประเทศไทย คงจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ กันมากขึ้น
"หลังการหารือแต่ละประเทศ เห็นว่าปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น ประเทศที่มีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในเขตลำน้ำโขง จึงต้องร่วมกันลาดตระเวนพื้นที่ของตนเอง ส่วนของไทยก็มีหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเป็นหน่วยรับผิดชอบบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ" เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวทิ้งท้าย
           "น.อ.ภานุ รัตตนนันทวาที" ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย บอกว่า การเข้าตรวจค้นเรือต้องสงสัยในแม่น้ำโขง จะใช้เรือตรวจการณ์ และเรือจู่โจมที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นเรือคุ้มกัน เข้าปิดล้อมและลดพื้นที่เป้าหมายของเรือต้องสงสัยให้เข้าสู่ฝั่ง และถ่ายรูปทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ รวมถึงสิ่งผิดปกติบนเรือเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเข้าตรวจค้นเรือต้องสงสัย ยังไม่พบว่ามีการโต้ตอบใช้กำลังจากฝ่ายตรงข้าม เพราะการ
ตรวจค้นในแต่ละครั้ง ทางเราจะแสดงตัวชัดเจน และส่วนใหญ่เรือที่กระทำผิดจะเบนหนีเข้าสู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องเกิดความร่วมมือกันของเจ้าหน้าที่แต่ละประเทศด้วย และต้องยอมรับว่าการสกัดกั้นยาเสพติดในแม่น้ำโขงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยข้อจำกัดเรื่องเขตแดนและเวลาในการตรวจตรา ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ยาเสพติดเข้าประเทศโดยง่าย
ผบ.นรข.เขตเชียงราย บอกอีกว่า เรื่องการข่าวถือว่าสำคัญ เพราะการตรวจเรือต่างๆ โดยที่เรา
ไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจของเราเสียหายได้ ซึ่งถ้าเราจะตรวจเรือสินค้าต่างๆ เราต้องมีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน สามารถยืนเป้าหมายได้อย่างน้อยๆ 70-80 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากมีการเปิดศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัยแล้ว จะทำให้แต่ละประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ร่วมมือกันในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด ฯลฯ นำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ในการเข้าสู่ประชาคม
อาเซียน เจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศ จะต้องออกลาดตระเวนในอาณาเขตของตนเองในเวลาไล่เลี่ยกัน และมีการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อเฝ้าระวังยาเสพติดเข้ามาในน่านน้ำของแต่ละประเทศด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "น.อ.ภานุ" บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีกระแสข่าวว่ามีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านทางลำน้ำโขงมากับเรือสินค้า แต่สถิติการจับกุมทางน้ำได้น้อยมาก เนื่องจากแต่ละประเทศมีอาณาเขต และเขตแดนของตนเอง การจับกุมจึงเป็น
ไปได้ยาก เพราะบางครั้งเรือที่กระทำผิดจะใช้วิธีหลบเลี่ยงหนีเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนในฝั่งไทยได้มีการสำรวจจุดล่อแหลมหรือจุดเสี่ยงในการขนย้ายยาเสพติด ซึ่งต้องลาดตระเวนเฝ้าระวังกว่า 10 จุด ตลอดระยะทาง 85 กิโลเมตร โดยทางเราได้กำหนดจุดสังเกต (landmark) ไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จะมีการส่งคนเข้าไปซุ่มตรวจยังจุดต่างๆ อีกด้วย...
หลังจากจัดตั้ง "โครงการศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย" ที่มี 4 ประเทศ ได้แก่ จีน,
สปป.ลาว, เมียนมาร์ และไทย เข้าร่วมแล้ว จะสามารถสกัดกั้น ลดการทะลัก และแพร่ระบาดยาเสพติดสู่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อยแค่ไหนนั้น เชื่อว่าสังคมโลกคงจับตาดูถึงปรากฏการณ์ความพยายามของประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง และอย่างน้อยถึงแม้ว่าจะยังไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เชื่อว่าเป็นการทำงานของ 4 ประเทศ ที่ร่วมกันกดดันอิทธิพลขบวนการค้ายาเสพติด ทั้งกลุ่มเก่า และกลุ่มใหม่ๆ ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นอย่างแน่นอน...!!!
นวย เมืองธน
**********************************************

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

วัดไทรตำนานคู่กรุงเก่า อดีตวิถีตลาดน้ำโบราณ

             เมื่อ พ.ศ.2545 สำนักงานเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการจัดทำโครงการฟื้นฟู "ตลาดน้ำวัดไทร" ตั้งอยู่ถนนเอกชัย ซอย 23 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวภายในวัดต่างๆ ของพื้นที่เขตจอมทองขึ้น อาทิ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร, วัดนางนอง, วัดหนัง และวัดบางประทุนนอก ซึ่งจากการดำเนินการจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตจอมทอง และ "ตลาดน้ำวัดไทร" อย่างต่อเนื่อง
         ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวในพื้นที่เขตจอมทองเป็นจำนวนมาก ทั้งการเช่าเหมาเรือในการล่องเรือชมทัศนียภาพ ตลอดจนวิถีชีวิตของชุมชนตามแนวลำคลอง โดยการท่องเที่ยวที่วัดไทรถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำนักงานเขตจอมทองต้องการฟื้นฟูตลาดน้ำวัดไทรในช่วงเช้าของวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูป และเลือกชิม เลือกซื้อสินค้าและผลไม้ เลือกรับประทานอาหารต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือ หรืออื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการซื้อของที่ระลึกในร้านค้าต่างๆ ด้วย
ผมหยิบยกเรื่องราวของ
"ตลาดน้ำวัดไทร" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่วัดไทร ถิ่นเก่าๆ ที่เคยแวะเวียนมาสมัยเด็กๆ ซึ่งวัดไทรนั้น สันนิษฐานกันว่า เป็นวัดเก่าแก่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2240 มีอายุมากกว่า 315 ปี และยังเป็นวัดภายในชุมชนใหญ่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น บริเวณหน้าวัดไทรตั้งอยู่ติดคลองสนามชัย ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมต่อกับคลองต่างๆ หลายคลอง อาทิ คลองดาวคนอง, คลองบางขุนเทียน, คลองลัดเช็ดหน้า, คลองบางมด และคลองด่าน สามารถออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
และคลองมหาชัย สู่ทะทะเลได้ ส่วนหลังวัดไทรจะมีสถานีรถไฟ (ป้ายวัดไทร) สายมหาชัย-วงเวียนใหญ่วิ่งผ่าน ถือว่าการคมนาคมสะดวกมาก เพราะมีการสัญจรทางน้ำ ทางรถยนต์ และทางรถไฟด้วย
ในอดีตท่าน้ำหน้าวัดไทร ถือเป็นจุดรวมของผู้คนในการซื้อขายผลไม้ และพืชสวน ซึ่งจะมีการลำเลียงพืชผัก และผลไม้ต่างๆ ใส่เรือมาถ่ายขึ้นบกเพื่อค้าขาย และขนส่งต่อไปทางรถไฟ  และจากจุดนี้เอง จึงถูกเรียกว่า "ตลาดน้ำวัดไทร" บริเวณสองฝั่งคลองสนามชัย "หน้าวัดไทร" ปัจจุบันยังพอหลงเหลือ
ห้องแถวริมคลองสภาพเดิมๆ ให้เห็นอยู่ มีสะพานไม้ทอดยาวตลอด ถือเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าจากสวนขนาดใหญ่ เพราะในทุกๆ เช้าของแต่ละวัน จะมีเรือกว่า 100 ลำนำสินค้าเข้ามาซื้อขายสินค้าต่างๆ เห็นได้ว่าในสมัยก่อนเศรษฐกิจในย่านนี้คึกคักอย่างมาก
ปรากฏการณ์ที่ชาวสวนนิยมนำผลไม้จากสวนและของพื้นบ้านใส่เรือพายนำออกมาขายกันเต็มลำคลองจึงร่ำลือไปทั่วถึงต่างประเทศว่า "ตลาดน้ำวัดไทร" เป็นตลาดน้ำที่สวยงามที่สุด ด้วยความที่บริเวณย่านนี้เป็นแหล่งทัศนียภาพ
และวิถีไทย จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนิยมแวะเวียนมาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย ต่อมาจึงทำให้ "วัดไทร" กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างยาวนาน แต่ต่อมาตลาดน้ำวัดไทรก็ซบเซาลงด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ แม้ทางภาครัฐจะพยายามฟื้นฟูให้ "ตลาดน้ำวัดไทร" กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนในอดีตที่ผ่านมาก็ตาม
      จากข้อมูลต่างๆ ระบุว่า "วัดไทร" นอกจากจะเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เนื่องจากปรากฏหลักฐานหอกลองเก่า หอระฆังโบราณ สมัยกรุงศรีอยุธยา และโบสถ์ 2 สมัยที่ถูกสร้างขึ้นภายในบริเวณวัดแล้ว ยังมีการสันนิษฐานว่า "วัดไทร" เดิมชื่อว่า "วัดไซ" เขียนตามสำเนียงที่เรียกกัน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดไทร" เพราะเดิมมีต้นไทรใหญ่อยู่หน้าวัด เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี ซึ่งเสวยราชย์ครองกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2246 จน พ.ศ.2251 คนทั้งหลายเรียกกัน
อย่างสามัญว่า "ขุนหลวงเสือ" หรือ "พระเจ้าเสือ" พระองค์โปรดเสด็จประพาสทางทะเล และเสด็จประพาสทางชลมารคผ่านคลองสนามชัย ได้มาสร้างพระตำหนักทองเอาไว้ที่ "วัดไทร" เพื่อเป็นที่ประทับค้างแรม โดยตัวตำหนักเป็นเรือนไทยยกพื้น หลังคาจั่ว ลงรักปิดทองทั้งด้านในและด้านนอก ต่อมาพระองค์ได้ทรงอุทิศตำหนักหลังนี้ให้เป็นกุฏิสงฆ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการปฏิสังขรณ์วัด และอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2416 โดยมอบหมายให้ช่างชาวจีนชื่อ "จีนเต๋า" เป็นผู้ปฏิสังขรณ์


           นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อ พ.ศ.2247 ช่วงที่ "พระเจ้าเสือ" เสด็จทางคลองสนามชัย เวลานั้นเสวยราชย์ได้หนึ่งปี และเป็นครั้งแรกที่เสด็จถึงตำบลโคกขาม พันท้ายคัดท้ายไม่ดี เรือพระที่นั่งเกยตลิ่งจนหัวเรือหัก ตามกฎหมายในสมัยนั้น พันท้ายต้องระวางโทษถึงสิ้นชีวิต แต่ "พระเจ้าเสือ" ทรงพระปรานี ดำรัสว่าเหตุเกิดด้วยคลองคดนัก จะไม่ลงพระราชอาญาแก่พันท้าย ซึ่งพันท้ายคนนั้นเป็นชาวบ้านนรสิงห์ แขวงจังหวัดอ่างทอง เรียกกันว่า
"พันท้ายนรสิงห์" และทูลวิงวอนขอให้ประหารชีวิตตน เพื่อรักษาพระราชกฤษฎีกาไว้อย่าให้เสื่อมเสีย
จึงได้โปรดให้ประหารชีวิต ซึ่งยังมีศาลเทพารักษ์ที่ตำบลโคกขาม ว่าสร้างตรงที่ประหารชีวิต "พันท้ายนรสิงห์" ปรากฏอยู่จนบัดนี้ จากเหตุที่เรือพระที่นั่งโดนครั้งนั้น เมื่อ "สมเด็จพระเจ้าเสือ" กลับคืนพระนคร จึงมีรับสั่งให้ "พระราชสงคราม" คุมไพร่ลงไปขุดคลองนั้นเสียให้ตรง ขุดตั้งแต่ปากคลองทางลำน้ำท่าจีนมาจนตำบลโคกขาม แต่การขุดค้างอยู่ จนมาสำเร็จต่อในรัชกาลหลัง ยังเป็นคลองตรงและ
กว้างใหญ่ "คลองสนามชัย" นอกจากจะเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของ "สมเด็จพระเจ้าเสือ" และยังเป็นเส้นทางที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ทรงยกกองทัพไปปราบพม่าที่เมืองถลางและเมืองชุมพรอีกด้วย
นอกจากนี้ "วัดไทร" ยังปรากฏหลักฐานพระพุทธรูปสลักหินทรายสีแดง ปางสมาธิ ปางมารวิชัย พระพุทธรูปทรงเครื่อง อยู่ในพระวิหาร และมีใบเสมาสลักหินทราย สีแดง อยู่ด้านตะวันตกของพระอุโบสถเหลืออยู่ 1 หลัก โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน
โบราณสถานหอระฆังวัดไทรและโบราณสถานตำหนักทอง เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2505
  ในอดีตที่ "วัดไทร" มีอดีตเจ้าอาวาส คือ "หลวงปู่อ๋อย" ถือเป็นเกจิอาจารย์ดังองค์หนึ่งที่มีวิทยาคมเชี่ยวชาญด้านยาสัก และการเล่นแร่แปรธาตุจนสำเร็จเป็นทองคำ นาก เพชร พลอย รวมทั้งสร้างพระด้วยเนื้อผงผสมว่านต่างๆ แจกลูกศิษย์ ซึ่งมีพุทธคุณยอดเยี่ยมทางเหนียว แคล้วคลาด เมตตามหานิยม ว่ากันว่าพลังจิตของท่านกล้าแข็งมาก สามารถเสกใบมะขามเป็นตัวต่อแตนได้ และเสกสิ่งของวัตถุมงคลอย่าง
ใด ก็ล้วนแต่ขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ปัจจุบันวัตถุมงคล "หลวงปู่อ๋อย" จึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ประชาชนและชาวบ้านแถบจอมทอง บางขุนเทียน และอื่นๆ จึงนิยมเสาะแสวงหาวัตถุมงคล "หลวงปู่อ๋อย" มาเก็บไว้เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองและครอบครัว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากประเพณีขายของบนเรือค่อยๆ สูญหาย จนกระทั่งหมดไป แต่ปัจจุนบันดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวในย่านจอมทองนี้ โดยเฉพาะ "ตลาดน้ำวัดไทร" จะซบเซาลงอีกครั้ง เหตุผลหนึ่งจากหลายๆ สาเหตุ อาจเป็นเพราะว่าภาครัฐขาดการดูแลและส่งเสริมการท่องเที่ยวในย่านนี้อย่างต่อเนื่อง แม้จะยังพอมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศว่าจ้างเรือ เพื่อเข้ามาชมสภาพชนบทวิถีริมฝั่งคลองสนามชัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากเหมือนแต่ก่อน...!!!
                           นวย เมืองธน
************************************************