วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หาดทุ่งวัวแล่น แหล่งเที่ยวมีตำนาน

            อําเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เดิมเป็นเมืองขนาดเล็ก สมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองอุทุมพร หรือจังหวัดชุมพรในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนครศรีธรรมราช และมีพื้นที่ส่วนที่แคบที่สุดอยู่ที่บ้านท่าข้าม อําเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งมี "เมืองปะทิว" ปากทิว หรือปะทิว คําว่าปะทิว เป็นชื่อเก่าแก่มาตั้งแต่เดิม ปัจจุบันใช้คําว่า ปะทิว ซึ่งตามตัวอักษรไม่มีความหมายและคําแปล แต่ฟังตามสําเนียงภาษาพื้นเมือง พอจะทราบความหมายได้ว่า ปะทิว เป็นการเรียกตามสภาพของท้องที่ เป็นทางผ่านไปทํามาหากินของชนเมืองจากตะวันตก เป็นพื้นที่สูงไปทางตะวันออกสู่ทะเล
           ในสมัยก่อน ทะเลหน้าอ่าวทุ่งมหา ตําบลปากคลอง มีเกาะอยู่เรียงรายเป็นทิวแถว เมื่อไปตั้งเมืองในทําเลที่มีสภาพท้องที่เป็นทะเล มีเกาะอยู่มากมาย มีปากทางออกสู่แม่น้ำ จึงเรียกต่อๆ กันมาว่า "ปากทิว" และเพื้ยนเป็น "ปะทิว" และมีแหล่งชุมชนอยู่บริเวณดอนตาเถร ดอนยายชี ดอนตะเคียน บ้านหัวนอน และบ้านเกาะ หรือเกาะชมอม ปัจจุบันอําเภอปะทิวแบ่งเขตการปกครองเป็น 7 ตําบล คือ ตําบลบางสน ตําบลชุมโค ตําบลดอนยาง ตําบลปากคลอง ตําบลทะเลทรัพย์ ตําบลเขาไชยราช และตําบลสะพลี โดยตําบลสะพลี
ประกอบด้วย 11 หมู่บ้าน และมีเขตการปกครองท้องที่แบ่งเป็น อบต.สะพลี และเทศบาลตําบลสะพลี
ช่วงหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อําเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส และมีโอกาสมาสัมผัสธรรมชาติที่ "หาดทุ่งวัวแล่น" ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ห่างจากตัวจังหวัดชุมพรไปตามถนนลาดยางสายชุมพร-หาดทุ่งวัวแล่น ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่ง "หาดทุ่งวัวแล่น" นอกจากจะเป็นชายหาดที่มีเม็ดทรายสีขาวนวลละเอียด ลักษณะหาดทราย
ลาดเอียงลงทีละน้อย มีความโค้งเป็นเว้าคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มีความยาวประมาณ 5-6 กิโลเมตรต่อเนื่องไปจนถึงชายหาดสะพลี ด้วยความที่หาดทรายกว้าง และมีความลาดเอียงต่ำ จึงปลอดภัย เหมาะแก่การเล่นน้ำทะเล
    นอกจากนี้ ตลอดแนวชายหาดของ "หาดทุ่งวัวแล่น" ยังมีต้นสนที่ขึ้นเรียงรายหนาแน่น ทำให้ชาดหาดแห่งนี้ร่มรื่น พอเห็นทิวสนที่ขึ้นเรียงราย มันทำให้เกิดจินตนาการต่างๆ มากมายทีเดียว เพราะบรรยากาศเงียบสงบอย่างนี้ เหมาะสำหรับการพักสายตา และพักผ่อน
หรือจิบอะไรเย็นๆ จริงๆ ซึ่งจากจุด "หาดทุ่งวัวแล่น" นักท่องเที่ยวยังสามารถมองเห็นเกาะง่ามน้อยและเกาะง่ามใหญ่ และหมู่เกาะในทะเลชุมพรได้อย่างชัดเจน แถมในยามเช้าและยามเย็นยังสามารถนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินได้อย่างสวยงามอีกด้วย
ส่วนทางตอนใต้สุดของชายหาดทุ่งวัวแล่น ติดกับ "ชุมพรคาบาน่ารีสอร์ท" จะเห็น "เขาโพธิ์แบะ" เป็นลักษณะภูเขายื่นออกมา บริเวณแถบนี้มีแนวหินใต้น้ำ ดอกไม้ทะเล ฟองน้ำทะเล และสาหร่ายทะเลมากมาย จึงไม่แปลกใจเลย
กับคำบอกเล่าที่ว่า เป็นถิ่นของฝูงปลาทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีสีสันสวยงามนานาชนิดมาอาศัยอยู่บริเวณแถบนี้มากมาย และบริเวณเหนือ "หาดทุ่งวัวแล่น" ด้านหน้าของชุมพรคาบาน่ารีสอร์ท ยังเป็นที่ตั้งของ "ติกิ" เทพเจ้าแห่งท้องทะเล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทะเลเคารพบูชา โดย "ติกิ" ถูกแกะสลักด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10 เมตร หันหน้าออกสู่ท้องทะเลทางด้านทิศตะวันออก ชาวบ้านเชื่อว่า "ติกิ" จะคอยปกปักรักษา "หาดทุ่งวัวแล่น" ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ  ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2532
พายุไต้ฝุ่นเกย์ ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนทรงพลัง ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักในจังหวัดชุมพร และประเทศอินเดียฝั่งตะวันออก ถือเป็นพายุไต้ฝุ่นครั้งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรมลายูรอบ 35 ปี พายุก่อตัวขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 ในอ่าวไทยตอนล่าง ข้ามคาบสมุทรมลายู เคลื่อนเข้าไปในมหาสมุทรอินเดียเหนือ และทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุหมุนระดับ 5 ก่อนขึ้นฝั่งในประเทศอินเดีย และสลายตัวเหนือเทือกเขากัตส์ตะวันตกในอินเดีย ต่อมาเวลา 08.30 นาฬิกา ของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้เคลื่อนเข้าสู่ภาคใต้ตอนบนด้วยความเร็วถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วของพายุไต้ฝุ่นในระดับ 3 ถล่มอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนขึ้นฝั่งที่อำเภอท่าแซะ และอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งอย่างหนักหน่วง
ส่งผลให้มีผู้คนล้มตายมากกว่า 500 คน บาดเจ็บจำนวนมาก บ้านเรือนเสียหายกว่า 3.8 หมื่นหลัง ประชาชนเดือดร้อน 1.5 แสนคน เรือล่มเกือบ 400 ลำ ถนนเสียหายกว่า 500 เส้นทาง สะพานเสียหายกว่า
100 แห่ง ทำนบและฝาย 49 แห่ง โรงเรียนพัง 160 แห่ง วัด 93 แห่ง มัสยิด 6 แห่ง พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 80 ล้านไร่ สัตว์เลี้ยงตายมากกว่า 8 หมื่นตัว โดยพายุไต้ฝุ่นเกย์ครั้งนั้น ถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมากที่สุดในรอบ 27 ปี นับตั้งแต่พายุโซนร้อนแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุก ในปี พ.ศ.2505 และเป็นพายุลูกเดียวในประวัติศาสตร์ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในระดับไต้ฝุ่น และยังเป็นพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดขณะขึ้นฝั่งเท่าที่
เคยมีมาในคาบสมุทรมลายู
เมื่อครั้งที่พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้พัดผ่านมายังอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร "หาดทุ่งวัวแล่น" ได้รับผลกระทบจากภัยของพายุเกย์น้อยมาก ชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่า "ติกิ" เทพเจ้าแห่งท้องทะเลได้ปกปักรักษา "หาดทุ่งวัวแล่น" ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้น และที่บริเวณ "หาดทุ่งวัวแล่น" นอกจากจะมีความสวยงาม ตำนาน และความเชื่อต่างๆ ให้ศึกษามากมายแล้ว ยังมีร้านอาหารและสถานที่พักตากอากาศอยู่หลายแห่งไว้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการดำน้ำชมความงาม
ของโลกใต้ทะเลบริเวณเกาะแก่ง ก็ยังสามารถเช่าเรือและอุปกาณ์ดำน้ำได้ที่รีสอร์ทบริเวณ "หาดทุ่งวัวแล่น" ได้อีกด้วย
อ่อเกือบลืมไป..สำหรับ "หาดทุ่งวัวแล่น" มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า บริเวณ "หาดทุ่งวัวแล่น" ในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมายหลากหลายชนิด อยู่มาวันหนึ่งมีพรานป่าเดินทางมาล่าสัตว์ที่บริเวณชายหาดทุ่งวัวแล่น และยิงถูกวัวป่าตัวหนึ่งล้มลง พอพรานป่าเดินเข้าไปหาวัวป่าตัวดังกล่าว พรานป่าถึงขั้นตกใจอย่างมาก เพราะคิดว่า
วัวป่าถูกยิงขนาดนั้น ยังไงเสียก็ต้องตาย แต่จู่ๆ วัวป่าตัวที่ถูกยิงกลับลุกขึ้นวิ่งหนีหายเข้าป่าไป นับตั้งแต่นั้นชาวบ้านจึงเรียกชายหาดทุ่งวัวแล่นแห่งนี้ว่า "หาดทุ่งวัวแล่น" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งทางหน่วยงานภาครัฐได้ปั้นรูปวัวป่าตั้งอยู่บริเวณริมชายหาด เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของหาดทุ่งวัวแล่นแห่งนี้ครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หากมีโอกาสมาเยือนจังหวัดชุมพร และผ่านมาแถวปั๊มน้ำมันเล็กๆ ริมถนนเพชรเกษม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ก่อนถึงตัวเมืองชุมพร

ถ้าไม่แวะมากินอาหาร หรือนั่งจิบอะไรเพลินๆ ที่ "ร้านตะเกียงไทย" ดูเหมือนยังมาไม่ถึงน่ะ ผมมีโอกาสมาแวะหาอะไรกินที่ร้านอาหารแห่งนี้ และมีโอกาสได้พูดคุยกับ "ป๋าสนอง" หรือ "สนอง ใยบัวทอง" ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของร้าน พ่อครัว เด็กเสริฟ ทำเกือบทุกหน้าที่ในร้าน พอว่างจากงานครัว ก็จะคอยมาบริการและดูแลลูกค้าด้วย
"คุณสนอง" เล่าว่า ก่อนหน้านี้ "ร้านตะเกียงไทย" เคยเปิดที่ย่านสุขุมวิท กรุงเทพฯ จากนั้นก็ปิดตัวลงด้วยเหตุผลต่างๆ มากมาย และส่วนตัวก็อยากจะกลับมาทำมาหากินที่บ้านจังหวัดชุมพร จึงได้มาเปิด "ร้านตะเกียงไทย" ในวันนี้ ส่วนเมนูเด็ดๆ อาทิ ปลาดุกทะเลผัดฉ่า แกงส้มปลากะพงผักรวม ปลาช่อนลุยสวน หลนปูเค็ม หมูป่าผัดเผ็ด ผัดมะระเนื้อปลา ต้มส้มปลากระบอก แกงจืดเต้าหู้หมูสับสาหร่าย ฯลฯ ส่วนแกงคั่วหอยขม ถือว่ารสชาติถูกปากมาก เพราะหอมเครื่องแกง กลมกล่อมร้อนแรง อร่อยเด็ดจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมี "เต๋าเต้ยหม้อไฟ" รวกจิ้ม ถือเป็นเมนูเด็ดที่ "คุณสนอง" ชูไว้เป็นเมนูเด็ด
ของ "ร้านตะเกียงไทย" ก็ว่าได้ครับ ซึ่ง "ปลาเต๋าเต้ย" จะคล้ายๆ ปลาจาระเม็ด ซึ่งเป็นปลาธรรมชาติ ไม่ใช่ปลาเลี้ยง หาได้ยากพอสมควร บางช่วงบางเวลา เช่น ฤดูฝน หรือหน้ามรสุม จะไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะสามารถจับได้มากน้อยเพียงใด หรือจะจับได้ปลาขนาดเท่าใด ทำให้ในบางครั้งปลาอาจจะขาดตลาด "คุณสนอง" บอกว่า ตนจะสั่ง "ปลาเต๋าเต้ย" จากแหล่งประมงที่จังหวัดระนอง จึงได้ปลาสดๆ ทำให้เนื้อปลามีรสหวานและไม่คาว บวกกับน้ำซุปในหม้อไฟที่มีรสชาติกลมกล่อมสูตรพิเศษ จึงทำให้กลายเป็นเมนูเด็ดที่ไม่ธรรมดาจริงๆ หากใครมีโอกาสผ่านมาที่ย่านนี้ ก็ลองแวะไปอุดหนุนทานอาหารที่ "ร้านตะเกียงไทย" กันดูครับ...!!!
                          นวย เมืองธน
*********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น