วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เสน่ห์ท่องเที่ยวเมืองโบราณ

              "เมืองโบราณเวียงกาหลง" อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย จัดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เพราะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์สำคัญและยาวนาน เนื่องจากขุดพบหลักฐานเตาเผาเครื่องเคลือบโบราณกว่า 200 เตา ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเครื่องปั้นเวียงกาหลงมีลักษณะการเขียนลายที่เหมือนกับเครื่องถ้วยชิงไป๋ของจีน และแสดงให้เห็นว่าในอดีต "เวียงกาหลง" ต้องเป็นชุมชนใหญ่และตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองต่างๆ ของอาณาจักรล้านนา มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน
              สภาพภูมิประเทศบริเวณแถบนี้คงเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ของผู้คนเมืองเวียงกาหลง ทำให้อยู่ดีกินดีมีความสุข มีความเจริญรุ่งเรืองทางอารยธรรม ซึ่งต่อมาไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า "เมืองเวียงกาหลง" ได้ล่มสลายลงจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือสาเหตุอื่นใด
นอกจากนี้ ข้อสันนิษฐานต่างๆ ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า "เมืองเวียงกาหลง" เกิดขึ้นในยุคใด อาจเป็นเพราะในอดีตเมืองแห่งนี้
ไม่ได้อยู่ในเส้นทางการเดินทัพของพม่า จึงไม่มีการบันทึกเรื่องราวไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ที่น่าสนใจ คือ "เวียงกาหลง" ถือเป็นแหล่งกำเนิดเครื่องเคลือบดินเผาโบราณที่มีอายุนับพันปีที่ใหญ่ที่สุดของล้านนา ซึ่งเตาเผาโบราณมีลักษณะเด่นไม่เหมือนใคร เพราะมีความบางเบา มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของเวียงกาหลง ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี และใช้ดินที่เป็นราวภูเขาไฟปั้นขึ้นรูป
เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เป็นเครื่องใช้สำหรับชนชั้นสูง การใช้เครื่องปั้นดินเผาจึงบ่งบอกถึง
รากฐานที่ยาวนานของวัฒนธรรม ซึ่งหมายถึงการตั้งรกรากที่มั่นคงในแหล่งนั้นๆ จนสามารถตั้งแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเพื่อใช้สอยได้ และบริเวณนั้นต้องเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญที่มีดินขาวที่มีคุณภาพดี เนื่องจากดินชนิดนี้สามารถนำมาทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีความแข็งแกร่ง สามารถทนความร้อนได้ดี จนสามารถพัฒนาให้เป็นเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพสูง
ผมหยิบยกเรื่องราวของ "เมืองโบราณเวียงกาหลง" หรือ "บ้านเวียงกาหลง" ในปัจจุบันมาเขียนถึง เพราะช่วงหนึ่งของ
         "ตะลอนตามอำเภอใจ" เคยแวะเวียนมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ครับ ซึ่ง "สายพิรุณ น้อยศิริ" รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ให้ข้อมูลว่า "เวียงกาหลง" เป็น 1 ใน 8 หมู่บ้านที่ได้รับงบประมาณปี 2557 ในการต่อยอดให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และมีของดีมากมายที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น เป็นชุมชนที่มีความรุ่งเรืองทางอารยธรรมโบราณ มีเตาเผาโบราณ เครื่องเคลือบดินเผาเป็นภาชนะใช้สอยต่างๆ มากมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตความ
เป็นอยู่ของชาวเวียงกาหลงอย่างเต็มอิ่ม หากได้มาเยือน "หมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยวเวียงกาหลง"
ในคราวที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครั้งนั้น "ทัน ธิจิตตัง" ปราชญ์พญ๋าดีล้านนา ประจำปี 2553 และหัวหน้ากลุ่มสล่าบ้านทุ่งม่าน ผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง
หมู่ที่ 3 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย สร้างผลงานจนได้รับการคัดสรรโอทอป ระดับ 5 ดาว ได้บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ "เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง" ว่า "เวียงกาหลง" เป็นแหล่งที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา เพราะแหล่งดินที่นี่เป็นดินที่มีคุณภาพในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อแกร่ง เป็นดินสีขาวมีคุณภาพคล้ายดินเกาลิน
มีความเหนียวและยืดหยุ่น เวียงกาหลงตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองต่างๆ ของอาณาจักรล้านนา และที่หมู่บ้านยังเก็บเครื่องถ้วยลายโบราณแบบเดิมๆ ของเวียงกาหลงเอาไว้จำนวนมาก เพื่อให้ผู้คนที่สนใจได้มาเห็นมาดู เนื่องจากในอนาคตอาจหาดูไม่ได้อีก เพราะความเก่าแก่ของเครื่องถ้วย ทำให้ลายบางลายแตกสลายไปก็มี บางลายเก็บเอาไว้ได้ แต่ก็แตกหัก ไม่คงสภาพเดิม แต่ก็เก็บรักษาไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นลวดลายที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต
"คุณทัน" บอกว่า เครื่องเคลือบเวียงกาหลงลวดลายจะไม่
เหมือนที่อื่น มีลายเป็นที่รู้จักกันมาก คือ รูปตัวกาบินมารวมกันเป็นรูปดอกไม้ ลวดลายที่ปรากฏบนผิวเครื่องเคลือบมักจะบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องถิ่น หรือถ้าเป็นลายดอกไม้ พรรณไม้ ก็มักเป็นพันธุ์ไม้ที่มีในเวียงกาหลง และปัจจุบันมีกลุ่มชาวบ้านที่ทำเครื่องเคลือบเวียงกาหลงจำนวนหนึ่ง โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเวียงกาหลงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด การทำเครื่องเคลือบ 70% ยังรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ ส่วนอีก 30% เป็นการประยุกต์รูปแบบใหม่ อาทิ กาน้ำชา, แก้วน้ำ, จานข้าว และของตกแต่งบ้านทั่วๆ ไป

         ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมไทยที่สร้างความประทับใจให้บรรดาผู้นำจากทั่วโลก ในบรรดาเครื่องถ้วยภาคเหนือ หรือที่เรียกว่า เครื่องถ้วยล้านนานั้น เครื่องถ้วยของชุมชนเวียงกาหลง นับเป็นเครื่องถ้วยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด เพราะมีทั้งลักษณะที่สวยงาม น้ำหนักเบา เนื้อบาง เกิดจากเนื้อดินชั้นดีที่นำมาใช้ปั้น มีการเคลือบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นิยมเคลือบถึงบริเวณเชิงของภาชนะ น้ำเคลือบใสมีทั้งสีฟ้าอ่อน สีเขียวอ่อน และสีเหลืองอ่อน ผิวของเครื่องถ้วยมีรอยแตกรานสวยงาม
และเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของเครื่องปั้นเวียงกาหลงมาแต่โบราณ
     "สาเหตุที่ทุกคนในชุมชนต้องอนุรักษ์เครื่องเคลือบเวียงกาหลงเอาไว้ เพราะว่าอดีตที่ผ่านมาวัตถุโบราณของเวียงกาหลงเคยถูกคนต่างชาติ กลุ่มพ่อค้าวัตถุโบราณ และชาวบ้านขุดเครื่องเคลือบดินเผามาขายเป็นจำนวนมาก มีพ่อค้าของเก่ามากว้านซื้อทั้งขายในประเทศ และส่งออกนอกประเทศ เพราะความโลภและมองไม่เห็นคุณค่าของวัตถุโบราณเวียงกาหลง เครื่องเคลือบเวียงกาหลงสมัยโบราณเป็นอย่างไร มาถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างยังคงความเป็นต้นแบบของโบราณ แม้กระทั่งขี้เถ้าก็ยังใช้ทำน้ำเคลือบเช่นที่เคยเป็นมา" คุณทันกล่าว
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ 1 ชนิดเขียนลวดลายสีดำใต้เคลือบและชนิดเคลือบสีเดียวเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด กลุ่มที่ 2 กลุ่มเตาป่าหยุมชนิดเขียนลวดลายสีดำใต้เคลือบ กลุ่มที่ 3 กลุ่มเตาป่าดงชนิดเซลาดอน เซลาดอนจาก

กลุ่มเตาป่าดงนี้ มีลักษณะคล้ายกับเซลาดอนของราชวงศ์ซุ่ง ซึ่งเป็น เซลาดอนขนาดแท้และนิยมมาก กลุ่มที่ 4 กลุ่มเตาวังหนือ ส่วนใหญ่จะเป็นจานชามขนาดใหญ่ ชามและแจกันขนาดเล็ก น้ำเคลือบสีเขียว และแวววาว กลุ่มที่ 5 เครื่องปั้นดินเผาสีน้ำตาล เครื่องปั้นดินเผาสีน้ำตาลที่เวียงกาหลงนี้ เป็นชนิดที่พบน้อยที่สุด พบเป็นไหสี น้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ และกลุ่มที่ 6 เคลือบตะกั่วและทองแดง เป็นภาชนะรูปแบบของเวียงกาหลง แต่น้ำเคลือบมีส่วนผสมของตะกั่วและทองแดงแล้วเผาในอุณหภูมิต่ำ ส่วนใหญ่เป็นแจกันขนาดเล็ก มีพระพุทธรูป รูปตัวสัตว์ นกหวีดและชามปนอยู่บ้าง
        "เวียงกาหลง" นอกจากจะปรากฏร่องรอยของคูเมืองเก่า วัฒนธรรมชุมชน ที่มีความเป็นล้านนา เครื่องปั้นดินเผาโบราณและเตาเผาโบราณแล้ว ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่คนในยุคนี้พยายามรักษาสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมในอดีต จึงกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ "เวียงกาหลง" ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้ประกาศให้เป็นหมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว ประจำปี 2557 เพื่อเป็นการเชื่อมโยง ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าโอทอปของหมู่บ้านเวียงกาหลง และแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณคดี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นอีกด้วย...!!!
                นวย เมืองธน
*******************************************

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คุ้มครองสัตว์ป่า ต้องร่วมมือกัน

           "ประเทศไทย" ในอดีตที่ผ่านมาได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉัยงใต้ ที่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์มากที่สุดประเทศหนึ่งเลยทีเดียว เพราะ "ประเทศไทย" มีพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพืชและสัตว์ 
             ปัจจุบัน "ประเทศไทย" มีพื้นที่ป่าน้อยลงเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้สัตว์ป่าขาดแหล่งที่อยู่อาศัย ขาดแหล่งอาหาร เป็นสาเหตุให้สัตว์ป่าลดลง บางชนิดสูญพันธ์ และอีกหลายชนิดตกอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธ์ ถือเป็นสิ่งที่น่าเสีย และน่าห่วงอย่างมาก ซึ่งปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนำมาซึ่งความเสียหาย และสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอันสมบูรณ์แล้ว หากแต่ยังเป็นการรุกล้ำทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดอีกด้วย ขณะเดียวกัน ปัญการลักลอบค้า
สัตว์ป่า และล่าสัตว์ป่าของมนุษย์นั้น ก็ดูเหมือนจะซ้ำเติมให้สัตว์ป่าลงทุกทีก็ยิ่งตอกย้ำการลดปริมาณของสัตว์ป่าสูญพันธ์ และเหลือน้อยลงทุกที ปัญหาการบุกรุกป่า และการล่าสัตว์ป่าเพราะฝีมือมนุษย์ ดูเหมือนจะทำสัตว์ป่าของไทย ต้องเผชิญกับฝันร้ายเรื่อยมา  สัตว์ป่าบางชนิดลดจำนวนลงจนน่าใจหาย จนต้องประกาศเป็นสัตว์ป่าสงวนฯ บางชนิดถูกจับมาเพื่อการค้า แล้วยัดกรงขายเป็นสัตว์ในกรงเลี้ยง ขณะที่สัตว์ป่าบางชนิดต้องจบชีวิต สูญพันธุ์
ในอดีต "ประเทศไทย" มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง
สัตว์ป่าขณะนั้น มีเพียง พระราชบัญญัติรักษาช้างป่า ร.ศ.1199 (พ.ศ.2443) เท่านั้น ยังไม่มีการคุ้มครองสัตว์ป่าอื่นๆ
         ต่อมาในปีพ.ศ.2503 รัฐบาลในสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้ตรากฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าขึ้น คือ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503  โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงลงนามในพระปรมาภิไธย
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2503
  ต่อมาปี พ.ศ.2535 ได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ใหม่ โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถทำให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลสมดังวัตถุประสงค์ของกฎหมาย  ประกอบกับจำเป็นจะต้องเร่งรัดการขยายพันธุ์
สัตว์ป่าและให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าควบคู่กันไป และเนื่องจากปัจจุบันได้มีความตกลงระหว่างประเทศในการที่จะร่วมมือกันเพื่อสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าของท้องถิ่นอันเป็นทรัพยากรทีสำคัญของโลก ดังนั้น เพื่อปรับปรุงให้มาตรการในการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ  สมควรปรับปรุงกฏหมายนี้ และต่อมาได้ถือเอาวันที่ 26 ธันวาคม ของทุกปี เป็น "วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ"
ผมหยิบยกเรื่องราวปัญหาสัตว์ป่ามาเขียนถึง เพราะช่วงสายๆ
วันอังคารที่ผ่านมา (16 ธ.ค.) ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานแถลงข่าวการจัดงานสัปดาห์วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ประจำปี 2557 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช,ดร.วีระชัย ณ นคร กรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ, ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกลุ่มด้านสื่อสารองค์กรและกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมกลุ่มบริษัททรู,
ตัวแทนภาคีเครือข่ายเอ็กโซติคแห่งประเทศไทย และตัวแทนมูลนิธิรักษ์สัตว์ป่า (ไทย) เข้าร่วมแถลงข่าวครั้งนี้ เพื่อรณรงค์กระตุ้นการอนุรักษ์สัตว์ป่าทุกชนิดให้มีสวัสดิภาพในชีวิตที่ดีขึ้น ลดอัตราความต้องการลักลอบสัตว์ป่ามาใช้อย่างผิดกฎหมายให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น
    นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่าเนื่องด้วยวันที่ 26 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็น "วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ" จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่า และการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาทุกปี ซึ่งแต่ละปีได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ชุมชน ประชาชนทั่วไป เป็นอย่างดี โดยในปีนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดกิจกรรมสัปดาห์วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 18-26 ธันวาคม 2557 ซึ่งจะมีงานสัมมนาทางวิชาการเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทย ครั้งที่ 35 ซึ่งมีการบรรยายทางวิชาการด้านสัตว์ป่าสาขาต่างๆ
จัดระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคม 2557 ที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และงานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ประจำปี 2557 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดระหว่างวันที่ 20-21  ธันวาคม 2557โดยจะมีการเดินรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนในการร่วมกันอนุรักษ์สัตว์ป่า ตามสถานที่ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า ตลาดนัด สวนสาธารณะ และห้างสรรพสินค้า ในเขตกทม. ระหว่างวันที่ 18-26 ธันวาคม 2557
ส่วนปัญหาการลักลอบ ค้า ล่า และจำหน่ายสัตว์ป่าของไทยนั้น
         นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า แม้ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังคงมีอยู่แต่ความเข้มงวดของหน่วยงานภาครัฐ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และหน่วยงานต่างๆ มีส่วนป้องกันการกระทำผิด โดยตลอดทั้งปีสามารถจำกุม ยึดสัตว์ป่าของกลางได้ประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถช่วยชีวิตของสัตว์ป่าได้หลายพันตัวต่อปี ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องรณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศตระหนักและดึงเป็นแนวร่วมอนุรกัษ์สัตว์ป่าอย่างถูกวิธี
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับ งานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ประจำปี 2557 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21  ธันวาคม 2557 นั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ประจำปี 2557 ในวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2557 เวลา 10.00 น. โดยประมาณ ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ  โดยกิจกรรมการภายในงานจะมีกิจกรรมให้ความรู้และกิจกรรมสร้างความสนุกสนาให้ความรู้ด้านสัตว์ป่าตลอดทั้งวัน อาทิ นิทรรศการเทิดพระ

เกียรติและพระราชกรณียกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ   และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นิทรรศการประกวดภาพถ่ายการแสดงของศิลปิน AF การแสดงของนักเรียน การแสดงดนตรีจากเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ การแสดงโชว์เหยี่ยว และนกแก้ว การนำลูกเสือจากสวนเสือศรีราชามาแสดง การจัดนิทรรศการด้านสัตว์ป่า เยี่ยมชมสวนสัตว์ขนาดเล็ก กรงกวาง สวนผีเสื้อ นิทรรศการไผ่ แมลงทับของกรมป่าไม้ การเข้าค่ายเยาวชนคนรักษ์สัตว์ป่า ของนักเรียนจากพื้นที่ต่างๆ มีการเล่นเกมส์เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า พร้อมทั้งการแจกรางวัลให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกชั่วโมงอีกด้วย
     ปัญหาสัตว์ป่าในธรรมชาติที่ยังคงถูกไล่ล่า และลดจำนวนลงเรื่อยๆ นั้น เนื่องจากภารกิจของผู้มีหน้าที่ในการปกป้องชีวิตสัตว์ป่ามีมากขึ้น การทำงานเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ลำพังเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวคงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนฝ่าย ประสานร่วมมือกันทั้งจากภาครัฐ เอกชน ประชาชน เยาวชน และองค์กรเอกชนต่างๆ ในการช่วยกันอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่า...!!!
นวย เมืองธน
**************************************

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เสน่ห์เวียงกาหลง โอทอปท่องเที่ยววิถีโบราณ

          บ้านเวียงกาหลง หมู่ที่ 15 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย  นอกจากจะได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว 1 ใน 8 แห่งทั่วประเทศ  เมื่อช่วงปี 2557 แล้ว
          ที่สำคัญ ยังเป็นที่ตั้งของ "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง" ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน แหล่งรวมวัฒนธรรมบอกเล่าเรื่องวราวประวัติความเป็นมาในอดีตของ "เวียงกาหลง" อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" ซึ่งแหล่งโบราณสาถาน "เวียงกาหลง" ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง ที่มีลวดลาย เนื้อดินปั้น รวมถึงน้ำเคลือบเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น จึงทำให้เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เป็นที่รู้จักของนักสะสมของ
โบราณในประเทศไทย และต่างประเทศ อีกด้วย แถมรอบๆ บริเวณ "เวียงกาหลง" ยังปรากฏหลักฐานที่ขุดพบเตาเผาโบราณ และเศษเครื่องปั้นดินเผา ร่องรอยคูเมืองโบราณความลึก 3-4 เมตร ที่ยังเหลือให้เห็นอย่างชัดเจน
บริเวณที่ตั้งของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" นอกจากจะ เป็นที่ตั้งเมืองโบราณแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของตำนานแม่พญากาขาว พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ หรือตำนานแม่กาเผือก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ "หลวงพ่อธรรมสาธิต" ได้พัฒนา "เวียงกาหลง" เพื่อสืบทอด
เรื่องราวและตำนานแม่กาขาว พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ใ ห้ลูกหลานชาวเวียงกาหลง ได้ใช้เป็นสถานที่เรียนรู้ ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง"  และภายใน "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง"  นอกจากจะเป็นศูนย์กลางหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ของ "เวียงกาหลง" แล้ว ภายในบริเวณศูนย์แห่งนี้ ยังได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์โบราณเวียงกาหลง ที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก 12 แห่งภายในศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลงอีกด้วย
ผมหยิบยกเรื่องราวของ "เวียงกาหลง" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสเดินทางมากับคณะของผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ที่นำคณะสื่อมวลชนสัญจรมาศึกษาดูงานผลการดำเนินงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวที่ "เวียงกาหลง" "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง"  โดย "สายพิรุณ น้อยศิริ" รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย บอกว่า ทางกรมพัฒนาชุมชนพาสื่อมวลชนมาเยี่ยมชม "เวียงกาหลง" ครั้งนี้ เพราะที่นี่เป็น 1 ใน 8 หมู่บ้านที่ได้รับงบประมาณปี 2557 ในการต่อยอดให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่ง "เวียงกาหลง" 
เป็นชุมชนที่มีความรุ่งเรืองทางอารยธรรมโบราณ มีเตาเผา เครื่องเคลือบดินเผาเป็นภาชนะใช้สอยต่างๆมากมาย มีจำนวนเตาเผานับไม่ถ้วน และที่ขุดข้นพบก็นับเป็น 10 เตา ซึ่งบางส่วนก็อาจถูกพื้นที่เกษตรรุกล้ำและค้นหาไม่เจอแล้ว แต่ร่องรอยที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น ก็อยู่บริเวณที่แห่งนี้ โดยผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบดินเผานับพันปียังปรากฎอยู่ในวันนี้ นั่นแปรว่าขบวนการสืบสานภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ชาวบ้านได้อนุลักษณ์
สามารถสืบต่อลวดลายเทคนิคต่างๆ รวมถึงวิธีการจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน
"นอกจาก "เวียงกาหลง" เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญแล้ว และยังเป็นจุดที่น่าสนใจ คือ มีตำนานที่ผูกพันกับพุทธศาสนา โดยเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง และมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ทางจังหวัดเชียงรายได้เก็บรวบรวมเรื่องราวต่างๆไว้ให้คนรุ่นต่อๆไปได้ศึกษา นอกจากนั้นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวบ้าน รวมทั้งน้ำใส ไมตรี ต่างๆ ถ้าท่านมาเยี่ยมชมที่นี่จะ
อบอุ่น จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนล้านนาอีกแห่งหนึ่ง ที่จะได้อีกบรยากาศหนึ่ง ท่านก็จะประทับ



ใจเหมือนกับหลายๆคนที่มาและกล่าวถึง" นางสายพิรุณ กล่าว
"รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน" บอกด้วยว่า การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 หมู่บ้านท่องเที่ยวในประเทศไทยหลายๆแห่ง ที่มีชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ทางกรมการพัฒนาชุมชน ก็มีการวิเคราะห์ และเตรียมความพร้อมต่างๆ ซึ่งมัคคุเทศก์ชุมชนก็เริ่มเรียนภาษาต่างๆแล้ว โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ หลายพื้นที่เราก็มีการ
สนับสนุนงบในการแปลข้อมูลต่างๆเป็นสองภาษาเพื่อการสื่อสาร และทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศสามารถเข้าถึงวิถีชีวิตวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และเตรียมงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ทางเว็บไซต์ เพื่อจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชม และเข้าถึงการบริการด้านท่องเที่ยวของชุมชน
"รัชกฤช สถิรานนท์" รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บอกว่า เสน่ห์ของจังหวัดเชียงรายไม่เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ เพราะจังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดเดียวของประเทศ ที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับหลายประเทศ ทั้งเมียนมาร์ และลาว มีพื้นที่เชื่อมโยงกับจีน ซึ่งเป็นประตูสู่ประเทศในอาเซียน นอกจากนี้ เสน่ห์ของจังหวัดเชียงราย ก็คือ มีวัฒนธรรมแบบล้านนา
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่ 
"เวียงกาหลง" เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือยก็จะได้เห็นวัฒนธรรมแบบล้านนา
ด.ช.ณัฐพล โสตกลาง หรือน้องบอส อายุ 14 ปี มัคคุเทศก์น้อย ภายในชุมชน "เวียงกาหลง" ที่พาคณะเยี่ยมชม "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง" บอกว่าอยากให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมที่ "เวียงกาหลง" เพราะมีประวัติศาสตร์หลายอย่างน่าสนใจมากที่เกี่ยวข้องกับโลกของเรา ส่วนมัคคุเทศก์อีกคน ด.ญ.กรรณิการ์ รัตนลิกุล หรือน้องไข่หวาน อายุ 11 ปี มัคคุเทศก์น้อยอีกคน บอกว่า รู้สึกภูมิใจในการได้ทำ
หน้าที่มัคคุเทศก์น้อย เพราะนอกจาก



ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนแล้ว ยังทำให้ตัวเราได้รับความรู้ด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายใน "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง"  ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" นั้นถือเป็นวัดที่ฉันมังสวิรัติ และรับประทานมังสวิรัติ สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชชีพราหมณ์ หรือบวชผ้าขาวที่ถือศีล 8 จะรับประทานอาหารวันละเพียงแค่ 2 มื้อเท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่รับศีล 5 รับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติ การบรรพชาเป็นสามเณร, การบวชชีพราหมณ์ หรือบวชผ้าขาวทั้งชายและหญิงจะมีการบวชและลาสิกขาทุกวัน ส่วนการบรรพชา เป็นพระภิกษุนั้น จะมีพิธี
ใหญ่เป็นประจำปีละ 3 ครั้ง ได้แก่ในช่วงภาคฤดูร้อน วันที่ 6 เมษายน หรือวันจักรี ช่วงเข้าพรรษา และในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกๆ ปี "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" จึงเป็นวัดที่ผสมผสานระหว่างการปฏิบัติถือศีลกินผักอย่างเคร่งครัด และงานด้านสังคมควบคู่กันไป และเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นวัฒนธรรมเวียงกาหลงกับยุคสมัยใหม่ทีต้องใช้เทคโนโลยีได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงาน
สำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งคือ มูลนิธิสาธิตธรรมานุเคราะห์ ซึ่งจะเน้นให้บริการด้านสังคมควบคู่ไปกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ภายในมูลนิธิจะมีหน่วยงานต่างๆ ที่เรียกว่าวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านศีล 5, วิสาหกิจชุมชนผลิตชากาขาว รวมไปถึงการปลูกดูแลต้นชา การเก็บและนวดชา , วิสาหกิจชุมชนผลิตสมุนไพรไทย, วิสาหกิจชุมชนผลิตน้ำดื่มกาขาว, ชมรมออมทรัพย์ธรรมสังเวช และวิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง...และด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมโบราณ "เวียงกาหลง" จึงเป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ที่มีเสน่ห์แห่งหนึ่งของประเทศไทย...!!!
นวย เมืองธน
***********************************