วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เก็นติ้งฯ มาเลย์ สวรรค์กลางหุบเขา

            หลายประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย กำลังเตรียมพร้อมกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558  เราจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสำหรับประเทศไทย ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และธุรกิจทุกแขนง จำเป็นต้องตื่นตัว และเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วยกันให้มากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดโลกกว้าง และเป็นจุดเริ่มต้นการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
          โดยเฉพาะการเปิดเสรีด้านการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้กรอบอาเซียน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าแนวโน้มการแข่งขันในอนาคตจะยิ่งทวีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีเมืองชายแดนติดกับประเทศไทย และมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆ หลายแห่ง ที่สำคัญ เส้นทางท่องเที่ยวเมืองชายแดนประเทศไทย- มาเลเซีย ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนแถบนี้ เพื่อก้าวย่างสู่ประชาคมอาเซียน
ที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้
    ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ " ผมมีโอกาสเดินทางโดยรถโค้ช จากจุดผ่านแดนถาวรสะเดา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย  ผ่านด่านบูกิตคายูฮิตัม เมืองอลอสตาร์ รัฐเคดะห์ ประเทศมาเลเซีย มุ่งหน้าสู่บัตเตอร์เวิร์ธ ซึ่งเป็นเมืองท่าเมืองหนึ่งของรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บนฝั่งส่วนแผ่นดินเซบรังปไร เดิมเรียก พรอวินซ์เวลเลสลีย์ ตรงข้ามกับเมืองจอร์จทาวน์ รถโค้ชวิ่ง ข้ามสะพานปีนัง ซึ่งมีความยาว 13.5 กิโลเมตร เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะปีนัง และมาเลเซีย ที่
สำคัญเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในเอเซีย และมีความยาวเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งเกาะปีนัง หรือที่คนไทยรู้จักในนาม เกาะหมาก "ไข่มุกแห่งตะวันออก" นั้นอาคาร ตึกต่างๆยังสะท้อนให้เห็นวิถีของตะวันตก และตะวันออก อันเป็นสมบัติที่ได้เป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาอีกด้วย
"ร้านคนไทย" เป็นร้านอาหารไทย ในปีนัง ที่คณะของเรามาแวะฝากท้องรับประทานอาหารกันที่ร้านแห่งนี้  มีอาหารเมนูไทยๆ หลากหลายแนว ทั้งภาคกลาง อีสาน แลใต้ แถมการตกแต่งร้านยังเป็นบรรยากาศ
แบบไทยๆอีกด้วย ส่วนเมนูเด็ดที่ทางร้านแนะนำ คือ แก้งส้มแป๊ะซะ  ผัดหอยลาย ฯลฯ  ส่วนผมชอบไข่เจียวน่ะ เพราะไม่ว่าจะทอดกินที่ประเทศไหนก็ตาม รสชาติไม่แตกต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รถโค้ชจึง "ล้อหมุน" มุ่งหน้าสู่รัฐปะหัง ซึ่งเป็น 1ใน 13 รัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย และเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดบนคาบสมุทรมาเลเซีย ครอบคลุมบริเวณแอ่งแม่น้ำปะหัง อาณาเขตติดต่อกับรัฐกลันตันทางทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐเประ รัฐสลังงอร์

และรัฐเนกรีเซมบีลัน ทางทิศตะวันตก ติดต่อกับรัฐยะโฮร์ทางทิศใต้ ส่วนทางทิศตะวันออกติดต่อกับรัฐตรังกานูและทะเลจีนใต้  เมืองหลวงของรัฐคือกวนตัน ส่วนเมืองของเจ้าผู้ครองตั้งอยู่ที่ปกัน และมีเมืองสำคัญอื่นๆ อาทิ กัวลาลีปิส เตเมร์โละห์ ส่วนชื่อเฉลิมเมืองของรัฐปะหังคือ ดารุลมักมูร์ "ถิ่นที่อยู่แห่งความเงียบสงบ" ส่วนประชาชนมาเลเซีย ที่รัฐปะหังนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียภูมิบุตร รองลงมาคือ ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน อินเดีย  และอื่นๆ คณะของเราเดินทางเข้าเขตรัฐปะหัง ช่วงประมาณเย็นๆ ค่ำๆ เพราะใช้เวลาเดินทาง
กันหลายชั่วโมง ก็มีโอกาสมาแวะกินมื้อเย็นกันที่ร้านอาหารจีน ซึ่งบ้านเรือน ตึกต่างๆในแถบนี้บ่งบอกถึงวัฒนธรรม ความเก่าแก่ได้พอสมควร
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว พวกเราจึงมุ่งหน้าต่อ เพราะการเดินทางมาที่รัฐปะหังของคณะเราครั้งนี้ มีจุดหมาย คือ  "เก็นติ้ง ไฮแลนด์" (Genting Highland) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซีย ถือได้ว่าเป็นสถานที่ พักผ่อนหย่อนใจบนท้องฟ้าของมาเลเซีย เพราะอยู่กลางหุบเขา Gunung Ula Kall  มีความสูงเหนือ












ระดับน้ำทะเลถึง 2 พันเมตร และเป็นที่ตั้งของอพาร์ท เม้นท์ บังกาโล  และโรงแรมใหญ่ที่สุดในโลก ที่ได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ คือ โรงแรมเฟิร์ส เวิลด์  หรือโรงแรมหลากสี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกนติ้ง ไฮแลนด์ส รีสอร์ท มีห้องพักทั้งหมด 6,118 ห้อง สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ

2005 หรือพ.ศ. 2548 ปัจจุบันอาจถึง 6,300 ห้อง  ซึ่งสถิติดังกล่าวพิจารณาจากจำนวนห้องพักโรงแรม ไม่ใช่ตามขนาดของอาคาร และไม่นับรวมโซนที่พักอาศัย เช่น อพาร์ทเมนท์ คอนโด ที่ตั้งอยู่ภายในโครงการเดียวกัน
           สำหรับ "เก็นติ้ง ไฮแลนด์" จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นบ่อนคาสิโนครบวงจร ซึ่งเป็นคาสิโนแห่งเดียวในประเทศมาเลเซีย ที่มีทั้ง โรงแรม รีสอร์ทนำสมัย  สถานบันเทิงต่างๆ ดิสโก้เธค การแสดงต่างๆแหล่งช้อปปิ้ง ห้างสรรพสินค้า แหล่งแฟชั่นชั้นนำจากทั่วโลก ร้านค้าต่างๆ  ของใช้ รวมถึงของที่ระลึก สามารถเลือกรับประทานอาหารหลากหลายชนิดจากร้านอาหารที่มีอยู่มากมาย และยังมีสวนสนุกกลางแจ้ง หรือในร่ม ประกอบด้วยเครื่องเล่นแสนสนุกมากมาย แบ่งโซนตามเมืองที่มีชื่อเสียงและสถานที่สำคัญของเมืองใหญ่ทั่วโลก อาทิ ชองเอลิเซ่  ลอนดอน เวนิส ไทมส์สแควร์ ยูนิเวอร์ซัลวอล์ค สวิสแอลป์ และเกนติ้งวอล์ค
นอกจากนี้ ที่สโนว์เวิลด์ มีบ้านไม้ซุง บ้านอิกลู รางเล่นเลื่อน
น้ำแข็ง บริเวณเล่นหิมะ ซึ่งอากาศบริเวณนี้หนาวเย็นมาก มีเครื่องเล่นจำลองการกระโดดร่ม หน้าผาจำลอง ส่วนที่ห้องจัดแสดงพาวิลเลี่ยน ก็มีการแสดงมายากลลุ้นระทึก หรือการแสดงสเก็ตน้ำแข็ง มีลานโบว์ลิง ตู้เกม โรงภาพยนตร์ และยังมีสนามกีฬาในร่มเหมาะสำหรับการเล่นบาสเก็ตบอล ปิงปอง แบดมินตัน และสคว็อช รวมทั้งลานโบว์ลิ่ง สระว่ายน้ำในที่ร่ม ฟาร์มเห็ด สนามกอล์ฟ และสนามม้า บนหุบเขาแห่งนี้อีกด้วย
แต่ที่เป็นไฮไลท์ของการมาเยือน "เก็นติ้ง ไฮแลนด์" คงจะหนีไม่พ้นกระเช้าลอยฟ้า หรือ เคเบิ้ลคาร์
ซึ่งเป็นเสน่ห์ สำหรับการมาท่องเที่ยวที่แห่งนี้ครับ เคเบิ้ลคาร์ที่นี่มีความยาว 3.4 กิโลเมตร บนความสูงถึง 2 พันเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติ ป่าเขา และเห็นทะเลหมอกอย่างชัดเจนในวันที่ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มืดครึ้มหรือมีฝนตก
ค่ากระเช้าขึ้นลง ประมาณ 120 บาท ต่อคน 1 กระเช้ารับผู้โดยสารได้ประมาณละ 6-8 คน ที่สำคัญการเตรียมตัวก่อนขึ้นกระเช้า ให้นักท่องเที่ยวสามารถนำกระเป๋าใบเล็กขึ้นกระเช้าไปด้วยได้ ส่วนกระเป๋าใบใหญ่ ทางเจ้าหน้าที่ของเคเบิ้ลคาร์ จะไม่อนุญาตให้นำขึ้นกระเช้าไปด้วย และอาจจะต้องเสียค่าใช่จ่ายสำหรับการฝากกระเป๋าไว้ ณ สถานีกระเช้าต้นทาง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่กลัวความสูง แนะนำให้เดินทางด้วยรถยนต์ ขึ้นไปที่เก็นติ้งฯ ดีกว่าครับ
ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษที่ 1960 กว่าจะมาเป็น "เก็นติ้ง ไฮแลนด์" ที่เห็นในปัจจุบัน "ลิม โก๊ะห์ ตง"  ฉายาราชาคาสิโนของมาเลเซีย เป็นผู้พัฒนารีสอร์ต คาสิโน "เก็นติ้ง ไฮแลนด์" ขึ้นมาและเป็นผู้ก่อตั้งเกนติ้ง กรุ๊ป ที่เติบโตไปเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประกอบด้วย 3 สัญชาติ คือ มาเลเซีย  สิงคโปร์ และฮ่องกง ส่วน "นายลิม" ถือว่าเป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุดรั้งอันดับที่ 204 ของโลกที่จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส เมื่อปี 2550 จากการครอบครองทรัพย์สินมูลค่า 4,200 ล้านดอลล่าร์ หรือกว่า1,300,000 ล้านบาท ธุรกิจของกลุ่มเกนติ้ง รวมถึงบริการเรือสำราญ สตาร์ ครูซส ที่ใหญ่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และบริษัทลูกคือ เกนติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล แถมยังเป็นเจ้าของสแตนลีย์ เลเชอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจคาสิโนใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรด้วย
"นายลิม"  เกิดเมื่อปี 2461 ที่มณฑลฟูเจี้ยน ประเทศจีน ตอนที่อายุ 19 ปี ได้อพยพมาที่ประเทศมาเลเซีย ในสภาพที่ยากจน ก่อนจะได้รับโอกาสครั้งแรกในการทำการค้าเครื่องจักร ช่วงหลังสงครามโลกครั้ง 2 ตอนที่เกิดแนวคิดจะพัฒนายอดเขาให้เป็นรีสอร์ต คาสิโน ในรัฐปะหัง "นายลิม" มีอายุ 50 ปีแล้ว โดยในการพัฒนา  "เก็นติ้ง ไฮแลนด์"  บนยอดเขานั้น "นายลิม" ได้สร้างถนนขึ้นไปเป็นระยะทาง 1.8 พันกิโลเมตร เหนือระดับน้ำทะเล และเริ่มงานเมื่อปี 2508 "นายลิม" เคยเขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองเมื่อปี 2547 บอกเรื่องราวว่า "กลับถึงบ้านในคืนนั้น ผมบอกกับภรรยาว่า ผมลงนรกไปแล้ว แต่ภรรยาได้บอกให้หันกลับไปทำงานต่อไปให้ลุล่วง"  ในที่สุดก็สร้างถนนเสร็จ และเปิดคาสิโนในปี 2514 "นายลิม"  เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2550 ด้วยวัย 90 ปี ซึ่งสุสานของ "นายลิม" ตั้งอยู่เชิงเขาริมทางขึ้น "เก็นติ้ง ไฮแลนด์" ในปัจจุบัน
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การเดินทางมาประเทศมาเลเซียครั้งนี้ สิ่งที่น่าชมเชยอย่างมาก คงจะเป็นถนนหนทางที่สวยงาม สะอาด และมีความปลอดภัยสูง เพราะมีการจำกัดความเร็วรถยนต์ทุกชนิด ตลอดการเดินทางบนทางด่วน นอกจากจะได้เห็นป่าเขาลำเนาไพร แล้วจุดพักรถ นอกจากจะมีอาหาร ต่างๆ สินค้าไว้บริการแล้ว ห้องน้ำ สถานที่ยังถูกจัดโซน สอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย เห็นแล้วสบายตาดี สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศ มาเลเซีย มีอีกหลายแห่งที่ผมได้ไปตะลอนฯ มา วันไหนว่างๆค่อยมาบอกเล่ากันต่อครับ...!!!
นวย เมืองธน
**********************************************

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วันสังคมสุขใจสามพราน ฟื้นวิถีชีวิตเกษตรอินทรีย์

เรื่องราวของอาหารปลอดสารเคมี และเกษตรอินทรีย์ ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นกระแสทำให้ "มนุษย์" ผู้บริโภคทั่วโลกเกิดการตื่นตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ เป็นการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้ประโยชน์ ผลผลิตที่ได้จะมีความปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ปลอดภัย สบายใจ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งดินและน้ำ เนื่องจากเป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง หรือฮอร์โมน และสารเคมีทุกชนิด โดยจะใช้อินทรียวัตถุ อย่างปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก รวมถึงปุ๋ยคอก บำรุงพืชให้สมบูรณ์แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรคพืชและแมลง
            พอเขียนถึงเรื่องเกษตรอินทรีย์ แน่นอนว่าผมต้องมีเรื่องมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ถูกเชิญให้มาร่วมทำข่าวแถลงการจัดงานวันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พ.ย.57 ที่สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม วันนั้นนอกจากจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทุกแขนงแล้ว ยังมีผู้ร่วมให้ความรู้ต่างๆ มากมาย อาทิ มูลนิธิสังคมสุขใจ สามพรานริเวอร์ไซด์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงาน

กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), มหาวิทยาลัย, โรงเรียน  และเกษตรกรในจังหวัดนครปฐม ฯลฯ อีกด้วยครับ
  "อรุษ นวราช" กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซต์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะประธานจัดงานวันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 1 บอกว่า นับเป็นเวลากว่า 4 ปี แล้ว ที่มีความพยายามภายใต้โครงการสามพรานโมเดล ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อปรับ

เปลี่ยนแนวคิดและวิถีในการเกษตรของ

เกษตรกรอำเภอสามพราน และภายในจังหวัดนครปฐม จากการใช้เคมีมาใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ โดยก่อนหน้านี้อำเภอสามพรานร่วมกับ 40 หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องได้ร่วมลงนามความร่วมมือในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าอินทรีย์ โดยตั้งเป้าว่าจะพัฒนาอำเภอสามพรานให้เป็นชุมชนแห่งความสุข ปลอดสารเคมี เป็นแหล่งใหญ่ในการผลิตสินค้าอินทรีย์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว รวมถึงขยายการทำเกษตรอินทรีย์ และกระตุ้นความต้องการผลผลิตอินทรีย์ของผู้บริโภคให้มากขึ้น จึงได้มีการจัดงานวันสังคมสุขใจ เพื่อนำเสนอคุณค่าของโครงการสามพรานโมเดล และนำผลผลิตอินทรีย์ของเกษตรกรมาโชว์และจำหน่าย พร้อมเปิดตัวเกษตรกรที่กำลังจะได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ในปี 2557 ด้วย
            ส่วนโครงการสามพรานโมเดล "คุณอรุษ" เล่าว่า เกิดจากแนวคิดของตนเองที่อยากได้ผัก ผลไม้ ที่เป็นอินทรีย์ไว้บริการลูกค้าที่มาใช้บริการ เมื่อปี 2553 จึงเริ่มต้นด้วยการปลูกผักอินทรีย์ในพื้นที่ 30 ไร่ ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำของสามพรานริเวอร์ไซด์ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบตามห้องอาหารของโรงแรม แต่ก็ยังไม่เพียง
พอ ต่อมามีเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่ใกล้เคียงต้องการจะปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเคมีมาสู่อินทรีย์ แต่ยังขาดองค์ความรู้ และที่สำคัญที่สุดคือ ตลาด จึงเข้ามาร่วมกับสามพรานริเวอร์ไซด์ เกิดขึ้นเป็นกลุ่มธุรกิจเชิงคุณค่าสามพราน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส.และสกว. ซึ่งช่วงเริ่มต้นของการทำโครงการ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่อยากเปลี่ยนเป็นระบบอินทรีย์ เพราะคิดว่าทำยากให้ผลผลิตน้อย และไม่มีตลาดรองรับ ดังนั้น ทางสามพรานริเวอร์ไซต์ หรือสวนสามพราน จึงเริ่มทำตลาดทางเลือกให้กับเกษตรกร คือ ตลาดสุขใจ ใน
พื้นที่กว่า 2 ไร่ ให้เกษตรกรนำผลผลิตอินทรีย์ และผักปลอดสารพิษมาจำหน่ายตรงถึงมือผู้ซื้อ โดยทางสวนสามพรานจัดหาผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือมาสุ่มตรวจคุณภาพพืชผักของเกษตรกรทุกสัปดาห์ว่ามีสารเคมีตกค้างหรือไม่ ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจ  นอกจากนี้ทางโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซต์ยังรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยมีการประกันราคาให้ด้วย
   "กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซต์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ" บอกอีกว่า จากการเริ่มต้นในการ
เปลี่ยนแปลง สามารถสร้างความมั่นคงเป็นตลาดทางเลือกให้เกษตรกรได้ นำไปสู่การขยายผล ซึ่งหากจะทำในเรื่องนี้ให้สำเร็จ ต้องอาศัยเครือข่ายมาช่วยกัน และสวนสามพรานก็จะต้องทำตนเป็นตัวอย่าง จึงจะสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือให้คำแนะนำกับเกษตรกรได้ ภายในสวนสามพรานจะมีการนำระบบเกษตรอินทรีย์มาใช้ในสวนสามพรานทั้งหมด รวมถึงมีการพัฒนาพื้นที่ของโรงแรมที่อยู่ติดริมแม่น้ำอีกฝั่งให้เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ มีการปลูกผัก ปลูกข้าว ขณะที่ในโรงแรมมีการพัฒนาเมนูอินทรีย์มาบริการลูกค้า และมีจุดจำหน่ายผลผลิตอินทรีย์
ภายในโรงแรมด้วย โดยในปี 2556 สวนสามพรานและเกษตรกรนำร่องหลายคน จนได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์สากล (IFOAM)
"คุณอรุษ" บอกด้วยว่า การสนับสนุนการทำเกษตรแบบอินทรีย์ มุ่งเน้นให้เกษตรกรเปลี่ยนวิถีชีวิต จากการใช้สารเคมีมาเป็นอินทรีย์ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จึงต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งไปเยี่ยม ให้คำปรึกษา เชิญชวนมาร่วมประชุมกลุ่ม ตลอดจนสนับสนุนการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือกัน เช่น ลดต้นทุนในการทำปุ๋ย การทำน้ำหมัก รวมถึงการรวบรวม
สินค้าไปส่งขาย  และพัฒนาการจดบันทึกการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน โดยปัจจุบันภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอินทรีย์ด้วยสามพรานโมเดลยังคงเดินหน้า และพร้อมเป็นบทเรียน เป็นกรณีศึกษา เพื่อการขยายผล และต่อยอดให้กับหน่วยงานที่สนใจมาร่วมเป็นเครือข่าย
"มนู สร้อยพลอย" อดีตนายอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นผู้ร่วมบุกเบิกโครงการสามพรานโมเดล บอกว่า อำเภอสามพรานเป็นพื้นที่เพาะปลูก
และจำหน่ายผลไม้ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ คุณภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ด้วยปัจจัยจากสื่อโฆษณาทำให้เกษตรกรสำคัญผิดในเรื่องของการเพิ่มปริมาณ และคุณภาพผลผลิต ทำให้มีการใช้สารเคมีกันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งต้นทุนการผลิตก็สูงตาม จากปัญหาเหล่านี้ทางอำเภอจึงได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ ท้องถิ่น พลังชุมชน เกษตรกร และนักวิชาการ นำองค์ความรู้จากโครงการสามพรานโมเดลมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้เกษตรกรในอำเภอสามพราน

ตระหนักถึงความสำคัญ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำเกษตรตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นตัวเกษตรกรผู้ปลูก เรื่องดิน เรื่องน้ำ ผลิตผล รวมถึงระบบการตลาด โดยทำแบบครบวงจร เพื่อหวังเปลี่ยนจากเกษตรกรเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดงานวันสังคมสุขใจ มีความสำคัญและมีความหมายมาก เพราะจากความมุ่งมั่นพยายามของทุกภาคส่วน ทำให้วันนี้อำเภอสามพรานเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เกษตรกรตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมี หันมาทำการเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น และขยายเครือข่ายกว้างออก
ไปเรื่อยๆ อีกทั้งทำอย่างจริงจังเป็นระบบ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ส่งผลให้เกษตรกรจำนวน 30 ราย กำลังจะได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์สากล  IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movement) จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)
          "สังเวียน เอกจีน" เกษตรกรอารมณ์ศิลปินมากด้วยความสามารถ หนึ่งในแกนนำของกลุ่มพี่น้องสองตำบล+สาม ในตำบลทัพหลวง โดยทำสวนกล้วยอินทรีย์ในอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
บอกว่า สามพรานโมเดล เป็นตัวเชื่อมให้คนที่อยากทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีมีกำลังใจที่จะทำการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในงานวันสังคมสุขใจ จะทำให้รู้ว่าคนกินผักปลอดสารเคมีอยู่ตรงไหนบ้าง คนปลูกผักเกษตรอินทรีย์ ปลูกเถอะ มีคนพร้อมจะกินน่ะ น่าจะเป็นคำตอบให้กับภาคเกษตร และในวันงานฯ น่าจะเป็นวันหนึ่งที่จุดประกายให้กับเกษตรกรมากขึ้น
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" งานวันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 29-30 พ.ย.57 ที่สวนสามพราน จัดขึ้นภายใต้แนวคิดย้อนสังคมไทย สู่เกษตรอินทรีย์ เพื่อชีวีปลอดภัย โดยได้รับเกียรติจาก "ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล" รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานในวันที่ 29 พ.ย.57 เวลา 10.00 น. ซึ่งไฮไลท์ของงานจะเป็นการเปิดตลาดน้ำอินทรีย์ย้อนยุค โดยเกษตรกรจะนำผลผลิตอินทรีย์ลงเรือมาจำหน่าย และตลาดบกโบราณอินทรีย์ ที่มีผลผลิตอินทรีย์สดจากไร่ ตัดใหม่จากสวนของเกษตรกรกว่า 100 ชนิด มาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อในราคาสบายกระเป๋า ซึ่งตลอดทั้ง 2 วันของการจัดงานวันสังคมสุขใจ จะมีกิจกรรม ชม ช็อป ชิม แชร์ เพื่อให้ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้วิถีชีวิตอินทรีย์ให้กับผู้เข้าชมงาน อาทิ ชมซุ้มกุหลาบมอญอินทรีย์, ไอเดียบ้านดินพอเพียงในฝัน, การสอนเทคนิคการทำปุ๋ย, การบำรุงดิน, การปลูกพืชผักสวนครัวในกระถางจากวัสดุเหลือใช้ และกิจกรรมต่างๆ อีกมามาย...!!!
นวย  เมืองธน
****************************************

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หุ่นสายหนานแถม สู่เวทีเทศกาลหุ่นโลก

          การแสดงหุ่น ถือเป็นศิลปวัฒนธรรม และการละเล่นแขนงหนึ่งที่เกือบทุกชาติในประเทศทั่วโลกที่มีการละเล่นหุ่นลักษณะชนิดแตกต่างกันไปตามความนิยม ประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละชาติ ซึ่งมีวิธีการประกอบเครื่องกลไกให้ตัวหุ่นเคลื่อนไหวไปมา และมีการสันนิษฐานว่าการเล่นหุ่นชนิดต่างๆ ในซีกโลกตะวันตกและตะวันออกนั้น เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน
              ซึ่งการเล่นหุ่น ถือเป็นจุดเริ่มแรกของศิลปวัฒนธรรมของสาขาอื่นๆ สันนิษฐานว่าการเล่นหุ่นเกิดขึ้นทางประเทศตะวันออก แล้วแพร่หลายสู่ประเทศทางตะวันตก จึงมีนิทานและตำนานเล่าสืบทอดกันมาว่า ประเทศจีน เป็นประเทศแรกๆ ที่มีการเล่นหุ่น แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย ต่อมาประเทศแถบยุโรปจึงได้รับการถ่ายทอดศิลปะการเล่นหุ่น
    เอกสารอ้างอิงของ "เอนก นาวิกมูล" นักประวัติศาสตร์ไทย หนังสือประมวลสารคดีหุ่นเมืองไทย บอกว่า ศิลปะหุ่นในประเทศไทย
มีกำเนิดมานานหลายร้อยปี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประเพณีของชาวไทยมานับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตลอดจนถึงปัจจุบัน จากข้อมูลที่มีการคันคว้าและบันทึกโดย "อาจารย์อเนก" ได้มีการอ้างถึงประเภทของหุ่นไทยไว้ 5 ประเภท ได้แก่ หุ่นหลวง, หุ่นกระบอก, หุ่นวังหน้า, หุ่นละครเล็ก, หุ่นชักหรือหุ่นสาย
1.หุ่นหลวง เป็นหุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาหุ่นของไทย มีกำเนิดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ถือได้ว่า หุ่นหลวง เป็นมหรสพ
ยุคแรกๆ ของหุ่นไทย 2.หุ่นกระบอก ได้รับอิทธิพลมาจากหุ่นจีนแบบหนึ่งที่เรียกว่า หุ่นไหหลำ โดยครูเหน่งได้ดัดแปลงการแสดงของจีนมาประยุกต์สร้างสรรค์ และใช้หุ่นออกแสดงเพื่อสร้างความบันเทิงแก่ผู้คนทั่วไป 3.หุ่นเล็กหรือหุ่นวังหน้า ถือได้ว่าเป็นงานวิจิตรศิลป์โดยแท้ เพราะได้รวมศิลปะศาสตร์แขนงต่างๆ คือ จิตรกรรม ประติมากรรม กลศาสตร์ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์และวรรณศิลป์เข้าไว้ด้วยกันอย่างปราณีตลงตัว ปัจจุบันหุ่นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 4.หุ่นละครเล็ก ซึ่งลักษณะท่าทางของหุ่นจะคล้ายคลึงกับมนุษย์
และ 5.หุ่นชักหรือหุ่นสาย เป็นหุ่นพื้นบ้าน ด้วยความซับซ้อนของเส้นสาย และการชักเชิดที่ยุ่งยาก จึงทำให้หุ่นไม่เป็นที่นิยม จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 9 หุ่นสายเริ่มมีการแสดงและมีคณะหุ่นสายเกิดขึ้นอีกมากมายหลายคณะ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีหนังตะลุง, หนังใหญ่ ซึ่งการจัดประเภทของหุ่นตามแบบสากลนั้น ถือว่าเป็นประเภทหุ่นเงา คือ หนังตะลุง เป็นมหรสพพื้นเมืองที่สำคัญอย่างหนึ่งทางภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง เพราะการแสดงหนังตะลุง เป็นส่วนหนึ่งของ
ภูมิทัศน์ทางสังคมและวัฒนธรรมของคนในภาคใต้ ส่วนหนังใหญ่เป็นรูปแบบศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ดั้งเดิมของไทย หุ่นหนังเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครในเรื่อง ซึ่งจะมีนักเชิดคอยเคลื่อนไหวหรือเต้นรำในขณะที่เรื่องราวดำเนินผ่านการบรรยายและบทสนทนาคำบรรยาย นักเชิด จะเป็นผู้มีบทบาทที่สร้างสีสันและชีวิตให้กับหุ่น ซึ่งตัวหุ่นจะทำมาจากหนังวัวตัดและเจาะรู เพื่อให้มีแสงผ่านส่งออกความงดงามผ่านการออกแบบที่ซับซ้อน และมีไม้สำหรับให้ผู้เชิดได้ถือเพื่อยกขึ้นทำการแสดง ซึ่งหนังใหญ่มีรูปแบบที่ผสมกลมกลืน
ศิลปะหลายแขนง คือ งานฝีมือ วรรณกรรม เต้นรำ สำนวนและบทเพลง
ผมหยิบยกเรื่องราวของการแสดงหุ่นต่างๆ มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในพิธีเปิดงานเทศกาลหุ่นโลกกรุงเทพฯ 2014 "Harmony World Puppet Carnival in Bangkok, Thailand 2014" ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 พ.ย.57 รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ท้องสนามหลวง, โรงละครแห่งชาติ โรงเล็กและโรงใหญ่, โรงละครวังหน้า สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พระนคร, หอศิลป์ร่วมสมัย
ราชดำเนิน, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป พระนคร, ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์, โรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุง, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีคณะหุ่นนานาชาติเข้าร่วมงานจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมาถึง 165 คณะ จาก 80 ประเทศทั่วโลก ร่วมกับหุ่นไทยอีก 50 คณะ ร่วมฟังสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการการแสดงที่เป็นภาพยนตร์และวิดีโอเกี่ยวกับหุ่นอีกกว่า 22 เรื่อง จัดฉายตลอดเทศกาลอีกด้วย ส่วน
บรรยากาศพิธีเปิดงานเทศกาลหุ่นโลกฯ ช่วงเย็นวันที่ 1 พ.ย.57 ที่ผ่านมานั้น มีขบวนพาเหรดของคณะหุ่นจากประเทศต่างๆ และยุวทูตจากเครือข่ายหุ่นเยาวชนร่วมเดินจากหอศิลป์ร่วมสมัย ถนนราชดำเนิน มายังพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง
"วีระ โรจน์พจนรัตน์" รมว.วัฒนธรรม บอกว่า เพื่อเป็นการสร้างความสุขให้กับประชาชน รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมด้านการแสดงหุ่นในรูปแบบต่างๆ ของไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเทศจาก

อาเซียน ยุโรป แอฟริกา อเมริกา และเอเชีย โดยมีคณะนักแสดงหุ่นจากประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงหุ่นที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ประเทศมาเผยแพร่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่อกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีและเป็นการสร้างความสุขให้กับประชาชน ถือเป็นสิ่งที่ประชาชนน่าภาคภูมิใจ และเป็นโอกาสดีที่จะได้ชมการแสดงหุ่นที่เราไม่เคยเห็นในซีกโลกต่างๆ และการจัดงานครั้งนี้ก็เป็นการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน
   "รมว.วัฒนธรรม" บอกอีกว่า กระทรวงวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงานเทศกาลหุ่นโลก ซึ่งมีกิจกรรมมากมาย นอกจากการแสดงหุ่นนานาชาติที่มีชื่อเสียงของแต่ละประเทศแล้ว ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการหุ่น การอบรมหุ่น ภาพยนตร์หุ่น การแสดงหุ่นเยาวชน ฯลฯ ส่วนประชาชนที่สนใจสามารถดูตารางการจัดแสดงและสำรองที่นั่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ http://www.harmonyworldpuppet.com/หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765
"ธีระศาสตร์ เจริญสุข" หรือที่รู้จักกันใน








นาม "สล่าหนานแถม" วัย 63 ปี ปราชญ์ท้องถิ่นหุ่นสาย และเจ้าของคณะหุ่นสายหนานแถม จาก ต.แม่ต๋ำ อ.เมือง จ.พะเยา ที่นำหุ่นสายหนานแถมมาร่วมแสดงในเทศกาลหุ่นโลกกรุงเทพฯ 2014 ซึ่งเป็นหุ่นสายหนึ่งเดียวของ จ.พะเยา และของภาคเหนือ บอกว่า รู้สึกภูมิใจและตื่นเต้น เพราะไม่คาดคิดว่าคณะหุ่นสายเล็กๆ พื้นบ้านจะมีโอกาสถูกเชิญให้มาร่วมงานระดับเวทีโลก
            โดยความเป็นมาของ "หุ่นสายหนานแถม" เริ่มจากตนเองอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องห้องหุ่น ก็เกิดการฝังใจตั้งแต่สมัยเด็กๆ ช่วงเรียนชั้นประถมศึกษา ป.3-ป.4 และมาเริ่มทำหุ่นจริงจังในปี 2554 ลองผิดลองถูกมาเกือบปี จนกระทั่งต้องมาศึกษาหุ่นจากต่างประเทศ ว่าวิธีเคลื่อนไหวหุ่นทำอย่างไร จากนั้นก็นำมาพลิกแพลงประดิษฐ์หุ่นสายของตัวเอง นำไม้มาแกะสลัก ประกอบรูปร่างให้เป็นตัวคนตามที่ต้องการ โดยใช้ไม้เป็นสลักเชื่อมต่อ จากนั้นก็ใช้เชือกเส้นเล็กๆ ร้อย เวลาชักหรือเชิดหุ่นให้มีความพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ ถ่ายทอดอากัปกิริยาได้เหมือนคน เวลาชมการแสดงแล้วมีความสุข
นอกจากนี้ หากเคยมาเดินเที่ยวถนนคนเดิน หรืองานสำคัญๆ ของจังหวัดพะเยา คงพอจำกันได้กับภาพที่เห็น "สล่าหนานแถม" กำลังเชิดหุ่นสายสร้างรอยยิ้ม สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา และหลายๆ คนอาจต้องหยุดดูการแสดงจนกว่าจะจบ นอกจาก "สล่าหนานแถม" จะเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สร้างหุ่นสายแล้ว ท่านยังเป็นจิตรกร ประติมากร หรืออาจจะเรียกท่านว่าเป็นศิลปินก็ได้ เพราะท่านเคยฝากฝีมือการสร้างสรรค์ไว้ในวัดหลายแห่งของจังหวัดพะเยา
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบันประเทศไทยมีการเกิดขึ้นของหุ่นอีกหลายคณะ ทั้งประเภทหุ่นพื้นบ้าน หุ่นร่วมสมัย ซึ่งในการจัดเทศกาลหุ่นโลก กรุงเทพฯ 2014 ครั้งนี้ คณะหุ่นต่างๆ เหล่านี้จะมาร่วมแสดง พร้อมทั้งได้มีการจัดทำสารคดี และนิทรรศการ เพื่อบอกเล่าถึงประวัติและความเป็นมาของคณะหุ่นที่มีอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะมีการจัดแสดงภายในงานดังกล่าว รวมทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลให้กับผู้สนใจทั่วไป ซึ่งจะจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอีกด้วย...!!!
นวย เมืองธน
*****************************************************