วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ตำนานวัดแขกสีลม ศรัทธาและความเชื่อ

             กระบวนการอพยพและตั้งถิ่นฐานของชุมชนฮินดูในประเทศไทย จากข้อมูลต่างๆ พบว่าเริ่มก่อตัวขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของลัทธิอาณานิคมตะวันตก (Western Colonialism) ในประเทศอินเดีย และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 
            ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 23 จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 โดยมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรในอินเดียและการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ จัดเป็นปัจจัยผลักดันที่ส่งผลกระทบต่อการอพยพของชาวอินเดียเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสองเส้นทางหลัก คือเส้นทางอพยพทางทะเลผ่านหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ตัดเข้าสู่สิงคโปร์ มะละกา (Melaka) มาเลเซีย จากนั้นจึงเป็นการเดินทางโดยรถไฟเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร และเส้นทางอพยพ
สายที่สองนั้นเริ่มจากอินเดียเข้าสู่จิตตะกอง (Chittagong) ในบังคลาเทศ จากนั้นจึงเดินทางโดยรถไฟตัดเข้าสู่พม่าและภาคเหนือของไทย แล้วจึงลงใต้สู่กรุงเทพมหานคร
สำหรับกลุ่มผู้อพยพชาวฮินดูนั้น จัดว่ามีความหลากหลายและสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มหลัก คือ ฮินดูจากอุตตรประเทศ, ฮินดูจากแคว้นซินด์, ฮินดูจากกุจราชและราชสถาน, ฮินดูจากทมิฬนาดูร์, และฮินดูจากเบงกอล ส่วนชาวฮินดูในเขตกรุงเทพมหานครจัดว่ามีบทบาทสำคัญทางด้านการค้า การเผยแพร่ศาสนาฮินดู และการส่งเสริมความ
สัมพันธ์ระหว่างประเทศกับอินเดีย การก่อรูปและพัฒนาการของชุมชนพราหมณ์-ฮินดูในกรุงเทพมหานคร ก็จัดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการอพยพ และตั้งถิ่นฐานของชาวอินเดียในสังคมไทยได้อย่างชัดเจน
   ผมหยิบยกเรื่องราวของชาวฮินดูมาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดพิธีแห่อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อ
ให้สานุศิษย์และผู้ศรัทธาได้ร่วมกันสักการะองค์พระแม่ และทวยเทพเทวะทั้งหลายอย่างทั่วถึง โดยเริ่มต้นขบวนแห่จากหน้าวัดพระศรีมหาอุมาเทวี ถนนสีลม แล้วตรงไปยังแยกนราธิวาส เลี้ยวขวาผ่านสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ตรงไปแยกสาทร เลี้ยวขวาเข้าถนนสาทรเหนือ และเลี้ยวขวาเข้าแยกสุรศักดิ์ แล้วเลี้ยวขวาที่แยกโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เข้าสู่ถนนสีลม จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับเข้าวัดพระศรีมหาอุมาเทวี ตามเดิม ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันวิชัยทัสสมิ อันเป็นวันฉลองชัยชนะขององค์พระแม่มหาทุรคาที่ปราบมหิงษาสูรได้สำเร็จ
หลังจากต่อสู้กันมาเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน จนสามารถเอาชนะได้
"วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" หรือวัดแขกนี้ เป็นวัดของทางศาสนาฮินดูที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บูชาพระอุมาเทวี ชายาของพระศิวะ คาดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 ราว พ.ศ.2453-2454 โดยคณะชาวอินเดียใต้ ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยนานแล้ว เมื่อ "ไวตี ประเดียอะจิ" และญาติมิตร ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนถนนสีลมมีศรัทธาจัดสร้างวัด เพื่อเป็นที่บูชาพระอุมา ตามลัทธิศักติทางศาสนาฮินดู มีเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวีเป็นประธานองค์เทพ
และเทพี (เทวี) ต่างๆ ได้นำมาจากประเทศอินเดีย รวมทั้งพระพิฆเนศวรองค์หนึ่ง ซึ่งคตินิยมของพราหมณ์ฮินดูตอนใต้ถือว่าทรงเป็นเทพที่รักษาพรหมจรรย์ตลอดกาล
สำหรับสถาปัตยกรรมของ "วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" เป็นศิลปะโบราณของอินเดียตอนใต้ผสมผสานกัน ระหว่างสมัยโจฬะและปาละ ในอินเดียจะพบได้ในเทวาลัยตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะในรัฐทมิฬนาดู ด้านในเทวสถานมีโบสถ์ตั้งอยู่ตรงกลาง หันหน้าไปด้านถนนปั้น ด้านในสุดของโบสถ์แบ่งเป็น 3 ซุ้ม ซุ้มใหญ่ตรงกลางมี 2 ล็อก ล็อกหน้า
เป็นทางเดินเข้า ล็อกในประดิษฐานเทวรูปปูนปั้น และเทวรูปหล่อลอยองค์ พระศรีมหาอุมาเทวี ซุ้มด้านซ้ายและขวาของโบสถ์ประดิษฐานเทวรูปของพระโอรสทั้งสอพระองค์ ซุ้มด้านซ้าย (ด้านข้างในเทวสถาน) เป็นซุ้มประดิษฐานเทวรูปศิลาสลักองค์พระพิฆเนศ ซุ้มด้านขวา (ด้านริมถนนสีลม) ประดิษฐานเทวรูปสลักศิลาองค์พระขันทกุมาร
ซุ้มในโบสถ์ทั้ง 3 ซุ้มนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปข้างใน ยกเว้นพราหมณ์พิธีผู้มีคุณสมบัติอันสมควร แถวด้านซ้ายของโบสถ์หน้าซุ้มพระพิฆเนศมีแท่นตั้งมีเทวรูปรูป

หล่อลอยองค์พร้อมแท่นวางมีห่วงเหล็กที่สร้างไว้สำหรับอัญเชิญออกแห่ในงานพิธีหรือเทศกาลต่างๆ
ของเทวสถาน อันได้แก่ พระพิฆเนศ พระศิวะ พระกฤษณะ พระวิษณุ พระลักษมี พระขันทกุมาร เจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี พระแม่กาลี พระสรัสวดีและมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นพระพุทธชินราชจำลองตั้งวางอยู่ด้านข้างประตูโบสถ์ด้านใน ส่วนด้านขวาของโบสถ์หน้าซุ้มเทวรูปศิลา พระขันทกุมาร มีซุ้มพระนาฎราย่าและพระแม่ศิวะกามี เทวรูปพระหนุมาน ตู้เก็บใบคำทำนายเซียมซีของวัด ทางเข้าด้านหน้าโบสถ์ทั้งซ้ายขวาเป็นสถาน
ที่สำหรับจำหน่ายเครื่องบูชาและเทวรูปวัตถุมงคลต่างๆ ของทางเทวสถาน
ส่วนลานเทวสถานด้านหน้าโบสถ์มีเสาสีทองขนาดใหญ่สูงเท่าหลังคาโบสถ์ ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างประตูหน้าของเทวสถานและช่องกลางโบสถ์ซึ่งมีซุ้มใหญ่ตรงกลาง ที่ประดิษฐานพระศรีมหามารีอัมมันอยู่ด้านในสุด ด้านบนสุดของเสาเป็นโยนีลิงก์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะถูกตกแต่งประดับประดาและชักธงรูปสิงห์ประจำองค์พระแม่ขึ้นในช่วงสัปดาห์เทศกาลนวราตรี บนลานหน้าเทวสถานมีเทวาลัยขนาดเล็กอีก 3
เทวาลัย เทวาลัยแรกอยู่บริเวณกลางลานหน้าโบสถ์ด้านขวา (ด้านถนนสีลม) เป็นเทวาลัยประดิษฐานศิวลึงค์อันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ อีก 2 เทวาลัยอยู่ที่มุมริมสุดด้านหน้าของเทวสถานด้านถนนปั้นตัดกับถนนสีลมเป็นเทวาลัยประดิษฐานพระพรหม และเทวาลัยประดิษฐานเทวรูปองค์เทวนพเคราะห์ทั้ง 9 องค์ริมรั้วด้านถนนสีลมระหว่างเทวาลัยพระพรหมและศิวลึงค์ มีหอระฆังที่ต้องตีตลอดเวลาขณะที่พราหมณ์ทำพิธีบูชาเทพเจ้า
ขณะที่ด้านข้างของเทวสถานริมซ้ายติดกับบ้านเรือนของเอกชน
ในถนนปั้น ใกล้รั้วเป็นซุ้มใหญ่ประดิษฐานเทวรูปอีก 3 ซุ้ม ซึ่งเป็นเทพท้องถิ่นของชาวอินเดียใต้ คือ พระอัยนาร์, พระซับทระกรรณี, พระแม่เปชายี, พระอัคนีวิรั่น, พระเปริยาจี, พระมาดูไรวีรั่น, และพระกัตตราวรายัน ถัดเข้าไปข้างในเป็นแผ่นสลักรูปศรียันตรา ซึ่งหันหน้าเข้าหาถนนสีลม ถัดเข้าอีกเป็นอาคารสำนักงานของทางวัด
"วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" เป็นวัดนิกายที่ผู้ก่อตั้งนับถือว่าเป็น "ศักติ" คือนับถือเทพสตรีเป็นหลัก เทพสตรีอย่างพระศรีมหาอุมาเทวี หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า "เจ้าแม่อุมา" นั้น เป็นพระมเหสีของพระอิศวร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระผู้ทำลาย ถือได้ว่าเมื่อยามที่พระองค์ทรงเสวยร่างเป็นเจ้าแม่อุมา จะเป็นเจ้าแห่งความเมตตากรุณา และงามสง่า ดังนั้น ผู้มีจิตศรัทธาจึงนิยมไปกราบไหว้บูชา และขอพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความรัก และ เรื่องการขอบุตร และในช่วงวันขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 11 รวม 9 วัน 9 คืนนั้น เป็นช่วงเวลาของเทศกาลดูเซร่า หรือนวราตรีของชาวฮินดู ซึ่งเป็นงานแห่พระแม่อุมา และเชื่อกันว่าในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พระแม่และขบวนเทพจะเสด็จมายังโลกเพื่อประทานพรให้กับมนุษย์
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ส่วนการหาของไปสักการะบูชา ที่ "วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" ของถวายก็เป็นผลไม้ มะพร้าว กล้วย นมสด นมเปรี้ยว พวงมาลัยดอกไม้ ถ้าไม่เตรียมมาจากบ้าน แถวๆ วัดก็มีขายเหมือนกัน หรือไม่ก็ซื้อของบูชาภายในวัดที่จัดไว้เป็นถาด จุดขายจะอยู่บริเวณหน้าทางเข้าโบสถ์ชั้นใน เงินที่ได้ก็เอาไว้บำรุงวัด และสร้างสิ่งต่างๆ เวลามีงานประจำปี ส่วนการเจิมหน้าผาก แปลว่า เราได้รับพรจากเทพทุกพระองค์แล้ว...!!!
              นวย เมืองธน
**************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น