วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปลูกต้นโพธิ์-บวชป่า ศรัทธาบ้านแม่กึ๊ดหลวง

           "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เดิมเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติละเมา และปี 2546 ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้จัดตั้งให้เป็นป่าชุมชน มีเนื้อที่ทั้งหมด 5,250 ไร่ ครอบคลุมเนื้อที่ 6 หมู่บ้าน
ได้แก่ บ้านแม่กึ๊ดหลวง, บ้านแม่กึ๊ดใหม่, บ้านไทยสามัคคี, บ้านใหม่ริมเมย, บ้านใหม่พัฒนา และบ้านแม่กึ๊ดใหม่ดอนสว่าง โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโครงการป่าชุมชน เพื่อเป็นแหล่งไม้ใช้สอยสำหรับชุมชน เป็นแหล่งอาหารป่าใช้บริโภคในครัวเรือนของชุมชน เป็นแหล่งศึกษาทรัพยากรธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน
ลักษณะโดยทั่วไปของ "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีลักษณะเป็นภูเขาสูงสลับลำห้วย ในลำห้วยที่มีน้ำไหลตลอดปี ได้แก่ ลำห้วยขนุน
และห้วยแม่ปะ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชุมชนในการใช้อุปโภคและบริโภคในครัวเรือน เป็นป่าเบญจพรรณหรือผสมผลัดใบ อาทิ  ไผ่ซาง, ไผ่บง, ป่าหวาย, สัก, มะเดือย, ตะเคียน, ยาง, มะเดื่อชุมพร ฯลฯ และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย เช่น หมูป่า, ไก่ป่า, กระรอก, ตะกวด, กิ้งก่าบิน และนกหลากหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" ยังมีความโดดเด่นมากมาย มีการจัดการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี มีการร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรภาคเอกชน และภาครัฐ
"ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ริเริ่มมาโดย "ครูบากัญไชย  กาญจโน" อดีตเจ้าอาวาสวัดมาตานุสรณ์ ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำชาวบ้านร่วมกันพัฒนาชุมชน และช่วยกันดูแลรักษาป่า รักษาแหล่งน้ำของชุมชน โดย "ครูบากัญไชย"  ได้เล็งเห็นว่าป่าชุมชนขณะนั้นถูกทำลายไปมาก จึงหาวิธีอนุรักษ์ป่าให้สมบูรณ์ เพื่อการอนุรักษ์ต้นไม้ ป่าต้นน้ำลำธารให้คงสภาพป่าดังเดิมและยั่งยืน จึงได้ริเริ่มนำพิธีกรรมทางศาสนาขึ้นมา
คือ ประเพณีสืบชะตาป่า "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" เพื่อให้คนรุ่นหลังนั้นมีแนวคิดที่จะรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ เพื่อให้เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติและเป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติจนชั่วลูกชั่วหลาน
ที่สำคัญทำให้ชาวบ้านเกิดความกลัว เกรงขามในพิธีกรรมทางศาสนา หยุดทำลายป่า เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ ส่วนพิธีการสืบชะตาป่า ก็จะคล้ายกับการสืบชะตาป่าทั่วไป แต่จะแตกต่างกันตรงที่การใช้ผ้าในการผูกต้นไม้ที่อื่นจะใช้ผ้าสีเหลือง
แต่ที่ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวงนี้ใช้ผ้าสี 3 สีแทน ซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อในอดีตในช่วงแรกที่เคยผูกด้วยผ้าเหลืองแล้วปรากฏเหตุการณ์ไม่ปกติแก่คนในหมู่บ้าน และชาวบ้านก็เชื่อว่าเจ้าป่าเจ้าเขาคงไม่พอใจ คนในชุมชนก็เลยหันมาใช้ผ้า 3 สีแทน
  ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมป่าชุมชนแห่งนี้ ซึ่ง "ประลอง ดำรงค์ไทย" ผู้อำนวยการสำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ บอกว่า คนในชุมชนจะ
ร่วมกันทำกิจกรรมทุกปี คือ การร่วมกันปลูกป่า โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการจัดกิจกรรมดังกล่าว และภายในป่าชุมชนยังมีต้นมะเดื่อชุมพรขนาด 23 คนโอบ ที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า และความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่ร่วมกันดูแลทรัพยากรป่าไม้ของตนเองเป็นอย่างดี ร่วมถึงป่าชุมชนแห่งนี้ยังได้รับรางวัลชนะเลิศป่าชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2557  ซึ่งมีการปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชนอาสาอนุรักษ์ป่าชุมชน การช่วยกันฟื้นฟู พร้อมทั้งเฝ้าระวังรักษาป่า โดยการใช้ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนมาใช้ในการบริหารจัดการ ร่วมถึงการทำแนวกันไฟ การสร้างฝายชะลอน้ำ ที่ชุมชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำขึ้น เพื่อประโยชน์ในชุมชนของตนเอง
    "สมหวัง เรืองนิวัติศัย" ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 จังหวัดตาก บอกว่า ส่วนของการป้องกันดูแลรักษาป่าของหน่วยงานกรมป่าไม้ในพื้นที่ ซึ่งบริเวณใกล้เคียง "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" มีหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตก. 8 แม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาลาดตระเวนดูแลรักษาป่าแถบนี้อยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของการดูแลรักษาป่า และการป้องกันไฟป่า คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือชาวบ้านในส่วนที่ชาวบ้านร้องขอมา
           "พนม นามผาญ" ประธานป่าชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวง บอกว่า ก่อนหน้านี้ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง เกิดความเสื่อมโทรมและถูกทำลายอย่างหนัก  "พระครูบากัญไชย" และชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้านได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดูแลรักษาป่า โดยจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนทำหน้าที่ดูแลป่า ร่วมกันทำแนวกันไฟ ทำพิธีบวชป่า และการตรวจป่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมาได้พลิกฟื้นป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จนกลายเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร
         โดยชาวบ้านสามารถเก็บเห็ดซาง เห็ดโคน เห็ดถอบ ผักกูด ผักหนาม นำไปทำอาหารกินกัน และยังสามารถนำไปขายเป็นรายได้เสริมในชุมชนอีกด้วย และป่าแห่งนี้ยังเป็นแหล่งต้นน้ำให้คนในชุมชน ซึ่งชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากน้ำ และถือเป็นหัวใจหลักสำคัญที่นำไปสู่ชุมชนทั้งหมด
"ประธานป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" บอกอีกว่า แม้จะได้รับรางวัลจากการประกวดป่าชุมชนในระดับประเทศแล้ว แต่ความตั้งใจในการดูแลป่าชุมชนของชาวบ้านก็ยังคงดำเนินต่อไปไม่มีวันหยุด
        เพราะนอกจากนำเงินรางวัลที่ได้รับไปรวมเป็นกองทุนรักษาป่า เพื่อดูแล "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" ที่ชาวบ้านดูแลร่วมกันมาให้อยู่ต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว ซึ่งชาวบ้านมีการป้องกัน การใช้ประโยชน์ การบำรุงรักษา และการฟื้นฟู คือ 4 กระบวนการมีส่วนร่วมที่ชาวชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวงนำมาใช้ในการดูแลผืนป่าชุมชนแห่งนี้ จนนำมาสู่การได้รับรางวัลชนะเลิศป่าชุมชนดีเด่นระดับประเทศ
  "อมรเทพ นันตาสาย" รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 
(อบต.) แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาการรวมกลุ่มของชาวบ้านบางครั้งจะขาดเรื่องความรู้ ความเข้าใจ ทาง อบต.แม่กาษา จึงได้ประสานนักวิชาการ และภูมิปัญญาชาวบ้านมาเสริมความรู้กัน ซึ่งเริ่มจากกระบวนการร่วมกันคิด ว่าอดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร และอบต.จะร่วมในการขับเคลื่อนเรียกประชุมชาวบ้าน นอกจากนี้ ทาง อบต.ยังสนับสนุนงบประมาณในการทำแนวเขตป่าชุมชน พอได้แนวเขตก็หาแนวทางปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันกับป่า ซึ่ง อบต.เป็นส่วนหนึ่งในการขับ
เคลื่อนดูแลป่าชุมชนร่วมกับชาวบ้าน และพยายามให้ชาวบ้านรู้ว่าเราบริโภคป่า ทุกคนบริโภคป่าหมด แต่เรายังไม่คืนอะไรให้ป่ากัน เราใช้ประโยชน์จากป่าเรื่องของน้ำประปาภูเขา ซึ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดผู้ใช้น้ำแต่ละหมู่บ้าน จะได้เงินคืนป่าประมาณ 1 แสนบาทต่อปี โดยที่ชาวบ้านทุกคนเข้าใจกัน และนำเงินที่ได้มาเสริมเรื่องของการป้องกันการบุกรุกป่าชุมชน
"รองนายก อบต.แม่กาษา" บอกอีกว่า ส่วนการเสริมแนวเขตป่าชุมชน เพื่อป้องกันการถูกบุกรุกจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งปีนี้ได้
ใช้ต้นโพธิ์ เพราะคนทางเหนือ และคนพุทธ จะไม่ทำลายต้นโพธิ์ คือ ใช้จิตวิทยาทางพุทธศาสนา ปลูกต้นโพธิ์เป็นแนวเขตป่า เพราะที่ผ่านมามีการใช้ต้นมะขาม หรือต้นตาลมาปลูกทำแนวเขตป่าชุมชน แต่ก็ถูกทำลายด้วยการเผา หรือฉีดยาฆ่าหญ้าจนต้นไม้ตาย แถมหลักเสาคอนกรีตก็ยังถูกย้าย และถือเป็นปีแรกที่มีแนวคิดนำต้นโพธิ์มาปลูกทำแนวเขตป่าชุมชน ขณะนี้วัดต่างๆ ในชุมชนก็จะมีการพูดคุยเรื่องการรักษาป่ากับชาวบ้าน ซึ่งต่อจากนี้ก็จะมีการใช้ต้นโพธิ์เป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงแนวเขตป่าชุมชน เพราะต้นโพธิ์เสมือนเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ถ้าใครมาทำลาย ชีวิตนี้คงจะไม่ยั่งยืน
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากพลังแห่งศรัทธาพิธีกรรม และความเชื่อทางพุทธศาสนา รวมถึงความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน ภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน ชุมชน การเคารพกฎของคนในชุมชน การร่วมแรงร่วมใจกันรักษาทรัพยากรป่าไม้ จะทำให้ "ป่าชุมชนบ้านแม่กึ๊ดหลวง" แห่งนี้อยู่คู่กับลูกหลานของชาวบ้านตราบนานเท่านาน เพราะป่าชุมชนแห่งนี้ คือ ชีวิตของทุกคน...!!!
                                                               นวย เมืองธน
***********************************************

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ธุรกิจเหล้าจ่อยึดเอเชีย ป.ป.ส.IOGT ถกปลอดสุรา

             ช่วงปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา (17 ต.ค.) ปัญหาร้านเหล้ารอบสถานศึกษากลับมาฮือฮาอีกระลอกหนึ่ง หลังจากเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ พร้อมสมาชิกเครือข่าย ซึ่งเป็นนักเรียนจากหลายสถาบันได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข เพื่อทวงถามความคืบหน้าการออกมาตรการควบคุมเหล้าปั่น และจัดระเบียบร้านเหล้ารอบสถานศึกษา เพื่อลดปัญหาผลกระทบต่อเด็กเยาวชน ตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ต.ค.57 ที่ต้องการให้ควบคุมปัญหาเหล้าปั่นและร้านเหล้ารอบสถานศึกษาอย่างจริงจัง และจากข้อมูลของเครือข่ายฯ ยังระบุว่า ในรัศมี 500 เมตรรอบสถานศึกษาจะมีร้านเหล้าเฉลี่ย 57 ร้านต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีทั้งร้านที่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาต โดยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
           นอกจากนี้ ที่น่าห่วงก็คือแทบทุกร้านมีการจัดโปรโมชั่นเรียกลูกค้าที่เป็นนิสิตนักศึกษา ส่งผลให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากสถิติแต่ละปีพบว่ามีนักดื่มหน้าใหม่เกิดขึ้นมากกว่า 2.5 แสนคน สอดคล้องกับที่เครือข่ายฯ ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นนักศึกษาที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะว่าเข้าถึงง่าย ร้านเหล้าอยู่ใกล้หอพักและสถานศึกษา ค่าใช้จ่ายในการดื่มแต่ละครั้งมากกว่า 1 พันบาท ซึ่งมาจากเงินที่ทางบ้านส่งให้ สภาพแวดล้อมเช่นนี้
เป็นการมอมเมาเยาวชนและนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ก่ออาชญากรรม เสียการเรียน เสียสุขภาพ และถูกคุกคามทางเพศ ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ได้เรียกร้องเรื่องเหล่านี้ต่อรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมานานกว่า 6 ปีแล้ว
               ขณะที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ปรับแก้รายละเอียดบางมาตราของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นปัญหาสำคัญ ทั้งการโฆษณาภาพลักษณ์ การโฆษณาเครื่องหมายการค้า การจัดงานอีเวนต์ ซึ่งถือเป็นการโฆษณาแฝง รวมถึงการจัดโซนนิ่งห้ามขายรอบสถานศึกษา ซึ่งขณะนี้เสร็จแล้ว 100% กำลังอยู่ในขั้นตอนส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาส่งเข้าที่ประชุม ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
              ผมหยิบยกเรื่องราวของปัญหาร้านเหล้ารอบสถานศึกษาที่เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่เรียกร้องรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขออกมาตรการควบคุมเหล้าปั่น และจัดระเบียบร้านเหล้ารอบสถานศึกษามาเขียนถึงนั้น เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ (21 ต.ค.) มีโอกาสร่วมงานแถลงข่าวการประชุม IOGT International 68th World Congress 2014 ภายใต้หัวข้อ "Alcohol in All Policies" ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26 ต.ค.-1 พ.ย.57
ณ โรงแรมรีเจนท์บีช รีสอร์ท ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี Mr. Esbjorn Hornberg ผู้อำนวยการบริหาร International of Good Templars (IOGT) สำนักงานใหญ่ ประเทศสวีเดน พล.ต.อ.ชวลิต ยอดมณี นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาสังคมไทยและอดีตเลขาธิการ ป.ป.ส., นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และนายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกันแถลงข่าวครั้งนี้
  Mr. Esbjorn Hornberg ผู้อำนวยการบริหาร International of Good Templars (IOGT) บอกว่า การประชุมครั้งนี้ นับเป็นการจัดประชุมครั้งแรกในเอเชีย โดยความร่วมมือของสำนักงาน ป.ป.ส. สมาคมเพื่อการพัฒนาสังคมไทย เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ IOGT ประเทศสวีเดน ที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการพัฒนาสังคมให้ปลอดจากการใช้สุรา สิ่งมึนเมา รวมถึงสารเสพติด และเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของประเทศสมาชิก โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คนจากหลายประเทศ เช่น ไทย บังกลาเทศ โปแลนด์ สโลวาเกีย เยอรมนี เป็นต้น นอกจากการประชุมแล้ว ยังมีการระดมความคิดเห็น และจัดกิจกรรมค่ายอบรมเยาวชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันยาเสพติดให้แก่เยาวชนไทย ร่วมกับเยาวชนในอาเซียนที่เข้าร่วมประมาณ 100 คน โดยองค์กร IOGT มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสวีเดน เป็นองค์กร NGO ระหว่างประเทศที่มีเครือข่ายทั่วโลก และมีกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เน้นในเรื่องการต่อต้านการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดอื่นๆ และการมีวิถีชีวิตที่ดีปราศจากการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติด
          พล.ต.อ.ชวลิต ยอดมณี นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาสังคมไทยและอดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า สมาคมเพื่อการพัฒนาสังคมไทย หรือ International Organization of Good Templars - Thailand (IOGTT) เป็นองค์กรเครือข่ายของ IOGT ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งสมาคมฯ อยู่ในความอุปถัมภ์ของสำนักงาน ป.ป.ส. โดยการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรให้กับสมาคมฯ เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ให้กับสังคมไทย ซึ่งหัวข้อการประชุมที่สำคัญในครั้งนี้ ประกอบด้วย สังคมกับยาเสพติด การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สารอันตรายกับสิทธิเด็ก แอลกอฮอล์กับการพัฒนานโยบายและการสร้างพันธมิตร ความรุนแรงทางเพศกับการติดเชื้อ HIV
             นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า การจัดประชุมฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 68 แต่เป็นครั้งแรกในเอเชีย ซึ่งทาง IOGT ประเทศสวีเดนได้เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนโยบายด้านการจำกัดการใช้สุรา บุหรี่ และยาเสพติดที่เป็นรูปธรรม และเอาจริงเอาจัง ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับโลกก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมุ่งเจาะตลาดเอเชีย โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว
ทำให้เป็นเป้าหมายตลาดเกิดใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับรัฐบาลไทย และองค์กรที่ดำเนินการรณรงค์และต่อต้านในเรื่องดังกล่าวที่จะกำหนดนโยบายและจัดระบบการบริหารจัดการ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องให้ได้ผลอย่างจริงจัง และการจัดประชุมฯ ครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และประสบการณ์การทำงาน เพื่อนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในประเทศไทย รวมถึงจะมีการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของเยาวชน และจัดค่ายอบรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันยาเสพติดให้แก่เยาวชนไทย และเยาวชนในอาเซียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อให้การกำหนดนโยบาย และทิศทางในการทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
"สำนักงาน ป.ป.ส.ขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรมการแพทย์ ตำรวจตระเวนชายแดน เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และจังหวัดเพชรบุรี ที่ได้ให้ความร่วมมือในการจัดประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง" นายวิตถวัลย์ กล่าว
นายธีระ วัชระปราณี ผู้จัดการผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า บอกว่า ในปีนี้องค์การอนามัยโลกได้ออกรายชื่อ Global Status report on alcohol and health 2014 โดยประเทศไทยมีสถิติการดื่มแอลกอฮอล์ที่ 7.1 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อปี เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ไทยอยู่อันดับ 2 รองจาก สปป.ลาว และคนไทยยังดื่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลก ซึ่งอยู่ที่ 6.2 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อปี โดยจากข้อมูลพบว่ามีผู้เสียชีวิตที่สัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์มาก
ถึง 3.3 ล้านคน หรือ 5.9 เปอร์เซ็นต์ของการเสียชีวิตทั้งหมด และแอลกอฮอล์ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง มีการวิเคราะห์แนวโน้ม 5 ปี ที่ผ่านมา (2005-2010) ของการบริโภคแอลกอฮอล์ในภูมิภาคต่างๆ ของโลกพบว่า ในแถบเอเชียมีแนวโน้มการบริโภคสูงขึ้น ส่วนภูมิภาคอื่นๆ มีแนวโน้มลดลงหรือคงที่ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยในกลุ่มเอเชียเป็นเป้าหมายของการทำการตลาด ซึ่งรัฐบาลต้องตระหนักในปัญหาที่จะตามมา ถ้าหากไม่มีนโยบายอย่างครอบคลุม ไม่มีความมุ่งมั่นทางการเมือง และขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับประเทศไทยถูกยอมรับว่ามีความเข้มแข็งของนโยบายแอลกอฮอล์ แต่จุดอ่อนสำคัญ คือ "การละเมิดกฎหมายของธุรกิจแอลกอฮอล์ การทำตลาดในกลุ่มวัยรุ่น ผู้หญิง รวมทั้งการอ้างในความรับผิดชอบต่อสังคม อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องจับตามองคือ การค้าเสรีระหว่างประเทศ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่จะกระทบต่อนโยบายการควบคุมแอลกอฮอล์ เนื่องจากภาคธุรกิจจะใช้โอกาสนี้ให้รัฐบาลเปิดการค้าแอลกอฮอล์ได้เสรี ลดภาษีนำเข้า ลดข้อจำกัดทางการค้าต่างๆ ซึ่งจะไปขัดกับหลักการค้าที่ต้องคำนึงถึงศีลธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งการประชุมครั้งนี้ จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากประเทศต่างๆ และจะเป็นการเน้นย้ำความเข้มแข็งให้กับนโยบายแอลกอฮอล์ของประเทศไทยว่ามีการทำความร่วมมือกันในการเฝ้าระวังตลาดธุรกิจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำงาน ตลอดจนแนวทางการสนับสนุนนโยบายแอลกอฮอล์แต่ละประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น" นายธีระ กล่าวทิ้งท้าย...!!!
                        นวย เมืองธน
**********************************************

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ตำนานวัดแขกสีลม ศรัทธาและความเชื่อ

             กระบวนการอพยพและตั้งถิ่นฐานของชุมชนฮินดูในประเทศไทย จากข้อมูลต่างๆ พบว่าเริ่มก่อตัวขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของลัทธิอาณานิคมตะวันตก (Western Colonialism) ในประเทศอินเดีย และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 
            ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 23 จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 โดยมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรในอินเดียและการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ จัดเป็นปัจจัยผลักดันที่ส่งผลกระทบต่อการอพยพของชาวอินเดียเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสองเส้นทางหลัก คือเส้นทางอพยพทางทะเลผ่านหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ตัดเข้าสู่สิงคโปร์ มะละกา (Melaka) มาเลเซีย จากนั้นจึงเป็นการเดินทางโดยรถไฟเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร และเส้นทางอพยพ
สายที่สองนั้นเริ่มจากอินเดียเข้าสู่จิตตะกอง (Chittagong) ในบังคลาเทศ จากนั้นจึงเดินทางโดยรถไฟตัดเข้าสู่พม่าและภาคเหนือของไทย แล้วจึงลงใต้สู่กรุงเทพมหานคร
สำหรับกลุ่มผู้อพยพชาวฮินดูนั้น จัดว่ามีความหลากหลายและสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มหลัก คือ ฮินดูจากอุตตรประเทศ, ฮินดูจากแคว้นซินด์, ฮินดูจากกุจราชและราชสถาน, ฮินดูจากทมิฬนาดูร์, และฮินดูจากเบงกอล ส่วนชาวฮินดูในเขตกรุงเทพมหานครจัดว่ามีบทบาทสำคัญทางด้านการค้า การเผยแพร่ศาสนาฮินดู และการส่งเสริมความ
สัมพันธ์ระหว่างประเทศกับอินเดีย การก่อรูปและพัฒนาการของชุมชนพราหมณ์-ฮินดูในกรุงเทพมหานคร ก็จัดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการอพยพ และตั้งถิ่นฐานของชาวอินเดียในสังคมไทยได้อย่างชัดเจน
   ผมหยิบยกเรื่องราวของชาวฮินดูมาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดพิธีแห่อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อ
ให้สานุศิษย์และผู้ศรัทธาได้ร่วมกันสักการะองค์พระแม่ และทวยเทพเทวะทั้งหลายอย่างทั่วถึง โดยเริ่มต้นขบวนแห่จากหน้าวัดพระศรีมหาอุมาเทวี ถนนสีลม แล้วตรงไปยังแยกนราธิวาส เลี้ยวขวาผ่านสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ตรงไปแยกสาทร เลี้ยวขวาเข้าถนนสาทรเหนือ และเลี้ยวขวาเข้าแยกสุรศักดิ์ แล้วเลี้ยวขวาที่แยกโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เข้าสู่ถนนสีลม จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับเข้าวัดพระศรีมหาอุมาเทวี ตามเดิม ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันวิชัยทัสสมิ อันเป็นวันฉลองชัยชนะขององค์พระแม่มหาทุรคาที่ปราบมหิงษาสูรได้สำเร็จ
หลังจากต่อสู้กันมาเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน จนสามารถเอาชนะได้
"วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" หรือวัดแขกนี้ เป็นวัดของทางศาสนาฮินดูที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บูชาพระอุมาเทวี ชายาของพระศิวะ คาดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 ราว พ.ศ.2453-2454 โดยคณะชาวอินเดียใต้ ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยนานแล้ว เมื่อ "ไวตี ประเดียอะจิ" และญาติมิตร ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนถนนสีลมมีศรัทธาจัดสร้างวัด เพื่อเป็นที่บูชาพระอุมา ตามลัทธิศักติทางศาสนาฮินดู มีเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวีเป็นประธานองค์เทพ
และเทพี (เทวี) ต่างๆ ได้นำมาจากประเทศอินเดีย รวมทั้งพระพิฆเนศวรองค์หนึ่ง ซึ่งคตินิยมของพราหมณ์ฮินดูตอนใต้ถือว่าทรงเป็นเทพที่รักษาพรหมจรรย์ตลอดกาล
สำหรับสถาปัตยกรรมของ "วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" เป็นศิลปะโบราณของอินเดียตอนใต้ผสมผสานกัน ระหว่างสมัยโจฬะและปาละ ในอินเดียจะพบได้ในเทวาลัยตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะในรัฐทมิฬนาดู ด้านในเทวสถานมีโบสถ์ตั้งอยู่ตรงกลาง หันหน้าไปด้านถนนปั้น ด้านในสุดของโบสถ์แบ่งเป็น 3 ซุ้ม ซุ้มใหญ่ตรงกลางมี 2 ล็อก ล็อกหน้า
เป็นทางเดินเข้า ล็อกในประดิษฐานเทวรูปปูนปั้น และเทวรูปหล่อลอยองค์ พระศรีมหาอุมาเทวี ซุ้มด้านซ้ายและขวาของโบสถ์ประดิษฐานเทวรูปของพระโอรสทั้งสอพระองค์ ซุ้มด้านซ้าย (ด้านข้างในเทวสถาน) เป็นซุ้มประดิษฐานเทวรูปศิลาสลักองค์พระพิฆเนศ ซุ้มด้านขวา (ด้านริมถนนสีลม) ประดิษฐานเทวรูปสลักศิลาองค์พระขันทกุมาร
ซุ้มในโบสถ์ทั้ง 3 ซุ้มนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปข้างใน ยกเว้นพราหมณ์พิธีผู้มีคุณสมบัติอันสมควร แถวด้านซ้ายของโบสถ์หน้าซุ้มพระพิฆเนศมีแท่นตั้งมีเทวรูปรูป

หล่อลอยองค์พร้อมแท่นวางมีห่วงเหล็กที่สร้างไว้สำหรับอัญเชิญออกแห่ในงานพิธีหรือเทศกาลต่างๆ
ของเทวสถาน อันได้แก่ พระพิฆเนศ พระศิวะ พระกฤษณะ พระวิษณุ พระลักษมี พระขันทกุมาร เจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี พระแม่กาลี พระสรัสวดีและมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นพระพุทธชินราชจำลองตั้งวางอยู่ด้านข้างประตูโบสถ์ด้านใน ส่วนด้านขวาของโบสถ์หน้าซุ้มเทวรูปศิลา พระขันทกุมาร มีซุ้มพระนาฎราย่าและพระแม่ศิวะกามี เทวรูปพระหนุมาน ตู้เก็บใบคำทำนายเซียมซีของวัด ทางเข้าด้านหน้าโบสถ์ทั้งซ้ายขวาเป็นสถาน
ที่สำหรับจำหน่ายเครื่องบูชาและเทวรูปวัตถุมงคลต่างๆ ของทางเทวสถาน
ส่วนลานเทวสถานด้านหน้าโบสถ์มีเสาสีทองขนาดใหญ่สูงเท่าหลังคาโบสถ์ ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างประตูหน้าของเทวสถานและช่องกลางโบสถ์ซึ่งมีซุ้มใหญ่ตรงกลาง ที่ประดิษฐานพระศรีมหามารีอัมมันอยู่ด้านในสุด ด้านบนสุดของเสาเป็นโยนีลิงก์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะถูกตกแต่งประดับประดาและชักธงรูปสิงห์ประจำองค์พระแม่ขึ้นในช่วงสัปดาห์เทศกาลนวราตรี บนลานหน้าเทวสถานมีเทวาลัยขนาดเล็กอีก 3
เทวาลัย เทวาลัยแรกอยู่บริเวณกลางลานหน้าโบสถ์ด้านขวา (ด้านถนนสีลม) เป็นเทวาลัยประดิษฐานศิวลึงค์อันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ อีก 2 เทวาลัยอยู่ที่มุมริมสุดด้านหน้าของเทวสถานด้านถนนปั้นตัดกับถนนสีลมเป็นเทวาลัยประดิษฐานพระพรหม และเทวาลัยประดิษฐานเทวรูปองค์เทวนพเคราะห์ทั้ง 9 องค์ริมรั้วด้านถนนสีลมระหว่างเทวาลัยพระพรหมและศิวลึงค์ มีหอระฆังที่ต้องตีตลอดเวลาขณะที่พราหมณ์ทำพิธีบูชาเทพเจ้า
ขณะที่ด้านข้างของเทวสถานริมซ้ายติดกับบ้านเรือนของเอกชน
ในถนนปั้น ใกล้รั้วเป็นซุ้มใหญ่ประดิษฐานเทวรูปอีก 3 ซุ้ม ซึ่งเป็นเทพท้องถิ่นของชาวอินเดียใต้ คือ พระอัยนาร์, พระซับทระกรรณี, พระแม่เปชายี, พระอัคนีวิรั่น, พระเปริยาจี, พระมาดูไรวีรั่น, และพระกัตตราวรายัน ถัดเข้าไปข้างในเป็นแผ่นสลักรูปศรียันตรา ซึ่งหันหน้าเข้าหาถนนสีลม ถัดเข้าอีกเป็นอาคารสำนักงานของทางวัด
"วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" เป็นวัดนิกายที่ผู้ก่อตั้งนับถือว่าเป็น "ศักติ" คือนับถือเทพสตรีเป็นหลัก เทพสตรีอย่างพระศรีมหาอุมาเทวี หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า "เจ้าแม่อุมา" นั้น เป็นพระมเหสีของพระอิศวร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระผู้ทำลาย ถือได้ว่าเมื่อยามที่พระองค์ทรงเสวยร่างเป็นเจ้าแม่อุมา จะเป็นเจ้าแห่งความเมตตากรุณา และงามสง่า ดังนั้น ผู้มีจิตศรัทธาจึงนิยมไปกราบไหว้บูชา และขอพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความรัก และ เรื่องการขอบุตร และในช่วงวันขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 11 รวม 9 วัน 9 คืนนั้น เป็นช่วงเวลาของเทศกาลดูเซร่า หรือนวราตรีของชาวฮินดู ซึ่งเป็นงานแห่พระแม่อุมา และเชื่อกันว่าในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พระแม่และขบวนเทพจะเสด็จมายังโลกเพื่อประทานพรให้กับมนุษย์
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ส่วนการหาของไปสักการะบูชา ที่ "วัดพระศรีมหาอุมาเทวี" ของถวายก็เป็นผลไม้ มะพร้าว กล้วย นมสด นมเปรี้ยว พวงมาลัยดอกไม้ ถ้าไม่เตรียมมาจากบ้าน แถวๆ วัดก็มีขายเหมือนกัน หรือไม่ก็ซื้อของบูชาภายในวัดที่จัดไว้เป็นถาด จุดขายจะอยู่บริเวณหน้าทางเข้าโบสถ์ชั้นใน เงินที่ได้ก็เอาไว้บำรุงวัด และสร้างสิ่งต่างๆ เวลามีงานประจำปี ส่วนการเจิมหน้าผาก แปลว่า เราได้รับพรจากเทพทุกพระองค์แล้ว...!!!
              นวย เมืองธน
**************************************

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

DSI เปิดตัวเครื่องฝึกยิง โชว์งานครบรอบ 12 ปี

            สถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาด้านเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ตลอดถึงการก่ออาชญากรรม ซึ่งพัฒนาจากการใช้ความรุนแรง เป็นอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การใช้เทคโนโลยีคุณภาพสูงและช่องว่างของกฎหมายปิดบังความผิดของตน มีอิทธิพลและเครือข่ายองค์กรโยงใยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ยากต่อการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี
          จากข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงมีการจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "DEPARTMENT OF SPECIAL INVESTIGATION" มีชื่อย่อว่า "DSI" ซึ่งมีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆ พัฒนารูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในการปฏิรูประบบราชการ ทำให้ประชาชน
และประเทศชาติได้รับความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุด
    สำหรับอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และการแบ่งส่วนราชการ คือ 1.รับผิดชอบงานเลขานุการของคณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2.ป้องกัน ปราบปราม สืบสวน และสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ และตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการคดีพิเศษประกาศกําหนดหรือตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ ตลอดจนปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญาและกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาที่เป็นคดีพิเศษ 3.ศึกษา รวบรวม จัดระบบ และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ และเพื่อป้องกัน ปราบปราม สืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ 4.จัดให้มีการศึกษา อบรม และพัฒนาระบบงานการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ การพัฒนาความรู้และการประเมินสมรรถภาพการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงานราชการ

และลูกจ้างของกรม และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะมีฐานะเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษหรือไม่ 5.ดําเนินการเกี่ยวกับงานกฎหมายและระเบียบที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของกรมและงานอื่นที่เกี่ยวข้อง 6.ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ของกรม หรือตามที่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ขณะที่โครงสร้างและการแบ่งส่วนราชการก็มีสํานักบริหารกลาง สํานักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ
สํานักคดีความมั่นคง สํานักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม สํานักคดีทรัพย์สินทางปัญญา สํานักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สํานักคดีภาษีอากร สํานักคดีอาญาพิเศษ 1-3 สํานักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค สํานักปฏิบัติการพิเศษ และสํานักพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ ส่วนวิสัยทัศน์ ถือเป็นองค์กรชั้นนำด้านการสืบสวนสอบสวนที่มีมาตรฐานในระดับสากล และได้รับความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม


         โดยมีพันธกิจในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน สอบสวนและดำเนินคดีพิเศษอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเป็นธรรม และดำเนินยุทธศาสตร์ คือ 1.เสริมสร้างความมั่นคงของประเทศในมิติการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ 2.สร้างความเชื่อถือในระดับสากลในมิติการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ 3.สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเพิ่มศักยภาพการบูรณาการการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ 4.สร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน และพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล 


        ผมหยิบยกเรื่องราวของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มาเขียน เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในงานครบรอบการสถาปนา 12 ปี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.57 ภายใต้ชื่องาน "ความยุติธรรม...ที่พึ่งได้" โดยมี "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม เป็นประธานและปาฐกถาพิเศษ โดย "พล.อ.ไพบูลย์" บอกว่า หลังการยึดอำนาจ คำถามแรก
คือเมื่อไหร่จะย้ายอธิบดีดีเอสไอ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดดีเอสไอจึงมีปัญหาในสายตาบุคคลภายนอก หลังจากนี้ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งตนในฐานะ รมว.ยุติธรรม ต้องเข้ามาแก้ปัญหาให้ดีเอสไอได้รับการยอมรับอีกครั้ง ที่ผ่านมาประเทศไทยมักมีปัญหาเรื่องการออกกฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์ตัวเอง ทำให้ทุจริตได้ง่ายขึ้น ดีเอสไอก็ต้องถามตัวเองว่า ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตัวเองหรือไม่ ต้องทบทวนตัวเองว่าเหตุใดจึงมีกระแสข่าวให้ปรับโครงสร้าง หรือกระทั่งยุบดีเอสไอไปเลย ทั้งนี้ อยากให้ดีเอสไอทำงานเพื่อให้เกิดความ
เป็นธรรม อยากให้ดีเอสไอพิสูจน์ตัวเอง เป็นที่เชื่อถือตามที่สังคมคาดหวังไว้ และขอให้ช่วยกันทำให้เกิดความยุติธรรม
"พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และว่าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม บอกว่า ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาของการเข้ามารับตำแหน่ง "อธิบดีดีเอสไอ" ได้ปรับปรุงระบบการทำงานภายในดีเอสไอ เพื่อให้ "ดีเอสไอ" เป็นองค์กรพิเศษจริงๆ เช่นเดียวกับหน่วยงาน "เอฟบีไอ" ของสหรัฐฯ และยังทำความเข้าใจกับประชาชน

เพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงการทำงานของ "ดีเอสไอ" ซึ่งขณะนี้มีคดีที่อนุมัติเป็นคดีพิเศษ คือ การค้ามนุษย์แรงงานประมงไทย ที่อินโดนีเซีย
ภายในงานวันดังกล่าวยังมีนิทรรศการให้ชม โดยเฉพาะ "โครงการพัฒนาเครื่องช่วยฝึกยิงอาวุธปืนเสมือนจริง" ถือว่าได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก "ว่าที่ ร.ต.กอบกุล สิทธิคุณากรณ์" เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ส่วนปฏิบัติการพิเศษ ผู้ริเริ่มคิดค้นเครื่องช่วยฝึกยิงอาวุธปืนดังกล่าว เล่าว่า ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการพัฒนาการฝึกทักษะการยิงปืนให้
เสมือนการยิงปืนด้วยกระสุนจริง โดยสามารถกำหนดแบบฝึกการยิงในรูปแบบต่างๆได้ อาทิ เป้าหมายอยู่กับที่, เป้าหมายเคลื่อนที่, การสมมุติสถานการณ์เสมือนจริง ซึ่งสามารถทำการฝึกยิงได้อย่างต่อเนื่อง และยังสามารถคำนวณและบันทึกผลการยิง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลของผู้ฝึกมาแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก สำหรับเครื่องช่วยฝึกยิงอาวุธปืนเสมือนจริงสามารถสร้างทักษะและความมั่นใจในการใช้อาวุธปืนของผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องเผชิญเหตุโดยตรง แถมยังประหยัด ปลอดภัย และมีการฝึกได้บ่อยครั้ง เมื่อเทียบกับการฝึกยิงปืนด้วยกระสุนจริง
              "เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ส่วนปฏิบัติการพิเศษ" บอกอีกว่า ส่วนอุปกรณ์ก็มีอุปกรณ์การส่งสัญญาณที่มีขนาดเล็ก สามารถยึดติดกับปืน โดยไม่มีสายเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์อื่นๆ และสามารถใช้กับอาวุธปืนประจำกายของผู้ฝึกได้โดยตรง ที่สำคัญยังสามารถใช้กับกระสุนฝึก หรือกระสุน Blank ทำการฝึกได้ด้วย นอกจากนี้ อุปกรณ์ Laser มีรางมาตรฐานแบบ Picatinny  ยึดกับปืนได้ทั่วไป ทั้งปืนสั้นและปืนยาว เช่น Glock หรือ M16A4 เป็นต้น สามารถฝึกได้บ่อยครั้ง และประหยัดค่าใช้จ่าย
อย่างมาก ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบกันและมีความสำคัญต่อระบบตนเองได้ทำการพัฒนาขึ้นเอง จึงทำให้มีความยืดหยุ่นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ใช้เทคโนโลยีทางการประมวลผลชั้นสูง เพื่อออกแบบให้สามารถรองรับการจำลองสถานการณ์ได้หลากหลายแบบ และสามารถเพิ่มเติมใส่สถานการณ์จำลองต่างๆ ได้ในภายหลัง โดยใช้ภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายทำจริง ทำให้ผู้ฝึกได้รับความรู้สึกที่สมจริงระหว่างการฝึกอีกด้วย

            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  "ว่าที่ ร.ต.กอบกุล" บอกด้วยว่า อุปกรณ์ฝึกนี้สามารถฝึกได้เป็นประจำและสม่ำเสมอเท่าที่หน่วยงานกำหนด ซึ่งมีงบประมาณเท่าเดิม โดยให้มีการฝึกการยิงปืนได้มากขึ้น เนื่องจากประหยัดงบประมาณ แถมโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับบาดเจ็บ อันตรายน้อยมาก และการฝึกยังสามารถฝึกยิงได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตามโปรแกรมที่กำหนด อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการฝึกในรูปแบบต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถลดการนำเข้าระบบลักษณะเดียวกันจากต่างประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ที่สำคัญ มีต้นทุนต่ำกว่าระบบจากต่างประเทศ ทำให้ประหยัดงบประมาณของประเทศชาติได้อีกด้วย...!!!
นวย เมืองธน
***********************************************