วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

ปลุกจิตสำนึกรักษ์ป่า เต็มใจและสมัครใจ

         ช่วงปี พ.ศ.2504 พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีประมาณ 171 ล้านไร่ ต่อมาในปี พ.ศ.2551 ลดลงเหลือ 107 ล้านไร่ และในปี 2556 ลดลงเหลือ 102 ล้านไร่ ซึ่งสาเหตุของการลดลงของพื้นที่ป่าไม้เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น การบุกรุกเพื่อขยายพื้นที่เพื่อการเกษตร การบุกรุกรุกครอบครองของนายทุน การออกเอกสารสิทธ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การขาดจิตสำนึกสาธารณะ และการบริหารจัดการของหน่วยงานที่รับผิดชอบขาดประสิทธิภาพ
        โดยปัญหาการบุกรุกทำลายป่ายังคงเป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยให้ความสนใจและพยายามแก้ไข แต่การดำเนินงานมักจะเป็นหน่วยงานภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
   ผมหยิบยกเรื่องราวของปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะผู้บริหารของกรมป่าไม้ ที่พาสื่อมวลชนจากส่วนกลางมาดูงานการสร้างเครือข่ายป่าไม้ ณ หน่วยป้องกัน
รักษาป่าที่ ตก. 8 (แม่ละเมา) อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งจัดกิจกรรมอบรมหัวหน้าหน่วยและชาวบ้านที่อาศัยอยู่กับป่า เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ปลุกจิตสำนึกรักษ์ป่าด้วยความเต็มใจ โดยมี "อำนวยพร ชลดำรงค์กุล" ผอ.สำนักจัดการเครือข่ายป่าไม้และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจัดการและควบคุมป่าไม้ กรมป่าไม้ เป็นประธาน และมี "ไสว  ตุ้ยดา" หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตก.8 นำคณะเจ้าหน้าที่ฯ ผู้นำชุมชน และชาวบ้านพะกา หมู่ที่ 4 ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด
ซึ่งเป็นชาวปากะญอ ให้การต้อนรับและร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของกรมป่าไม้อย่างเข้มแข็ง
    "นางอำนวยพร" บอกว่า จังหวัดตาก มีพื้นที่ป่าในปี 2551 จำนวน 7.95 ล้านไร่ แต่จากการแปลพื้นที่ป่าจากดาวเทียมไทยโชตในปี 2556 ลดลงเหลือ 7.79 ล้านไร่ หายไปประมาณกว่า 160,000 ไร่ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกันประเมินลำดับความรุนแรงของ
สถานการณ์ป่าไม้ กำหนดให้ จ.ตาก เป็น 1 ใน 12 พื้นที่วิกฤติรุนแรง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และในส่วนของ อ.แม่สอด จากข้อมูลช่วงปี 2556 พบมีพื้นที่ป่า 536,956.70 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึง 33.779.01 ไร่ และส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าใน อ.แม่สอด มีการสร้างเครือข่ายและมวลชนสัมพันธ์ในการป้องกันรักษาป่า ร่วมกับการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้
ในกรณีรายใหญ่และผู้มีอิทธิพลด้วย ซึ่ง อ.แม่สอด มีหน่วยป้องกันรักษาป่า 2 หน่วย คือ หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ตก.5 (ห้วยไม้แป้น) และหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ตก. 8 (แม่ละเมา) โดยมีการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า มีเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่าบ้านถ้ำเสือ หมู่ที่ 5 ต.พระธาตุผาแดง และเครือข่ายและพันธมิตรในการป้องกันรักษาป่า บ้านพะกา หมู่ที่ 4 ต.ด่านแม่ละเมา เป็นต้น
"ผอ.สำนักจัดการเครือข่ายป่าไม้" บอกอีกว่า ปัญหาการบุกรุก
พื้นที่ป่าไม้ที่ผ่านมามีอยู่อย่างต่อเนื่อง นับเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความไม่เข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนมานานเรื้อรัง ซึ่งกรมป่าไม้พยายามปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงาน รวมทั้งหาวิธีการแก้ไขและสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชน มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อตัดสินปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างเป็นธรรม แต่เนื่องจากกรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการใช้พื้นที่ป่าไม้ ด้วยภาพลักษณ์และบทบาทดังกล่าว อาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

ซึ่งกรมป่าไม้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้พยายามเข้าถึงชุมชนและสร้างความใกล้ชิด ปรับภาพลักษณ์จากผู้รักษากฎระเบียบ เป็นผู้ให้ความรู้ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องการป่าไม้ มีการลงพื้นที่ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของ
ทรัพยากรป่าไม้ ทั้งในระดับเยาวชนและระดับผู้นำชุมชน ภายใต้แนวคิด ประชาชนคือหัวใจสำคัญของการรักษาป่าไม้อย่างยั่งยืน
"นางอำนวยพร" บอกด้วยว่า มิติใหม่ในการป้องกันยับยั้งการทำลายป่าของหน่วยป้องกันรักษาป่า โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าหรือใกล้ป่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการดูแลป้องกันรักษาป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและสร้างแนวร่วมในการป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น หาวิธีการแก้ไข
และสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชนในพื้นที่
               "พันธกิจของผู้พิทักษ์ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งที่อาศัยและหากินอยู่กับป่า ทั้งเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ และผลผลิตจากป่า ต้องช่วยกันอย่างจริงจัง เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้วพลังความร่วมมือและจิตสำนึกรักษ์ป่าด้วยความเต็มใจและสมัครใจของประชาชนในพื้นที่ จะเป็นเกราะป้องกันการบุกรุกทำลายป่าได้ดีกว่ากฎหรือข้อบังคับใดๆ" นางอำนวยพร กล่าว


         "สอี คีรีพงษ์พัฒน์" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านพะกา ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก บอกว่า ในการดูแลป่าของบ้านพะกา หมู่ที่ 4 จะอาศัยแกนนำหลักของหมู่บ้าน ในการประสานกับชาวบ้าน เพื่อช่วยกันดูแลรักษาป่า โดยให้ชาวบ้านเข้าไปร่วมปลูกป่า และแนะนำการใช้ประโยชน์จากป่า และการที่กรมป่าไม้เข้ามาสร้างเครือข่ายป่าไม้นั้น ถือเป็นแนวทางที่ดี เพราะชาวบ้านต้องอยู่กับป่าให้ได้ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ฯ จะได้ตรงกัน เพราะเดิมทีชาวบ้านจะไม่เข้าใจเจ้าหน้าที่ฯ เท่าที่ควร
เนื่องจากมีความเกรงใจและความกลัว เมื่อกรมป่าไม้เข้ามาช่วยเหลือและเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำต่างๆ จึงทำให้ชาวบ้านกล้าเปิดใจคุยกันมากขึ้น เวลาเกิดปัญหาต่างๆ ก็จะช่วยกันหาแนวทางแก้ไข
"ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเข้าใจมากขึ้น กล้าเข้ามาหาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งแรกๆ ที่ยังไม่มีโครงการนี้ ชาวบ้านลำบากมาก เพราะเวลามีปัญหาอะไร ชาวบ้านก็กลัวเจ้าหน้าที่ฯ อย่างเดียว พอมีปัญหาก็จะหนีอย่างเดียว แต่พอมีโครงการอย่างนี้เกิดขึ้น ชาวบ้านก็กล้าที่จะเข้าหาเจ้าหน้าที่ฯ มากขึ้น ในการหาทางออกร่วมกัน และอยากฝากทางกรมป่าไม้ว่า ในวิถีชีวิตชาวปากะญอ บ้านผมยังมีจิตสำนึกในการรักษาและดูแลป่าอย่างดี หากมีการบุกรุกป่าหรือแผ้วถางป่าเพิ่มขึ้น ผมก็อยากให้ทางกรมป่าไม้เข้ามาดูแลและหาทางออกให้กับชาวบ้าน" นายสอี กล่าว
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การที่ได้เดินทางมาที่ "บ้านพะกา" แห่งนี้ นอกจากผมจะได้สัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่แล้ว ยังได้เห็นความสำคัญและบทบาทการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน โดยเฉพาะการเข้าถึงประชาชนของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ รวมทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกชาวบ้าน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นเกราะป้องกันการบุกรุกทำลายป่ามากกว่ากฎหรือข้อบังคับใดๆ ที่ทางราชการกำหนดขึ้น...!!! 
                 นวย  เมืองธน
********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น