วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ชาวสวนมะพร้าวเริ่มยิ้มได้ ปฏิบัติการพิชิตหนอนหัวดำ

          "มะพร้าวไทย" ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งการระบาดของศัตรูพืชหลายชนิด โดยเฉพาะการระบาดของ "หนอนหัวดำ" ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของ "มะพร้าวไทย" ก็ว่าได้ เนื่องจาก "หนอนหัวดำ" จะทำลายโดยการกัดกินและดูดน้ำเลี้ยงจากใบมะพร้าวจนแห้งทั้งทางใบ โดยเริ่มจากใบแก่ก่อน แล้วจึงกินต่อไปเรื่อยๆ จนหมดทุกทางใบของต้น ซึ่งทำให้ต้นมะพร้าวตาย
            จากนั้นจึงย้ายไปกินต้นใกล้เคียงไปเรื่อยๆ และ "หนอนหัวดำ" จะใช้เวลาในการทำลายต้นมะพร้าว 1 ต้นต่อ 1 ปี ที่สำคัญ "หนอนหัวดำ" ถือเป็นแมลงศัตรูมะพร้าวที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย คาดว่ามีการแพร่ระบาดจากการนำเข้าพืชตระกูลปาล์มจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น
              ภายหลังจากที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของแมลงดำหนามมะพร้าวในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาตั้งแต่ปี 2547 และสำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร, ศูนย์บริหารศัตรูพืช จ.สุพรรณบุรี, อบจ.และอบต.ในพื้นที่ร่วมกันช่วยเหลือ โดยอบรมให้ความรู้เกษตรกรเพาะเลี้ยงแตนเบียน และสนับสนุนแตนเบียนปล่อยในพื้นที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่การระบาดลดลง และสวนมะพร้าวก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมา
         แต่ดูเหมือนชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังคงไม่พ้นวิกฤติ เนื่องจากมีการระบาดของศัตรูมะพร้าวชนิดใหม่ ซึ่งมีการทำลายรุนแรงกว่าแมลงดำหนาม นั่นก็ คือ "หนอนหัวดำ"  ซึ่งพบการระบาดครั้งแรกเมื่อปลายปี 2550 และมีการระบาดเป็นวงกว้างในพื้นที่อำเภอเมืองและอ.ทับสะแก ส่วนสาเหตุที่มีการระบาดมากขึ้น เนื่องจากในช่วงที่เริ่มมีการระบาดชาวสวนมะพร้าวยังไม่รู้ว่าเป็นการทำลายต้นมะพร้าวโดย "หนอนหัวดำ" จนกระทั่งมีการทำลายในระดับรุนแรง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามา
สำรวจหาสาเหตุและช่วยเหลือ
     ผมหยิบยกเรื่องราวของ "มะพร้าวไทย" และ "หนอนหัวดำ" ที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของมะพร้าวมาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะผู้บริหารของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่นำคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานและติดตามผลการแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำด้วยนวัตกรรมใหม่ ในการใช้อิมาเม็กตินเบนโซเอทฉีดเข้าลำต้น อัตรา 30 ซีซีต่อต้น ซึ่งวิจัยโดยกรมวิชาการเกษตร ที่ ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากผมจะได้รับฟังการบรรยาย
สรุปที่ห้องประชุม ณ ที่ทำการ อบต.ทับสะแกแล้ว ยังได้เดินทางไปที่แปลงสวนมะพร้าวของชาวบ้าน และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนหลักที่ 22 หมู่ที่ 1 ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก อีกด้วย
"โอฬาร พิทักษ์" อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า การพาสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานและติดตามผลการแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำครั้งนี้ เพื่อต้องการให้เห็นข้อมูล ข้อเท็จจริง การเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรที่มีรูปแบบการจัดการใหม่กระบวนการทำงานที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ๆ สร้างความเชื่อมั่น
และกำลังใจให้กับเกษตรกรมากขึ้น ซึ่งปัญหา "หนอนหัวดำ" พบการระบาดอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2550 ใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ โดย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ระบาดมากที่สุด โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว 460,110 ไร่ มีพื้นที่การระบาด 90,819 ไร่ ทำให้ต้นมะพร้าวตาย ผลผลิตลดลง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะการปลูกทดแทนนั้นต้องใช้เวลานานกว่าที่จะให้ผลผลิต
      "อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร" บอกอีกว่า การแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญ โดยได้ใช้
วิธีการทดลองมาหลายวิธี โดยแรกๆ ใช้วิธีการทางชีวภาพ คือ การใช้สารบีทีฉีดพ่นทางใบ หรือการตัดทางใบลงมาเพื่อเผาทำลาย แต่ได้ผลไม่เต็มที่ เนื่องจากต้นมะพร้าวส่วนใหญ่สูงมากกว่า 12 เมตร การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ต่อมาจึงเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้สารเคมีอิมาเม็กตินเบนโซเอท 1.92 เปอร์เซ็นต์ อีซี ฉีดเข้าลำต้นมะพร้าว อัตรา 30 ซีซีต่อต้น ที่ความสูงมากกว่า 12 เมตร ในพื้นที่สวนมะพร้าวที่ได้รับการสำรวจ จำนวน 900,575 ต้น ยกเว้นต้นมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ

ส่วนต้นมะพร้าวที่สูงไม่มากนัก ก็ใช้วิธีการตัดทางใบเผาทำลาย ฉีดพ่นสารบีที การปล่อยแตนเบียนหนอนบราคอน และการปล่อยแตนเบียนไขทริโคแกรมมา
"นายโอฬาร" บอกด้วยว่า จากการบินด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงของสวนมะพร้าว เนื่องจากพื้นที่นั้นแต่เดิมถือเป็นพื้นที่ระบาดหนักของ "หนอนหัวดำ" ซึ่งการระบาด 5-6 ปีที่ผ่านมาได้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการจัดการกับปัญหา "หนอนหัวดำ" มาโดยตลอด แต่ก็ยังควบคุมไม่ได้ผล ซึ่งล่าสุดก่อนที่จะเริ่มโครงการนี้ก็พบว่าสภาพความเสียหายยังอยู่ในขั้นรุนแรง เมื่อครั้งก่อนที่บินขึ้นไปสำรวจจะเห็นยอดมะพร้าว "หัวโกร๋นขาวโพลน" แต่วันนี้ที่บินขึ้นไปดูเห็นภาพเปลี่ยนแปลงไปมาก
 เพราะยอดมะพร้าวเขียวทั้งหมด และที่ชัดเจนที่สุดเมื่อมองลงไปข้างล่างจะเห็นการฟื้นตัวของต้นมะพร้าว อันเนื่องจากการฉีดสารเคมีเข้าไปเพื่อจัดการ "หนอนหัวดำ" แต่สวนมะพร้าวบางแปลงยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะมีใบและลำต้นแห้ง ซึ่งเจ้าของไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เลยมีข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ หากเข้าไปฉีดยาอาจมีปัญหาต่างๆ ตามมาภายหลัง ซึ่งแปลงเหล่านี้เลยกลายเป็นปัญหาว่าอาจเป็นแหล่งระบาดของศัตรูพืชในวันข้างหน้า
"วีระ ศรีวัฒนตระกูล" ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
บอกว่า หลังจากได้รับงบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวนกว่า 120 ล้านบาท สำหรับดำเนินการฉีดสารเคมีอิมาเม็กตินเบนโซเอท 1.92 เปอร์เซ็นต์ อีซี ฉีดเข้าที่ลำต้นมะพร้าว เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของ "หนอนหัวดำ" ให้กับเกษตรกรนั้น ล่าสุดได้ดำเนินการครบโควตาจำนวน 900,575 ต้นแล้ว และได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทำการสำรวจสวนมะพร้าวที่ยังไม่ได้ดำเนินการ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม เนื่องจากต้องทำให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อป้องกัน ไม่ให้
หนอนหัวดำกลับมาระบาดซ้ำอีก
ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์ บอกอีกว่า ที่ผ่านมาการปราบ "หนอนหัวดำ" ถือเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องใหม่ อีกทั้งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักวิชาการ ซึ่งกว่าจะลงตัวก็ต้องเป็นเรื่องของกรมวิชาการเกษตร เพราะต้องชี้ชัดว่าจะใช้วิธีการไหน และตนมีความตั้งใจมากที่จะทำเรื่องนี้ "จะเอาชนะข้าศึก" และ "สู้ศึกครั้งนี้" ให้จบก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2558 ซึ่งตอนที่ฉีดสารฯ ตนก็กล้าๆ กลัวๆ เกษตรกรก็กล้าๆ กลัวๆ เหมือนกัน

แต่พอได้ผลเกษตรกรก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ
   "บุญชื่น ศิลปศร" เกษตรกรสวนมะพร้าวและประธานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนหลักที่ 22 หมู่ที่ 1 ต.แสงอรุณ  อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าว่า สวนที่บ้านมีทั้งหมดประมาณ 60 ไร่ ได้รับความเสียหายประมาณ 5-6 ไร่ ถ้าเทียบความเสียหายจะน้อยกว่าสวนอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ลองเสี่ยงด้วยการใช้แนวทางการจัดการปัญหา ทำให้ลดความเสี่ยงในการสูญเสีย และมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ
เกษตรกรรายอื่นๆ ด้วย ก็มีการไปบอกต่อ ปัจจุบันที่บ้านกลายเป็นศูนย์กำจัด "หนอนหัวดำ" ของหมู่บ้าน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการการฉีดสารฯ เข้าลำต้น ใบมะพร้าวดีขึ้น เพราะ "หนอนหัวดำ" ตาย มะพร้าวในสวนก็ขายได้ปกติ จึงคิดว่าวิธีการนี้ได้ผลรวดเร็วดีที่สุด และขอบคุณทางกรมส่งเสริมการเกษตร และทางจังหวัดประจวบฯ ที่ช่วยเหลือชาวสวนมะพร้าวอย่างเต็มที่
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "มะพร้าว" จัดเป็น
ผลไม้ที่นิยมกันอย่างมากในประเทศไทย และส่วนต่างๆ ของ "มะพร้าว" สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะทำเป็นอาหารคาว อาหารหวาน เพื่อบำรุงสุขภาพ และรักษาอาการของโรคต่างๆ รวมไปถึงการผลิตน้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำตาล และยังรวมไปถึงการทำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ขึ้นมาใช้สอย พูดง่ายๆ ว่ามีประโยชน์มากมายจริงๆ ครับ สำหรับผลไม้ชนิดนี้...!!!                  นวย เมืองธน





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น