วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขยายแนวรุกสู่ชุมชน ให้โคกโพธิ์ปลอดภัย

             การสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นอกจากจะเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจ บั่นทอนความเชื่อมั่นการค้าการลงทุน สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างประเมินค่ามิได้แล้ว ยังสร้างความสูญเสียให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาทิ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.), ทหาร, เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฯลฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนอีกด้วย
                ล่าสุดช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. วันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา คนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกโพธิ์ ชุด รปภ.ครู อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะนำคณะครูเดินทางไปส่งตามโรงเรียน ปรากฏว่าเมื่อมาถึงบนถนนสายท่าเรือ-บางโกระ บ้านบางโกระ หมู่ที่ 2 ต.บางโกระ อ.โคกโพธิ์ คนร้ายได้กดระเบิดแสวงเครื่องซุกไว้ใต้ถนน เป็นเหตุให้ "ปาติเมาะ แซมะแซ"  อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52/1 ม.3 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ ครูโรงเรียนบ้านท่าเรือ เสียชีวิต "ลำดวน ชูดวง" อายุ 55 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 116/1 ม.4 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ ครูโรงเรียนบ้านท่าเรือ ได้รับบาดเจ็บ และ "ด.ต.ประดิษฐ์ เอี่ยมศรี" อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 179/2  ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ ตร.ชุด รปภ.ครู สภ.โคกโพธิ์ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งภายหลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารได้ไปที่เกิดเหตุ พร้อมระดมกำลังปิดล้อมตรวจค้นในรัศมี 1 กิโลเมตร คาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่สร้างสถานการณ์
     ผมหยิบยกเรื่องราวของการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี มาเขียนถึง
         เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับคณะของกรมการปกครอง เพื่อดูภารกิจของฝ่ายปกครอง และสมาชิก อส.ที่ร่วมกับทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใต้ "สโลแกน" ของ "อำเภอโคกโพธิ์" ที่ว่า "ชุมชนปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัย" โดย "สนั่น พงษ์อักษร" นายอำเภอโคกโพธิ์ ได้พาคณะตรวจเยี่ยมการปล่อยแถว ซ้อมแผนเผชิญเหตุ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ และติดตามภารกิจของสมาชิก อส.
ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชนเขตเมืองที่จุดตรวจชุมชนเขตเมือง 24 ชั่วโมง บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ ซึ่งมีกำลังกองร้อย อส.อ.โคกโพธิ์ รับผิดชอบที่จุดนี้
นอกจากนี้ คณะได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริเวณจุดตรวจแยกสถานีรถไฟโคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ ซึ่งเป็นจุดตรวจสิ่งของต้องสงสัย และรถต้องสงสัย เพื่อป้องกันคนร้ายแอบแฝงก่อเหตุร้ายในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยกำลังหลักที่จุดตรวจนี้จะมี
ทหารชุดเฉพาะกิจปัตตานีเป็นผู้รับผิดชอบ จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมภารกิจสมาชิก อส. และชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ที่ บก.ชคต.ทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ ภารกิจสมาชิก อส.ในการรักษาความปลอดภัยครู นักเรียน ที่โรงเรียนบ้านนาค้อใต้ หมู่ที่ 4 ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ ภารกิจของสมาชิก อส.และชุดคุ้มครองตำบล โดย ชรบ.ดูแลให้ความปลอดภัยประชาชนที่มาค้าขาย จับจ่ายสินค้าที่ตลาดนัดมะกรูด หมู่ที่ 6 ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ พร้อมทั้งภารกิจสมาชิก อส.ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชรบ.ในการรักษาความปลอดภัย

เส้นทางรถไฟ บริเวณสถานีรถไฟป่าไร่-วัดช้างให้ หมู่ที่ 2 ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์
"อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า การนำคณะสื่อมวลชนติดตามเยี่ยมชมภารกิจของฝ่ายปกครอง และสมาชิก อส.ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่
พร้อมรับสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติในการรักษาความสงบในพื้นที่ การบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน ชุมชน เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน และการพัฒนาพื้นที่ในด้านต่างๆ พร้อมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายกำลังหลัก ทหาร และตำรวจ ซึ่ง อ.โคกโพธิ์ยังเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการจัดตั้งชุดคุ้มครองตำบล หรือชคต. ที่นำโดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อาทิ โรงเรียน ตลาดนัด สถานีรถไฟ ฯลฯ อีกด้วย
"สนั่น พงษ์อักษร" นายอำเภอโคกโพธิ์ บอกว่า สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตของพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ ถือเป็นบทเรียนในการแก้ไขปัญหาและกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ส่วนการจัดตั้งชุดคุ้มครองตำบล ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ฝ่ายปกครองอำเภอโคกโพธิ์ได้ดำเนินการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ โดยการตั้งจุดสกัด จุดตรวจตลอด 24 ชั่วโมง
           โดยหัวใจของการดูแลมีอยู่ 3 มาตรการ คือ มาตรการแรก เป็นการดูแลโดยใช้เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย มาตรการที่สอง เป็นการดูแลโดยชุมชน และมาตรการที่สาม เป็นการดูแลตัวเอง ซึ่งการดูแลตัวเองเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด และต้องไม่อยู่ในความประมาท
"พ.อ.ธีระ ศรีพงศ์" รองเสนาธิการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี บอกว่า สถานการณ์ในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ในการเฝ้าระวังการก่อเหตุร้ายต่างๆ และประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มากขึ้น
        โดยในส่วนของทหารได้มีการจัดชุดชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ มีการพบปะพูดคุย สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่วนการตั้งจุดตรวจร่วม 3 ฝ่ายนั้น ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้มีการแบ่งภารกิจในการปฏิบัติหน้าที่กันอย่างชัดเจน
          พ.ต.ท.ศิริวัฒน์ ปัญญาชนวัฒน์ รอง ผกก.ป.สภ.โคกโพธิ์ บอกว่า ที่ผ่านมาจากการปฏิบัติหน้าที่ร่วม 3 ฝ่าย ได้ดำเนินการตรวจตรา ตั้งจุดตรวจต่างๆ ซึ่งประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี
ส่วนปัญหาวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับยาเสพติด ก็มีการประสานกับผู้นำศาสนาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และมีการจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดกิจกรรมโครงการต้านยาเสพติด และกิจกรรมต้านภัยยาเสพติดต่างๆ ด้วย เพื่อให้เยาวชนเห็นถึงพิษภัยของยาเสพติด ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
"สมาน สีปูเตะ" กำนันตำบลทรายขาว อ.โคกโพธิ์ ในฐานะหัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล บอกว่า ชุดคุ้มครองตำบลมีภารกิจ คือ ต้องวางแผนดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ใน ต.ทรายขาว โดยจัดกำลังชุด ชรบ.เข้าร่วมกับสมาชิก อส. ทหาร และตำรวจ ในการดูแลโรงเรียน วัด สถานีอนามัย ตลาดนัด และรปภ.คุ้มครองครู นักเรียน พระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต รปภ.เส้นทางต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนผ่านไปมา โดยที่ผ่านมาทางชุดคุ้มครองตำบลได้มีการประชุมและแบ่งเวรยามกันดูแลความสงบและความปลอดภัยตามจุดต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง
"กำนันตำบลทรายขาว" บอกอีกว่า สำหรับตำบลทรายขาว ถือเป็นตำบลหนึ่งที่ปลอดเรื่องความไม่สงบ ซึ่งการอยู่ร่วมกันของ
ประชาชนไทยพุทธ และมุสลิม ก็อยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี โดยประชาชนของทั้งสองศาสนาเฉลี่ยเกือบเท่ากัน มีชาวมุสลิม 56 เปอร์เซ็นต์ และชาวบ้านที่นี่ก็จะพูดภาษาเดียวกัน คือ ภาษาไทย พอพูดภาษาเดียวกันก็ไม่เกิดความระแวงซึ่งกันและกัน ที่สำคัญตำแหน่งกำนันตำบลทรายขาวต้องสับเปลี่ยนกันตามวาระ ระหว่างพี่น้องไทยพุทธ และมุสลิม
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากได้มาศึกษาดูงานบทบาทของฝ่ายปกครองและสมาชิก อส.ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โดยเฉพาะภารกิจสมาชิก อส.ร่วมกับทหารและตำรวจ รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุด ชรบ.ซึ่งมาจากประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชนเขตเมืองแล้ว วันนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมถึงประชาชนชาว อ.โคกโพธิ์ จะต้องช่วยกันป้องกันการก่อเหตุความไม่สงบอย่างเข้มแข็งอีกด้วย...!!!
นวย  เมืองธน
********************************************

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วังปลาวัดหงษ์ปทุมาวาส แหล่งพักผ่อนเมืองปทุม

            จังหวัดปทุมธานี เป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคกลางของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงเทพมหานคร มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน และมีความเป็นถิ่นฐานบ้านเมืองมากว่า 300 ปี ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความโดดเด่นทางด้านวัฒนธรรมอยู่หลายอย่าง
               โดยเฉพาะประเพณีตักบาตรพระร้อย จะทำกันในเทศกาลวันออกพรรษา ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นต้นไป ซึ่งช่วงเดือนนี้เป็นช่วงน้ำหลากล้นฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา การตักบาตรพระร้อยนี้ ทางวัดที่อยู่ตามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองข้างจะตกลงกันกำหนดแบ่งกันเป็นเจ้าภาพเพื่อไม่ให้ตรงกัน เพราะถ้าตรงกันแล้วจำนวนพระที่มารับบาตรจะได้ไม่ครบ 100 รูป และต้องการให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายรู้กำหนดเวลา จะได้เตรียมจัดทำอาหารหวานคาวไว้ทำบุญตักบาตรได้ถูกต้อง
                ประเพณีตักบาตรพระร้อย ถือเป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายมอญ โดยเฉพาะที่อำเภอสามโคก ชาวบ้านยังคงอนุรักษ์สืบต่อกันมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน เนื่องจากเป็นประเพณีอันดีงามของการทำบุญเนื่องในวันออกพรรษาที่ชาวไทยเชื้อสายมอญปฏิบัติสืบต่อกันมานานนับร้อยปี ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของบรรดาพุทธศาสนิกชน การตักบาตรพระร้อย จึงกลายเป็นงานบุญที่สำคัญ และมีชื่อเสียงของจังหวัดปทุมธานี
               ผมหยิบยกเรื่องราวประเพณีตักบาตรพระร้อยมาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" วัดหงษ์ปทุมาวาส หรือวัดมอญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งวัดหงษ์ปทุมาวาสก็เป็นวัดหนึ่งที่มีประเพณีตักบาตรพระร้อยด้วย โดยจังหวัดปทุมธานีได้กำหนดเป็นระเบียบว่า การตักบาตรพระร้อยของวัดหงษ์ปทุมาวาส จะจัดขึ้นในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 เป็นต้นไปของทุกปี
   ซึ่งวันที่ผมมาวัดหงษ์ปทุมาวาสนั้น จริงๆ แล้วเพียงต้องการมา
ทำบุญที่วัด และให้อาหารปลาที่อยู่ริมเขื่อน ประกอบกับที่วัดแห่งนี้ยังมองเห็นทัศนียภาพบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมมาที่นี่ เพราะการได้นั่งมองสายน้ำ บางครั้งก็ทำให้เราผ่อนคลาย และเกิดไอเดียสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย  ที่สำคัญการเดินทางมาวัดก็ไม่ลำบากมากนัก ใช้เวลาไม่มาก เนื่องจากวัดหงษ์ปทุมาวาสอยู่ในเขตอำเมือง จังหวัดปทุมธานี และใกล้กับตลาดสดเทศบาลเมืองปทุมธานีอีกด้วยครับ
ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่า คนแก่ในพื้นที่ชุมชนตำบลบางปรอก
บอกว่า วัดหงษ์ปทุมาวาส หรือวัดมอญนั้น เป็นวัดที่สร้างโดยชาวมอญที่อพยพจากเมืองหงสาวดีหนีพม่ามาไทย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี โดยขนานนามว่า "วัดหงสา" ตามชื่อเมืองหงสาวดี โดยการนำของพระยาเจ่ง เมื่อครั้งที่ได้ต่อสู้กับกองทัพพม่า แต่สู้ไม่ได้ พระยาเจ่งจึงได้พาครอบครัวชาวมอญอพยพมากรุงธนบุรี เพื่อหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวชาวมอญที่มากับพระยาเจ่งพักอาศัยอยู่ที่เมืองสามโคก และเมืองนนทบุรี



ต่อมเมื่อปี พ.ศ.2485 ได้เปลี่ยนชื่อจาก "วัดหงสา" มาเป็น "วัดหงษ์ปทุมาวาส" จึนถึงปัจจุบัน ซึ่งวัดแห่งนี้มีเนื้อที่จำนวน 11 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา ชุมชนที่อาศัยบริเวณรอบวัดหงษ์ปทุมาวาสเดิมเป็นชุมชนชาวมอญที่ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบอาชีพ
        ด้านการเกษตรกรรมและการทำเครื่องปั้นดินเผา ปัจจุบันชาวมอญดั่งเดิมได้เสียชีวิต บางส่วนย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นบ้าง และชาวมอญรุ่นหลังๆ ได้แต่งงานกับคนไทย จนกลายเป็นคนไทยเชื้อสายรามัญในปัจจุบัน
         สิ่งที่น่าเชื่อถือว่า วัดหงษ์ปทุมาวาส เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยชนชาวมอญนั้น เพราะมีสัญลักษณ์ของชาวมอญ คือ เสาหงส์ และตัวหงส์บนยอดเสา ซึ่งหมายถึง เมืองหงสาวดี ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของชาวมอญ และเจดีย์ทรงมอญ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์จิตตะกอง
ของเมืองหงสาวดี มีวิหารหลังคาเป็นชั้นๆ มีลวดลายที่สวยงามมาก ปัจจุบันวิหารได้ถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว
  ส่วนอุโบสถได้สร้างใหม่ตามสถาปัตยกรรมของไทย มองเห็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ได้แต่ไกล ขณะที่ภายในอุโบสถก็มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย รูปหล่อหลวงปู่เฒ่า ที่ชาวบ้านในย่านนี้ต่างให้ความนับถือ และมีศาลาการเปรียญประดับด้วยไม้แกะสลักสวยงาม
และเมื่อปี พ.ศ.2538 ได้เกิดน้ำท่วมวัดหงษ์ปทุมาวาส
พื้นที่ จ.ปทุมธานีเกือบทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำประมาณ 5 เดือนเศษ ชาวจังหวัดปทุมธานีเดือดร้อนกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ช่วงนั้นพระครูปทุมวรคุณ (ณรงค์ อัคควัณโน) เจ้าอาวาสวัดหงษ์ปทุมาวาส ได้นำเศษอาหารจากการบิณฑบาตมาโปรยให้เป็นทานแก่ปลาหน้าวัด ซึ่งในขณะนั้นมีปลาเล็กปลาน้อยมาอาศัยอยู่ เช่น ปลาสังกะวาด ปลาตะเพียน ปลากระแห และยังมีปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลาสวาย ปลากราย ปลาเค้า ปลาชะโด เป็นต้น แต่ปลาจำนวนน้อยมากที่จะขึ้นมาให้เห็นเฉพาะเวลาให้อาหาร จากนั้นจำนวนปลาสวาย
ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากหลักร้อย หลักพัน จนถึงหลักหมื่นในเวลาต่อมา และมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากปลามีอาหารการกินสมบูรณ์ จึงไม่ได้อพยพย้ายไปไหน
ต่อมาทางวัดจึงได้สร้างแพเหล็กขึ้นมาเพื่อให้อาหารปลา โดยเทศบาลเมืองปทุมธานีได้เข้ามาดำเนินการก่อสร้างแพปลาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเจ้าอาวาสได้เห็นความสำคัญที่จะอนุรักษ์พันธุ์ปลาให้คงอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานีให้ช่วยคอยดูแล
พันธุ์ปลาน้ำจืดบริเวณหน้าวัด โดยจัดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร และเป็นเขตอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยทางวัดได้เข้าร่วมประกวดโครงการอนุรักษ์ปลาหน้าวัด จนได้รับโล่ชนะเลิศระดับประเทศ 4 ปีซ้อน
   ปัจจุบันแพปลาหน้าวัดหงษ์ปทุมาวาส ถือเป็นแพปลาที่มีปลามาอาศัยอยู่มากที่สุดของประเทศไทย นอกจากเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำแล้ว ยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านและใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกด้วย คือ การอนุรักษ์และสืบสานประเพณีตักบาตรพระร้อย

และประเพณีลอยกระทง โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดให้วัดหงษ์ปทุมาวาสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานีอีกด้วย
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ส่วนการเดินทางมาวัดหงษ์ปทุมาวาสนั้น
หากไม่ได้ขับรถยนต์ส่วนตัวมา ก็สามารถนั่งรถประจำทางสายรังสิต-ปทุมธานี หรือรถเมล์ร่วมบริการ สาย 33 สนามหลวง-ปทุมธานี ฯลฯ จากนั้นนั่งสามล้อถีบจากตลาดสดเทศบาลเมืองปทุมธานี ตรงบริเวณศาลากลางจังหวัดปทุมธานี (หลังเก่า) หรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็สะดวกดี แถมได้บรรยากาศชิวๆ อีกด้วย...!!!
                              นวย เมืองธน
*********************************************

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รอยยิ้มบ้านหนองสระหงส์ "นารวม" บนความพอเพียง

             ช่วงที่นั่งรถตู้จากตัวเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองสระหงส์ หมู่ที่ 6 ตำบลกำแพง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร
          ผมยังนึกภาพไม่ออกว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองสระหงส์นั้นจะมีอะไรบ้าง แต่ที่ผมคิดเองเออเองก็คงจะคล้ายๆ กับศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งอื่นๆ ที่ผมเคยไปมา ชั่วอึดใจเดียวบวกกับหลับบ้างตื่นบ้าง จนกระทั่งรถตู้ของคณะสื่อมวลชน และคณะของกรมการปกครอง ก็มาถึงบริเวณหน้าปากทางเข้าของศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้
    ภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้า คือ ชาวบ้าน นักเรียน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้มาคอยให้การต้อนรับพวกเรา ด้วยการผูกผ้าขาวม้าที่เอวให้กับผู้ที่มาเยือน
อย่างอบอุ่น ขณะที่ข้างทางเดินภายในศูนย์เรียนรู้ฯ ชาวบ้านของบ้านหนองสระหงส์ที่ตั้งกลุ่มอาชีพต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเสริมรายได้หลังฤดูการเก็บเกี่ยว เช่น กลุ่มเย็บผ้าม่าน กลุ่มเย็บเศษผ้า กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีด ฯลฯ ก็มาตั้งซุ้มจัดแสดงสินค้าอีกด้วย ซึ่งงเป็นสีสันลูกทุ่งๆ ท่ามกลางบรรยากาศแปลงนาข้าวที่ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจทีเดียวครับ
  และจากการได้พูดคุยกับคนในพื้นที่ จึงทราบว่าบ้านหนองสระหงส์ หมู่ที่ 6 เป็น 1 ใน 12 หมู่บ้านของตำบลกำแพง ห่างจาก
ที่ว่าการอำเภอเกษตรวิสัย 16 กิโลเมตร มีพื้นที่อยู่อาศัยประมาณ 130 ไร่ และพื้นที่ทำนากว่า 2.6 พันไร่ ซึ่งวิถีชีวิตของชาวบ้านยังคงมีความผูกพัน พึ่งพาอาศัยกัน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คือวัด และศาลเจ้าปู่หงษ์ทอง ที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน
   จากคำบอกเล่าของ "วิไล หงษ์ทะนี" กํานันตําบลกําแพง ผู้ที่ได้รับรางวัลกํานันผู้มีผลการปฏิบัติงานยอดเยี่ยม ประจําปี 2557 จากกระทรวงมหาดไทยว่า
อาชีพหลักของประชาชนบ้านหนองสระหงส์ คือ การทํานา และได้ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านน้อมนําแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจําวัน และยังมีระบบการบริหารจัดการชุมชน จัดเวทีประชาคมในการทำแผนชุมชน เพื่อที่จะได้รับข้อมูลของปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของคนในหมู่บ้าน
"กํานันตําบลกําแพง" บอกอีกว่า บ้านหนองสระหงส์ มีกฎระเบียบในการปฏิบัติของชุมชน เพื่อที่จะเป็นตัวปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของคนในหมู่บ้าน มีการกำหนดทิศทางและเป้าหมายในการพัฒนา
คุณภาพชิวิตของคนในหมู่บ้านอยู่เสมอ มีการส่งเสริมอาชีพต่างๆ และการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ส่งเสริมให้คนในชุมชนรู้จักออม และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีผักสวนครัวปลอดสารพิษที่ชาวบ้านปลูกผักไว้กินเองตลอดทั้งปี เพื่อลดรายจ่ายในการดำเนินชีวิต รณรงค์ให้คนในหมู่บ้านใช้ปุ๋ยชีวภาพในการทำนาและปลูกผัก จัดตั้งกลุ่มอาชีพต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเสริมรายได้หลังฤดูการเก็บเกี่ยว เช่น กลุ่มเย็บผ้าม่าน กลุ่มเย็บเศษผ้า กลุ่มปลูกผัก กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีด ฯลฯ
ส่วนการทำนารวมบนพื้นที่ 68 ไร่ เพื่อที่จะเอาเมล็ดข้าวไว้ทำเมล็ดพันธุ์ช่วยเหลือคนยากจน และเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนเกี่ยวกับการทำนา "กำนันวิไล" บอกว่า ผลจากการทำนารวม เป็นที่พอใจของชาวบ้านอย่างมาก เพราะเป็นผลประโยชน์ให้กับชุมชน ทำร่วมกันได้ประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงโรงเรียนก็ได้ประโยชน์จากแปลงนาแห่งนี้ และอีกส่วนหนึ่งการที่เป็นศูนย์เรียนรู้ก็ได้ส่งเสริมให้ลูกหลานนักเรียนของโรงเรียนบ้านหนองสระหงส์เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งมีหลักสูตรยุวเกษตร ที่นำลูกหลาน
เข้ามาศึกษาพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ในการประกอบอาชีพสมัยก่อนๆ เช่น การทำไร่ ทำนา และหากไม่ปลูกฝังเด็กๆ เยาวชนในพื้นที่ให้รู้จักรากเหง้าของคนในอดีต ก็อาจจะถูกลืมเลือนกันไป โดยทางโรงเรียนบ้านหนองสระหงส์ก็บรรจุไว้ในหลักสูตรของทางโรงเรียน ซึ่งมีที่นารวมประมาณ 3 แปลงที่เราแบ่งให้นักเรียนมาทำนา และดูแลผลประโยชน์ที่ทางโรงเรียนก็รับไปบริหารจัดการเอง และการทำนารวม ทางชุมชนก็ยอมรับว่าเป็นโครงการที่ดี 


         "บริเวณพื้นที่การทำนารวม ก็ยังมีคอกเลี้ยงหมู บ่อเลี้ยงปลาของกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งการทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพราะขี้หมูก็กลายเป็นอาหารปลา ประหยัดค่าอาหาร นอกจากนี้ บริเวณพื้นที่ว่างๆ ชาวบ้านก็เตรียมปลูกพืชผักสวนครัว ฯลฯ" กำนันวิไล บอก
  "สถาพร ศิริภักดี" รองอธิบดีกรมการปกครอง ที่นําคณะสื่อมวลชนมาดูบทบาทของกํานันตําบลกําแพง ซึ่งได้รับรางวัลกํานันผู้มีผลการปฏิบัติงานยอดเยี่ยม

ประจําปี 2557 และยังเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายปกครองในการสร้างความเข้มแข็ง สามัคคีปรองดอง สร้างอาชีพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ บอกว่า การที่พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูงานครั้งนี้ เพื่ออยากให้เห็นบุคลากรของกรมการปกครอง ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดก็คือ
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรของกรมการปกครองอีกด้วย โดยเฉพาะการได้รางวัล "กำนันแหนบทองคำ" นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีกว่า 7,000 ตำบลทั่วประเทศ ซึ่งกำนันที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม จะต้องมีผลงานในพื้นที่โดดเด่น
"รองอธิบดีกรมการปกครอง" บอกด้วยว่า ผลงานของ "กำนันตำบลกำแพง" คือ การทำนารวม ถือเป็นผลงานโดดเด่นมาก เพราะเป็นโครงการและเป็นฐานเรียนรู้ให้กับตำบลต่างๆ และจังหวัดข้างเคียงอีก
ด้วย โดยใช้หลักการร่วมกันคิดร่วมกันทำ และร่วมรับประโยชน์ และการที่จะทำให้เกิดผลงานแบบนี้ได้ คือ กำนัน ต้องเป็นผู้นำที่ดี เป็นที่เชื่อถือ สร้างความศรัทธาให้กับชาวบ้าน เป็นนักประสานประโยชน์ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มข้าราชการ ซึ่งคอยสนับสนุนช่วยเหลือ และองค์การบริหารส่วนตำบลฯ หรืออบต. ซึ่งนายกฯ อบต. กับกำนันต้องเดินไปด้วยกัน และพี่น้องประชาชนต้องร่วมมือด้วย จึงเป็นผลงานที่โดดเด่นของ "กำนันตำบลกำแพง" ที่สมควรได้รับรางวัลกำนันยอดเยี่ยม

           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การลงพื้นที่ดูงาน ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองสระหงส์นั้น นอกจากผมจะได้เห็นรอยยิ้มของเด็กนักเรียนที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำนา ปลูกข้าวแล้ว เด็กๆ หลายคนยังตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความสุขที่ได้ร่วมกันทำนาบนพื้นที่นารวมแห่งนี้ แม้เด็กๆ บางคนจะตื่นเต้นกับการที่ได้ทำนาเป็นครั้งแรกก็ตาม แต่ภาพความน่ารักของเด็กๆ และรอยยิ้มของชาวบ้านแสดงถึงความสุขที่หาได้บนความพอเพียงจริงๆ...!!!

                                                                       นวย เมืองธน
**********************************************