วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หิ้วปิ่นโตปรองดอง สมานฉันท์ชาวลำทับ

           ช่วงที่แดดร่ม ลมตก ตอนเย็นๆ วันหนึ่ง วันที่ผมได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ ลานปฏิบัติธรรมบ้านทรายขาว หมู่ที่ 1 ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ เพื่อดูงานบทบาทของฝ่ายปกครองในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพื้นที่ อ.ลำทับ จ.กระบี่
              ที่คณะผู้บริหารกรมการปกครองนำคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานที่ อ.ลำทับ แห่งนี้ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้ามีชาวบ้านทุกเพศ ทุกวัย ต่างมารวมตัวกันที่ใต้ศาลาอเนกประสงค์ของลานปฏิบัติธรรมบ้านทรายขาว ซึ่งข้างๆ กันนี้ก็มีการจัดโต๊ะสำหรับกินข้าวแถวยาวไว้หลายแถว และชาวบ้านที่ "หิ้วปิ่นโต" อาหารคาวหวานมาในวันนี้ ต่างก็นำปิ่นโตมาวางเรียงกันที่โต๊ะกินข้าวดังกล่าว กลายเป็นภาพปิ่นโตจำนวนมากที่วางเรียงรายสวยงามจริงๆ
    ส่วนภายในลานปฏิบัติธรรมบ้านทรายขาวก็มีการตั้งโต๊ะ
จัดการประชุม พบปะพูดคุยกันระหว่างนายเกริกไกร สงธานี นายอำเภอลำทับ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน ใครมีเรื่องเดือดร้อน หรือมีปัญหาใดๆ ก็นำมาบอกเล่าและมาคุยกัน สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหานั้นๆ ที่สำคัญการได้มาพบปะกันของชาวบ้านและส่วนราชการในวันนี้ ยังถือเป็นกิจกรรมโครงการเยี่ยม เยือน ยาม เย็น (4 ย.) ปรองดองสมานฉันท์ รักกัน ฉันพี่น้อง ระดับอำเภอ โดยจะเริ่มดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่เวลา 15.00-19.00 น. คือ ช่วงหลังจากประชาชนเลิกงานกันแล้ว
         ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อีกด้วยครับ
   "อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า กรมการปกครองมีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และยังมีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปนั้นเป็นความละเอียดอ่อนในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน
       โดยเน้นย้ำว่าการปรองดองนั้นต้องนำสิ่งที่ดีให้ประชาชนเข้าใจ เพราะเราต้องเข้าถึง ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมการปกครองได้เชิญสื่อมวลชนเดินทางมาในพื้นที่ อ.ลำทับ จ.กระบี่ เพราะอ.ลำทับมีแนวความคิดการทำความปรองดองสมานฉันท์เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้าน และนำชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมปรองดองสมานฉันท์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ใช่เป็นการปรองดองสมานฉันท์เรื่องการเมืองอย่างเดียว ยังมีเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่
สิ่งที่ใกล้ตัวชาวบ้าน การประกอบอาชีพ เรื่องที่ดินทำกิน และอื่นๆ
    "รองอธิบดีกรมการปกครอง" บอกด้วยว่า จากการดูงานที่บ้านทรายขาว หมู่ที่ 1 ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ ทางหัวหน้าส่วนราชการได้มีการจัดกิจกรรมโครงการ 4 ย. (เยี่ยม เยือน ยาม เย็น ) คือ ชาวบ้านจะนำปัญหาต่างๆ มาบอกเล่า สะท้อนให้ทางนายอำเภอและส่วนราชการอื่นๆ นำไปสู่การแก้ไขปัญหา จึงเห็นได้ว่าคำว่า "สมานฉันท์" ชาวบ้านได้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ช่วยกันเสนอส่วนราชการ เป็นปัญหาที่สะสมมานาน
ซึ่งเชื่อว่านโยบายของ คสช.เกี่ยวกับเรื่องความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ถือเป็นสิ่งที่นำไปสู่การแก้ไขให้กับประชาชน และการคืนความสุขให้กับประชาชนเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ในส่วนของพื้นที่ ส่วนราชการต่างๆ พลเรือน ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ร่วมกันปฏิบัติงาน และจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในการที่ทำให้ประชาชนมีความสุขได้
   "เกริกไกร สงธานี" นายอำเภอลำทับ บอกว่า โครงการ 4 ย. (เยี่ยม เยือน ยาม เย็น) มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่ 28 หมู่บ้าน
          ทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ สามัคคีของคนในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการรับฟังปัญหา เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยบูรณาการทำงานร่วมกับทุกส่วนราชการลงไปพบปะพูดคุย สร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชุมชน สร้างขวัญกำลังใจและช่วยเหลือตามสภาพปัญหากับผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
  "ส่วนการกำหนดในช่วงเวลาเย็นๆ นั้น เนื่องจากให้ประชาชนในพื้นที่เสร็จสิ้นภารกิจ
หน้าที่ ทั้งจากการงานและการเรียน และประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้สะดวก และการพบปะพูดคุย จะเป็นลักษณะแบบกันเอง รวมทั้งทุกๆ คนจะหิ้วปิ่นโตมารับประทานอาหารร่วมกันภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ซึ่งกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ทางหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะร่วมรับฟังข้อชี้แจง สภาพปัญหา แนวทางแก้ไข และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางใน
การพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม" นายอำเภอลำทับ กล่าว
     "สริพร บุญประกอบ" ชาวบ้านบ้านทรายขาว หมู่ที่ 2 ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ บอกว่า โครงการนี้จะหมุนเวียนไปทุกหมู่บ้าน ซึ่งการที่ชาวบ้าน "หิ้วปิ่นโต" นำอาหารมากินด้วยกัน ชาวบ้านก็จะได้พบปะกันไป และได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งกิจกรรมโครงการเยี่ยม เยือน ยาม เย็น (4 ย.) ถือเป็นโครงการที่ดี ซึ่งทำให้ประชาชนกับส่วนราชการของอำเภอสามารถเข้าถึงกันมากกว่าในอดีต
ที่ยังไม่มีโครงการดังกล่าว ซึ่งเมื่อก่อนชาวบ้านต่างคนต่างทำมาหากินไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่พอมีโครงการ 4 ย.เกิดขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกันมากขึ้น ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และนำมาสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกันของชาวบ้านและส่วนราชการ
    อาหารที่ชาวบ้าน "หิ้วปิ่นโต" มากินร่วมกันนั้น จะไม่มีใครรู้เลยว่าใครจะนำอาหารอะไรมาบ้าง ซึ่งเวลาเปิดปิ่นโตมาอาจจะเป็นอาหารชนิดเดียวกันก็ได้ อาทิ ไข่เจียว น้ำพริก ฯลฯ 

ซึ่งปิ่นโตที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร เจ้าของปิ่นโตจะไม่รู้เลยว่าวางอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นการกินอาหารร่วมกัน หากถามว่ารู้สึกพอใจมั๊ยสำหรับโครงการนี้ ก็รู้สึกพอใจนะ เพราะเป็นโครงการที่ดี ทำให้ชาวบ้านมีความรู้เพิ่มขึ้น รู้ข่าวสารมากขึ้น เพราะทางอำเภอเข้ามาทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงพื้นที่นั้นๆ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ มากมาย 
สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในพื้นที่อีกด้วย" สริพร กล่าว
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" คำว่า "ปิ่นโต" นอกจากเป็นภาชนะชนิดหนึ่งสำหรับบรรจุอาหาร ประกอบด้วยภาชนะรูปทรงกระบอกซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีโครงร้อยตรงส่วนหูสองข้าง หิ้วได้ มักจะมีตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป เรียกว่า "เถา" แล้ว ในอดีตผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ปิ่นโตยังเป็นภาชนะที่นิยมใช้ใส่อาหารสำหรับนักเรียนนำไปรับประทานตอนกลางวัน หรือผู้ที่ทำงานนอกบ้าน นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนยังนิยมบรรจุอาหารใส่ปิ่นโต เพื่อนำไปถวายพระในตอนเช้า หรือกลางวัน ขณะที่ปัจจุบันร้านอาหารต่างๆ มากมายก็ได้ใช้จุดขายในการ "หิ้ว
ปิ่นโต" บริการส่งอาหารถึงบ้านเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
     แต่สำหรับโครงการเยี่ยม เยือน ยาม เย็น (4 ย.) ของ "อำเภอลำทับ" ภาพที่เห็น คือ ชาวบ้าน "หิ้วปิ่นโต" มากินอาหารร่วมกัน จึงเป็นภาพที่อบอุ่น จริงใจ มีความสุข สมกับเป็นโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพื้นที่จริงๆ
              และอยากฝากขอบคุณไปถึงพี่ ป้า น้า อา เจ้าของเมนูน้ำพริก และผักต่างๆ ที่ผมได้กินในวันนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นปิ่นโตของใครบ้าง..อร่อยมากๆ เลยครับ...!!!
               นวย  เมืองธน
******************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น