วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ป้องปราบแก๊งไม้พะยูง สร้างจิตสำนึกชาวบ้าน

           "ภูฝอยลม" เป็นยอดภูเขาสูงที่มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค อ.หนองแสง จ.อุดรธานี อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 600 เมตร และเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญของจ.อุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียง มีสภาพอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี และเป็นป่าที่มีความชุ่มชื่นสูงมากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ ยังทำให้เกิดไลเคนเส้นฝอยสีเขียวปนเทาเกาะอาศัยอยู่ตามกิ่งของต้นไม้เจริญงอกงามกะจายอยู่เต็มภูเขาจนได้รับการขนานนามว่า "ภูฝอยลม" ครับ
             ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสเดินทางมากับคณะผู้บริหารกรมการปกครอง เพื่อมาศึกษาดูงานบทบาทของฝ่ายปกครองในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง ภายใน "ป่าพันดอน-ปะโค"  อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ช่วงที่ "อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่อ.หนองแสง รวมถึงคณะสื่อมวลชนแขนงต่างๆ กำลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์การลักลอบตัดไม้พะยูงอยู่นั้น
         "วัชรินทร์ สุตลาวดี" นายอำเภอหนองแสง ก็ได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบตัดไม้พะยูง ที่ "ป่าพันดอน-ปะโค"  ต.ทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี  ซึ่งทาง "นายอำเภอหนองแสง" ได้สั่งการพร้อมนำกำลังอาสารักษาดินแดง (อส.) กว่า 30 นาย ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบทันที โดยมีสื่อมวลชนจากส่วนกลางหลายสำนักติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน
      ที่สำคัญ จากการตรวจสอบภายใน "ป่าพันดอน-ปะโค" พบว่ามีการลักลอบตัดไม้พะยูงจำนวนหลายจุด บางจุดเป็นไม้ใหม่

ที่เพิ่งถูกตัดโค่น เพื่อรอการลำเลียงออกจากป่า บางจุดเป็นไม้เก่าที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายในพงหญ้า แถมยังพบว่า "แก๊งมอดไม้" ได้ทิ้งรถจักรยานยนตร์ไว้กลางป่าจำนวน 3 คัน เลื่อยมือ 2 อันและอุปกรณ์ต่างๆซึ่งคาดว่า "แก๊งมอดไม้" คงไหวตัวทัน และอาศัยความชำนาญป่าหลบหนีไปได้ไม่นานก่อนหน้าที่กำลังอส.ของฝ่ายปกครอง จะเข้าตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังพบว่า "แก๊งมอดไม้" ได้ขนไม้พะยูงที่ตัดแล้วนำมากองไว้บริเวณชายป่าซึ่งอยู่ห่างจากถนนไม่ถึง 100 เมตร คาดว่าเตรียมลำเลียงส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย


        "วัชรินทร์ สุตลาวดี" นายอำเภอหนองแสง บอกว่า พาหะนะของ "แก๊งมอดไม้" จะเป็นรถจักยานยนต์เก่าๆไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งจะแตกต่างจากรถจักยานยนต์ของชาวบ้านทั่วไปที่มาของป่า เนื่องจากชาวบ้านทั่วไปจะจอดอยู่ริมถนนโดยเปิดเผยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร แต่ถ้าเป็น"แก๊งมอดไม้" จะนำรถจักยานยนต์เข้ามาจอดในป่าลึก เพื่อซุกซ่อนไม่ให้เจ้าหน้าที่เห็น  ส่วนไม้ของกลางกว่า 20 ท่อน พร้อมรถจักยานยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ตรวจยึดได้ในวันนี้จะนำส่งพนักงานสอบสวนสภ.หนองแสง ดำเนินการหาผู้
กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะมีการตรวจเช็คหมายเลขรถจักรยานยนตร์ว่าเป็นของใคร และสอบสวนขยายผลว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาทางฝ่ายปกครองอำเภอหนองแสง ก็ทำงานประสานการข่าวกับชาวบ้านตลอด การเข้าตรวจยึด
ไม้พะยูงครั้งนี้ ก็ได้รับเบาะแสจากชาวบ้านด้วยเช่นกัน
    "ชาวบ้านเข้ามาของป่าพอเจอ "แก๊งมอดไม้" ก็โทรศัพท์บอกเรา ทำให้เรารู้ว่าเหตุเกิดที่จุดไหน แต่ส่วนหนึ่งเราต้องวางแผนแก้ไขสถานการณ์ อย่างเช่นวันหยุด เรารู้ว่าขบวนการเหล่านี้จะขึ้นมาทำงาน หรือช่วงค่ำ วันไหนฝนตก ขบวนการเหล่านี้จะขึ้นมาขนไม้ ทำไม้ เราก็อาศัยจังหวะนั้นย้อนศรเค้าขึ้นมาเลย ก็อยู่ที่การเตรียมการวางแผนเช่นกัน" นายอำเภอหนองแสง กล่าว



           "สุทธินันท์ บุญมี" รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี  บอกว่า จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 2 ล้าน 9 แสนไร่ ซึ่งอ.หนองแสง ยังมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งการนำเนินการป้องกันและปราบปรามขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูง ทางจังหวัดก็ได้สนองนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างเต็มที่ในการดูแลป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทาง "นายอำเภอหนองแสง" ถือเป็นผู้หนึ่งที่เอาจริงเอาจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการพากำลังอส.เข้าตรวจสอบแทบทุกวัน ซึ่งการจับไม้พะยูงในหลายๆครั้ง





ก็มาจากประชาชนแจ้งเบาะแส และให้ข่าวสาร และหากไม่ได้รับความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ก็จะเป็นปัญหาที่น่านักใจว่าจะสามารถรักษาป่าไม้ได้นานขนาดไหน ซึ่งทางจังหวัด โดยอำเภอหนองแสงเอง ก็พยายามสร้างขบวนการมีส่วนร่วมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของป่าไม้
   "ส่วนสาเหตุที่เจ้าหน้าที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการตัดไม้พะยูงนั้น การสร้างจิตสำนึกถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเจ้าหน้าที่มีจิตสำนึกร่วมกัน ปัญหาต่างๆ
ก็อาจจะลดน้อยลง" รองผู้ว่าฯอุดรธานี กล่าว
     "อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า ทางกรมการปกครองไม่ได้มองปัญการตัดไม้ทำลายป่าตรงปลายเหตุอย่างเดียว ซึ่งยังมองว่าจะทำอย่างไรให้หมู่บ้านชุมชนรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน โดยได้ให้ทางนายอำเภอหนองแสง บอกกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้มีจิตสำนึก รักแผ่นดิน รักทรัพยากรธรรมชาติ ที่อยู่ในพื้นที่ เมื่อประชานมีจิตสำนึกแล้ว ก็จะเป็นหู
เป็นตาให้กับทางราชการ อย่างเช่นการตรวจยึดไม้พะยูง ของอำเภอหนองแสงวันนี้ สามารถตรวจยึดไม้พะยูงได้หลายจุด เพราะได้รับข่าวจากแหล่งข่าว เพราะเขตพื้นที่ป่าสงวนฯ ป่าพันดอน-ปะโค มีพื้นที่กว้าง นับแสนๆไร่ เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถดูแลได้หมด จึงจำเป็นต้องสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านร่วมมือในการรักษาหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติด้วย
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" และจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อด.8 (หนองวัวซอ) จ.อุดรธานี
                   ผมได้เห็นไม้ของกลางต่างๆ มากมายโดยเฉพาะไม้ะพยูง ที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้และนำมาเก็บไว้ ณ ที่แห่งนี้ จึงฉุดคิดไม่ได้ว่า แม้ "ภูฝอยลม" จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ที่มีชื่อเสียงของจ.อุดรธานี แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์การลักลอบตัดไม้พะยูงในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "ภูฝอยลม" ยังถือเป็นภารกิจที่หนักอึ้งของฝ่ายปกครองอำเภอหนองแสง รวมถึงหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่ยังไม่สามารถระวางสายตาจากภารกิจการสกัดกั้นปราบปราม "แก๊งไม้พะยูง" ได้เลย...!!!
                    นวย เมืองธน
********************************************

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"พยัคฆ์ไพร" เดนตาย เสริมทัพลุยอิทธิพลงาบป่า

           หากนึกถึงเมืองแห่งสายน้ำ น้ำตก ป่าเขา ลำเนาไพร คงต้องคิดถึง "มวกเหล็ก" อำเภอหนึ่งของ จ.สระบุรี เพราะเป็นอำเภอหนึ่งที่อากาศดีมากๆ ยิ่งฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย เพราะถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขาและป่าไม้มากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยหลงเสน่ห์ของ "มวกเหล็ก" จึงดึงดูดนักเดินทางมาสัมผัสมนต์เสน่ห์สถานที่อำเภอเล็กๆ แห่งนี้กัน และอาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ จึงทำให้บรรดานายทุนและผู้ประกอบการ รวมถึงชาวบ้านบางส่วนต่างพากันเข้ามาบุกรุกทำลายป่าไม้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจับจองยึดพื้นที่กัน
               ผมหยิบยกเรื่องราวของ "มวกเหล็ก" มาเขียนถึง เพราะเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะของกรมป่าไม้ เพื่อติดตามภารกิจของ "ธีรภัทร ประยูรสิทธิ" อธิบดีกรมป่าไม้ ร่วมกับทหาร กอ.รมน. ฝ่ายปกครอง และตำรวจ สภ.มวกเหล็ก ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในเขตพื้นที่ อ.มวกเหล็ก โดยเฉพาะการลงพื้นที่ตรวจสอบรีสอร์ทที่บุกรุกป่าสงวนของ "นายธีรภัทร" ครั้งนี้ นอกจากจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินตรวจการรุกป่าสงวนใน ต.หนองย่างเสือ
อ.มวกเหล็ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ตกเป็นข่าวเกรียวกราวแล้ว ยังพบว่ามีอีกหลายจุดที่มีการบุกรุกป่าสงวนฯ
ส่วนกรณีรีสอร์ทที่ตกเป็นข่าวนั้น "อธิบดีกรมป่าไม้" บอกว่า มีการบุกรุกจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี และยังมีรีสอร์ทบริเวณ
ใกล้เคียงเข้าข่ายบุกรุกป่าสงวนฯ และอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร ซึ่งการลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกป่าครั้งนี้ ถือเป็นคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และทำงานบูรณาการร่วมกับทางภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและกวดขันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในงานการป้องกันและปราบปราม ซึ่งกรมป่าไม้จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการบุกรุกป่าสงวน จะดำเนินคดีทันที
 จากนั้น "นายธีรภัทร" ได้นำ
คณะลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณหมู่ 10 ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก พบว่ามีการบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่า โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ แถมมีอีกหลายจุดที่บุกรุกป่าค่อนข้างชัดเจน ส่วนอีกจุดบริเวณใกล้เคียงกัน พบว่ามีการบุกรุกสร้างสิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นบ้านพัก รีสอร์ทบนภูเขา เนื้อที่กว่า 5 ไร่ ซึ่งเจ้าของอ้างว่ามีโฉนด ภบท.5 ถูกต้อง แต่ขณะเดียวกันพบว่าพื้นที่รอบนอกขึ้นไปบนภูเขามีการบุกรุกป่าอีกกว่า 10 ไร่ และมีการสร้างทางเดินบริเวณดังกล่าวกว่า 5 กิโลเมตร
"พื้นที่ไหนที่มีการบุกรุกตาม 
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 กรมป่าไม้จะส่งทีมพิเศษเข้ามาร่วมสนับสนุนการตรวจสอบดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ส่วนหนึ่งกรมป่าไม้เคยตรวจสอบ และตรวจยึดไปแล้ว เนื่องจากบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ แต่อีกส่วนหนึ่งผู้ครอบครองนำเอกสารสิทธิ์มาแสดง ซึ่งขณะนี้กรมป่าไม้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และบางส่วนตรวจสอบแล้ว พบว่าอาจมีความไม่ชอบมาพากลในการออกเอกสารสิทธิ์ โดยกรมป่าไม้จะประสานไปยังกรมที่ดินอีกครั้ง" นายธีรภัทร กล่าว
 
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงเช้าวันเดียวกันก่อนหน้าที่ "อธิบดีกรมป่าไม้" จะลงพื้นที่ตรวจสอบรีสอร์ทบุกรุกป่าสงวนฯ ที่ อ.มวกเหล็กนั้น ก็มีการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่างๆ ของกรมป่าไม้ และหัวหน้าด่านป่าไม้ทั่วประเทศ ซึ่งผมก็มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ด้วย โดยนายธีรภัทร ระบุว่า จะมีการจัดตั้งชุดพยัคฆ์ไพร เพื่อสกัดการรุกป่า และติดตามตรวจสอบคดีสำคัญรายใหญ่และผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมคดีส่งให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และปปง.ตรวจสอบในเชิงลึก
...ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะได้เห็นกรมป่าไม้ปฏิบัติการเชิงรุกปกป้องผืนป่ามากกว่าที่เป็นอยู่...โดยเฉพาะ "พยัคฆ์ไพร" ของกรมป่าไม้...สังคมรอชมผลงานอยู่ครับ...!!!
                                   นวย  เมืองธน
*********************************************************

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หิ้วปิ่นโตปรองดอง สมานฉันท์ชาวลำทับ

           ช่วงที่แดดร่ม ลมตก ตอนเย็นๆ วันหนึ่ง วันที่ผมได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ ลานปฏิบัติธรรมบ้านทรายขาว หมู่ที่ 1 ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ เพื่อดูงานบทบาทของฝ่ายปกครองในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพื้นที่ อ.ลำทับ จ.กระบี่
              ที่คณะผู้บริหารกรมการปกครองนำคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานที่ อ.ลำทับ แห่งนี้ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้ามีชาวบ้านทุกเพศ ทุกวัย ต่างมารวมตัวกันที่ใต้ศาลาอเนกประสงค์ของลานปฏิบัติธรรมบ้านทรายขาว ซึ่งข้างๆ กันนี้ก็มีการจัดโต๊ะสำหรับกินข้าวแถวยาวไว้หลายแถว และชาวบ้านที่ "หิ้วปิ่นโต" อาหารคาวหวานมาในวันนี้ ต่างก็นำปิ่นโตมาวางเรียงกันที่โต๊ะกินข้าวดังกล่าว กลายเป็นภาพปิ่นโตจำนวนมากที่วางเรียงรายสวยงามจริงๆ
    ส่วนภายในลานปฏิบัติธรรมบ้านทรายขาวก็มีการตั้งโต๊ะ
จัดการประชุม พบปะพูดคุยกันระหว่างนายเกริกไกร สงธานี นายอำเภอลำทับ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน ใครมีเรื่องเดือดร้อน หรือมีปัญหาใดๆ ก็นำมาบอกเล่าและมาคุยกัน สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหานั้นๆ ที่สำคัญการได้มาพบปะกันของชาวบ้านและส่วนราชการในวันนี้ ยังถือเป็นกิจกรรมโครงการเยี่ยม เยือน ยาม เย็น (4 ย.) ปรองดองสมานฉันท์ รักกัน ฉันพี่น้อง ระดับอำเภอ โดยจะเริ่มดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่เวลา 15.00-19.00 น. คือ ช่วงหลังจากประชาชนเลิกงานกันแล้ว
         ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อีกด้วยครับ
   "อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า กรมการปกครองมีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และยังมีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปนั้นเป็นความละเอียดอ่อนในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน
       โดยเน้นย้ำว่าการปรองดองนั้นต้องนำสิ่งที่ดีให้ประชาชนเข้าใจ เพราะเราต้องเข้าถึง ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมการปกครองได้เชิญสื่อมวลชนเดินทางมาในพื้นที่ อ.ลำทับ จ.กระบี่ เพราะอ.ลำทับมีแนวความคิดการทำความปรองดองสมานฉันท์เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้าน และนำชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมปรองดองสมานฉันท์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ใช่เป็นการปรองดองสมานฉันท์เรื่องการเมืองอย่างเดียว ยังมีเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่
สิ่งที่ใกล้ตัวชาวบ้าน การประกอบอาชีพ เรื่องที่ดินทำกิน และอื่นๆ
    "รองอธิบดีกรมการปกครอง" บอกด้วยว่า จากการดูงานที่บ้านทรายขาว หมู่ที่ 1 ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ ทางหัวหน้าส่วนราชการได้มีการจัดกิจกรรมโครงการ 4 ย. (เยี่ยม เยือน ยาม เย็น ) คือ ชาวบ้านจะนำปัญหาต่างๆ มาบอกเล่า สะท้อนให้ทางนายอำเภอและส่วนราชการอื่นๆ นำไปสู่การแก้ไขปัญหา จึงเห็นได้ว่าคำว่า "สมานฉันท์" ชาวบ้านได้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ช่วยกันเสนอส่วนราชการ เป็นปัญหาที่สะสมมานาน
ซึ่งเชื่อว่านโยบายของ คสช.เกี่ยวกับเรื่องความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ถือเป็นสิ่งที่นำไปสู่การแก้ไขให้กับประชาชน และการคืนความสุขให้กับประชาชนเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ในส่วนของพื้นที่ ส่วนราชการต่างๆ พลเรือน ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ร่วมกันปฏิบัติงาน และจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในการที่ทำให้ประชาชนมีความสุขได้
   "เกริกไกร สงธานี" นายอำเภอลำทับ บอกว่า โครงการ 4 ย. (เยี่ยม เยือน ยาม เย็น) มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่ 28 หมู่บ้าน
          ทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ สามัคคีของคนในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการรับฟังปัญหา เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยบูรณาการทำงานร่วมกับทุกส่วนราชการลงไปพบปะพูดคุย สร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชุมชน สร้างขวัญกำลังใจและช่วยเหลือตามสภาพปัญหากับผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
  "ส่วนการกำหนดในช่วงเวลาเย็นๆ นั้น เนื่องจากให้ประชาชนในพื้นที่เสร็จสิ้นภารกิจ
หน้าที่ ทั้งจากการงานและการเรียน และประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้สะดวก และการพบปะพูดคุย จะเป็นลักษณะแบบกันเอง รวมทั้งทุกๆ คนจะหิ้วปิ่นโตมารับประทานอาหารร่วมกันภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ซึ่งกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ทางหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะร่วมรับฟังข้อชี้แจง สภาพปัญหา แนวทางแก้ไข และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางใน
การพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม" นายอำเภอลำทับ กล่าว
     "สริพร บุญประกอบ" ชาวบ้านบ้านทรายขาว หมู่ที่ 2 ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ บอกว่า โครงการนี้จะหมุนเวียนไปทุกหมู่บ้าน ซึ่งการที่ชาวบ้าน "หิ้วปิ่นโต" นำอาหารมากินด้วยกัน ชาวบ้านก็จะได้พบปะกันไป และได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งกิจกรรมโครงการเยี่ยม เยือน ยาม เย็น (4 ย.) ถือเป็นโครงการที่ดี ซึ่งทำให้ประชาชนกับส่วนราชการของอำเภอสามารถเข้าถึงกันมากกว่าในอดีต
ที่ยังไม่มีโครงการดังกล่าว ซึ่งเมื่อก่อนชาวบ้านต่างคนต่างทำมาหากินไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่พอมีโครงการ 4 ย.เกิดขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกันมากขึ้น ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และนำมาสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกันของชาวบ้านและส่วนราชการ
    อาหารที่ชาวบ้าน "หิ้วปิ่นโต" มากินร่วมกันนั้น จะไม่มีใครรู้เลยว่าใครจะนำอาหารอะไรมาบ้าง ซึ่งเวลาเปิดปิ่นโตมาอาจจะเป็นอาหารชนิดเดียวกันก็ได้ อาทิ ไข่เจียว น้ำพริก ฯลฯ 

ซึ่งปิ่นโตที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร เจ้าของปิ่นโตจะไม่รู้เลยว่าวางอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นการกินอาหารร่วมกัน หากถามว่ารู้สึกพอใจมั๊ยสำหรับโครงการนี้ ก็รู้สึกพอใจนะ เพราะเป็นโครงการที่ดี ทำให้ชาวบ้านมีความรู้เพิ่มขึ้น รู้ข่าวสารมากขึ้น เพราะทางอำเภอเข้ามาทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงพื้นที่นั้นๆ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ มากมาย 
สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในพื้นที่อีกด้วย" สริพร กล่าว
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" คำว่า "ปิ่นโต" นอกจากเป็นภาชนะชนิดหนึ่งสำหรับบรรจุอาหาร ประกอบด้วยภาชนะรูปทรงกระบอกซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีโครงร้อยตรงส่วนหูสองข้าง หิ้วได้ มักจะมีตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป เรียกว่า "เถา" แล้ว ในอดีตผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ปิ่นโตยังเป็นภาชนะที่นิยมใช้ใส่อาหารสำหรับนักเรียนนำไปรับประทานตอนกลางวัน หรือผู้ที่ทำงานนอกบ้าน นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนยังนิยมบรรจุอาหารใส่ปิ่นโต เพื่อนำไปถวายพระในตอนเช้า หรือกลางวัน ขณะที่ปัจจุบันร้านอาหารต่างๆ มากมายก็ได้ใช้จุดขายในการ "หิ้ว
ปิ่นโต" บริการส่งอาหารถึงบ้านเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
     แต่สำหรับโครงการเยี่ยม เยือน ยาม เย็น (4 ย.) ของ "อำเภอลำทับ" ภาพที่เห็น คือ ชาวบ้าน "หิ้วปิ่นโต" มากินอาหารร่วมกัน จึงเป็นภาพที่อบอุ่น จริงใจ มีความสุข สมกับเป็นโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพื้นที่จริงๆ
              และอยากฝากขอบคุณไปถึงพี่ ป้า น้า อา เจ้าของเมนูน้ำพริก และผักต่างๆ ที่ผมได้กินในวันนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นปิ่นโตของใครบ้าง..อร่อยมากๆ เลยครับ...!!!
               นวย  เมืองธน
******************************************

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เล่าขานบ้านทุ่งหยีเพ็ง ปรองดองสมานฉันท์

            "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" หมู่ที่ 4 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ เป็นชุมชนขนาดกลาง ตั้งอยู่บริเวณริมชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกของเกาะลันตา อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเกาะลันตาไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร แต่เดิมมีประวัติเล่าสืบต่อกันมาว่า
          "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" มีชื่อเรียกตามชื่อบุคคลที่มีชื่อว่า "โต๊ะหยีเพ็ง" ที่เดินทางมาโดยเรือจากรัฐไทรบุรี ประเทศมาเลเซีย เข้ามาตั้งรกรากสร้างครอบครัวอยู่ที่ "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" เป็นครอบครัวแรก "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" แห่งนี้ นอกจากจะมีธรรมชาติ ต้นไม้นานาพันธุ์ สัตว์น้ำมากมาย ทั้งปู ปลา รวมถึงหอยตาแดง และหอยแครง ฯลฯ มากมายแล้ว
   "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" ยังเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ อีกด้วย ที่สำคัญวิถีชีวิตของคน
ในชุมชนยังมีความรักความสามัคคี เอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยชาวชุมชน "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" ได้รวมตัวกันพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนดั้งเดิมที่เกาะลันตา นับถือศาสนาอิสลาม อาชีพหลัก คือ การทำประมงพื้นบ้าน ทำสวนยางพารา และมีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นรายได้เสริมอีกด้วยครับ
               ช่วงประมาณเกือบปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมคณะของกรมการปกครองที่นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางหลายๆ แขนง มีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์มาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวและเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านทุ่งหยีเพ็ง หมู่ที่ 4 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ นอกจากนี้ ยังเป็นการติดตามบทบาทฝ่ายปกครองในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพื้นที่ด้วย
           เมื่อคณะของเราเดินทางมาถึงศูนย์เรียนรู้ชุมชนฯ ก็พบว่าชาวบ้าน ผู้นำชุมชน รวมถึง "สุริยัน ณรงค์กูล" นายอำเภอเกาะลันตา พร้อมข้าราชการของอำเภอได้มาคอยต้อนรับพวกเราอยู่ก่อนแล้ว "อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า การนำคณะสื่อมวลชนเดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวและเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านทุ่งหยีเพ็ง เนื่องจาก "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" ถือเป็นชุมชนตัวอย่างที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความเข้มแข็งในการสร้างความสามัคคีปรองดอง
และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ คืนความสุขให้กับประชาชน ซึ่งชุมชนบ้านทุ่งหยีเพ็ง เป็นชุมชนตัวอย่างที่ชาวชุมชนยังร่วมมือกันทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมีความสุข ทั้งด้านการท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการให้ลูกหลานห่างไกลจากยาเสพติด
   "รองอธิบดีกรมการปกครอง" บอกอีกว่า สิ่งที่ชาวชุมชนบ้านทุ่งหยีเพ็งได้ร่วมกันทำนอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ

ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศแล้ว และสิ่งที่ชาวชุมชนร่วมมือกันทำ เหล่านี้ได้ถูกรายงานสะท้อนกลับไปยังกรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทย เพราะเกิดจากการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ ซึ่งแม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้ และทำให้เกิดความสุขร่วมกัน จึงถือเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับชุมชนอื่นๆ และนำไปปรับปรุงสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปอีกด้วย
            "สุริยัน ณรงค์กูล" นายอำเภอเกาะลันตา บอกว่า ทางอำเภอเกาะลันตาในฐานะฝ่ายปกครองยังได้ส่งเสริมให้มีศูนย์เรียนรู้การท่องเที่ยวชุมชนและเศรษฐกิจพอเพียง จัดทำโครงการขยายผลศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้กับ "บ้านทุ่งหยีเพ็ง"  โดยส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ วัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืน และส่งเสริมกิจกรรมของหมู่บ้าน และบทบาทของฝ่ายปกครองยังได้ส่งเสริมสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หรือโอทอปของ
"กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งหยีเพ็งร่วมใจ" ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2556 ไปสู่ตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น จากยอดขายปีละ 1 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายถึงปีละ 3 ล้านบาทอีกด้วย
      "นายอำเภอเกาะลันตา" บอกอีกว่า "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" นอกจากเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่มีความเข้มแข็ง มีความสามัคคีปรองดอง ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแล้ว ทางอำเภอยังส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การท่องเที่ยวชุมชน
และเศรษฐกิจพอเพียงฯ เนื่องจากสภาพพื้นที่ "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ อีกทั้งเป็นหมู่บ้านที่ทำการประมงและการเกษตร มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และป่าชายเลน ซึ่งสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้
   ก่อนที่คณะกรมการปกครอง และคณะสื่อมวลชน จะเดินทางไปเยี่ยมชมที่อื่นๆ ของ "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" เวลาล่วงเลยมาช่วงเที่ยงเศษๆ ได้เวลารับประทานมื้อเที่ยงกันแล้ว ภาพที่ผมเห็น คือชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันจัดเตรียมอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิด
เพื่อมารับประทานกัน รวมถึงคณะของเราก็ได้รับประทานอาหารร่วมกันกับชาวชุมชนในมื้อเที่ยงของวันนั้นด้วย โดยเฉพาะเมนูน้ำพริกกะปิ ที่นำกะปิชั้นเยี่ยมของ "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" มาทำ มีชะอมไข่ทอด และอีกสารพัดผัก เครื่องเคียงรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ แถมยังมีปลาทูแขกทอด ตัวเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก เป็นปลาท้องถิ่นแถบนี้ แต่พอทอดออกมาแล้วกรอบชนิดที่ต้องขอข้าวเพิ่มอีกจาน ซึ่งคงต้อง "กดไลค์" ให้เลยครับ
     หลังจากคณะของเราอิ่มหนำสำราญกับอาหารเลิศรส ฝีมือของชาวชุมชน "บ้านทุ่งหยีเพ็ง" 
กันแล้ว คณะของเรายังได้เดินทางต่อไปยังจุดท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่อยู่ไม่ไกลจากศูนย์เรียนรู้ฯเท่าใดนัก ซึ่งบริเวณตรงนี้ นอกจากจะมีกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในชุมชนที่หลากหลายไว้บริการนักท่องเที่ยวที่มาเยือน และสามารถเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับวิถีชีวิตชุมชนที่มีความผูกพันกับทะเล ชายหาด ป่าชายเลน ลำคลอง ภูเขา เกาะ ทะเล และกิจกรรมล่องเรือ ตกปลา ปลูกป่า รวมถึงโฮมสเตย์ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว ธรรมชาติบริเวณนี้ บอกได้เลยว่ายังสวยงาม เพราะมีป่าโกงกางที่ชาวบ้านร่วมกันปลูก ร่วมกันดูแล รวมถึงสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งปู ปลา หอยตาแดง หอยแครง ฯลฯ ผมเองยังเอากล้องไล่ถ่ายรูปบรรดาปูตัวเล็กๆ หลากสีสันที่มีอยู่ชุกชุมบริเวณนี้ ทำให้เพลิดเพลินจริงๆ ครับ 
             ส่วนกิจกรรมที่คณะเราจะไปทำกัน ก็คือการปลูกหญ้าทะเล ที่จะต้องนั่งเรือยนต์จากบริเวณจุดท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์นี้ออกไปยังบริเวณอ่าวลันตา จากนั้นก็ต้องพายเรือคายัคออกไปปลูกหญ้าทะเล เพราะเป็นช่วงน้ำลง "นราธร หงษ์ทอง" ประธานชุมชนท่องเที่ยวชุมชนบ้านทุ่งหยีเพ็ง บอกว่า การที่ชาวบ้านมีกิจกรรมร่วมกันปลูกหญ้าทะเล บริเวณอ่าวลันตานั้น ส่วนหนึ่งเพื่อให้เป็นอาหารสำหรับปลาพะยูน และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำเล็กๆ อย่างกุ้ง หอย ปู ปลาต่างๆ นอกจากนี้ กิจกรรมการปลูกหญ้าทะเล
ก็ยังเป็นโปรแกรมหนึ่งของการท่องเที่ยวชุมชนที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสและลงมือปลูกหญ้าทะเลด้วยตนเอง เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ และทำเพื่อสังคมอีกด้วย
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับกิจกรรมการปลูกหญ้าทะเล "สุริยัน ณรงค์กูล" นายอำเภอเกาะลันตา เล่าทิ้งท้ายว่า ทางอำเภอฯ ได้ส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าว เพราะถือเป็นกิจกรรมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านที่มีโอกาสร่วมกันทำความดีคืนสู่สังคม สอดคล้องกับนโยบายในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปของ คสช.และกรมการปกครอง...!!!
                       นวย เมืองธน
**********************************************