วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เล่าขานหินอำนาจบารมี

         "พระพุทธศาสนา" นอกจากจะมีพระธรรม คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังมีวัดและพระสงฆ์ ซึ่งตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน วัดและพระสงฆ์กับประชาชนมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะวัดเป็นเป็นศูนย์กลางที่รวมจิตใจของประชาชน
            ส่วนพระสงฆ์ซึ่งเป็นตัวแทนวัด ก็กลายเป็นผู้นำทางด้านจิตใจของประชาชน เป็นศูนย์รวมแห่งความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธาและความร่วมมือ เพราะวัดเป็นสถานที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา จึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมาโดยตลอด
  นอกจากนี้ วัดยังเป็นศูนย์รวมแห่งศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศิลปะต่างๆ ที่แสดงออกมาในรูปแบบของพุทธศิลป์ มีความสัมพันธ์กับความเชื่อในพระพุทธศาสนา
ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ และอีกบทบาทหนึ่งของวัดคือ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับศึกษาถึงสถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์ต่างๆ ของคนในชาติและชาวต่างชาติ ส่งผลให้วัดต่างๆ ของไทยจำนวนมากสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ต่างศาสนา เดินทางมาเที่ยวชมศิลปะความงามต่างๆ ภายในวัด ซึ่งแต่ละวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์ความสำคัญของวัด ศิลปกรรมต่างๆ และชื่อเสียงของวัดด้วย
  "วัดหงส์รัตนาราม" ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เป็นวัดหนึ่งที่ผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทำบุญสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และถือเป็นการมาที่วัดแห่งนี้ครั้งแรกของผมก็ว่าได้ ขณะที่กำลังเขียนเรื่องราวของวัดนี้อยู่นั้น ก็มีคำถามเกิดขึ้นกับตัวเองว่า อะไรที่ดลจิตดลใจให้ผมมาวัดนี้ในวันๆ นั้น เพราะจำได้ว่าวันนั้นผมนั่งรถเมล์สาย 56 จากย่านบางพลัด กทม. จุดหมายคือ แถวสำเพ็ง เยาวราช แต่พอถึงแยกโพธิ์สามต้น ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่
เห็นป้ายบอกทาง "วัดหงส์รัตนาราม" ก็เลยคิดอยากจะทำบุญ พอรถเมล์จอดป้าย ผมเดินลงรถมาดื้อๆ และก็เดินลัดเลาะมาจนกระทั่งถึงวัดในที่สุด
   ก็เลยทำให้รู้ว่านอกจาก "วัดหงส์รัตนาราม" จะเป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ที่วัดแห่งนี้ยังมีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายทีเดียว ตามประวัติบอกว่า "วัดหงส์รัตนาราม" เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดเจ๊สัวหง" ตามชื่อของเศรษฐีชาวจีนผู้สร้าง สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานนามว่า
"วัดหงส์รัตนาราม" ซึ่งในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงรับ "วัดหงส์รัตนาราม" ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงสถาปนาพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฎิ ในคราวเดียวกับที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอินทารามวรวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดบางยี่เรือนอก" แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ และต่อมาก็มีการปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมจนสำเร็จบริบูรณ์ พระอุโบสถมีพาไลแบบศิลปะรัชกาลที่ 3 ซุ้มประตูลักษณะจีนปนฝรั่ง ลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูและหน้าต่าง
ได้รับการยกย่องในฝีมือมาก
   ภายในวัดยังมี "หลวงพ่อแสน" ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ สร้างขึ้นจากสัมฤทธิ์นวโลหะ ประทับนั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอกเศษ หรือ 24 นิ้วครึ่ง หลวงพ่อแสนนับเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่อำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ปรารถนาได้นานัปการ และภายในพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมสีฝุ่นใส่กรอบกระจก เรื่องรัตนพิมพวงศ์ (ตำนานพระแก้วมรกต) เป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ภาพทั้งหมดใส่กรอบกระจก และประดับด้วยไม้แกะสลัก
อย่างสวยงามอีกด้วย
    นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปทองโบราณ เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นฝีมือประติมากรชั้นเยี่ยม เล่ากันว่า พระพุทธรูปทองโบราณเดิมนั้นองค์พระได้ถูกพอกด้วยปูนปั้น เมื่อทำการกะเทาะปูนออกจึงพบองค์พระเป็นทองเนื้อห้า โดยบริเวณฐานพระมีตัวอักษรสมัยอู่ทองจารึกอยู่ลักษณะองค์พระ ถือเป็นแบบอย่างพุทธศิลป์สมัยสุโขทัยที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง

และภายในวัดยังมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นที่เคารพสักการะและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงสร้างสมไว้ให้ลูกหลานเหลน


ไทย
       ส่วนอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ภายใน "วัดหงส์รัตนาราม" คือ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือสระน้ำมนต์ มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เมื่อสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก่อนจะกอบกู้เอกราชทรงเสด็จมาสรงน้ำสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหงส์ฯ แห่งนี้ และเมื่อมีพิธีสำคัญของแผ่นดิน หรือก่อนออกศึกสงคราม และหลังจากทำศึกก็จะทรงมาสรงน้ำในสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ทุกครั้ง
       
          ซึ่งในสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จะมีสิริมงคลตามทิศทั้งสี่ คือ ทิศตะวันออก ดีทางเมตตามหานิยม, ทิศตะวันตก ดีทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี, ทิศเหนือ ดีทางบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ, และทิศใต้ ดีทางการค้าขาย และเชื่อกันว่าหากใครได้ดื่ม หรืออาบน้ำมนต์ในสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ จะมีสิริมงคลตามทิศทั้งสี่ เนื่องจากที่กลางสระน้ำจะมีหินอาคมอยู่ หากผู้ใดที่มาอาบ กิน ก็ต้องคารวะและอธิษฐาน จะได้อำนวยผลสัมฤทธิ์ดังที่อธิษฐานไว้



           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบันบริเวณสระน้ำมนต์ได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ตัวสระถูกออกแบบให้เป็นมาตรฐาน ก่ออิฐฉาบปูนโดยรอบ บริเวณสถานที่มีความสงบร่มรื่น จึงเหมาะแก่การท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ ทุกวันนี้ประชาชนยังคงให้ความสนใจแวะเวียนมาเยี่ยมชมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งวันที่ผมมาที่วัดแห่งนี้ ก็ได้สัมผัสขอพรหินศักดิ์สิทธิ์ที่ขุดพบใต้สระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าเป็นหินที่ทรงพลังอำนาจและบารมี
 จำได้ว่าในวันนั้นขณะที่หลวงพ่อในวัดรูปหนึ่งกำลังพาคณะนายทหารของกองทัพบกที่มาทำบุญที่วัด และพาคณะเดินมาถึงตรงศาลาที่ตั้งของหินศักดิ์สิทธิ์ ผมก็อยู่แถวนั้นพอดี ได้ยินหลวงพ่อบอกกับคณะนายทหารว่า ครั้งหนึ่ง "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เคยมาลูบหินศักดิ์สิทธิ์...ที่ว่านี้ด้วย...!!! 
                       นวย เมืองธน
**********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น