วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ชิวๆย่านหัวลำโพง อร่อยอื้อ-ตำนานเพียบ

            เมืองไทยในยุคก่อนเข้าสู่ปี พ.ศ.2500 มีการบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า "ย่านหัวลำโพง" เต็มไปด้วยบรรดานักเลงหัวไม้ โดยเฉพาะตรอกสลักหิน ย่านหัวลำโพง พระนครขณะนั้น จนถึงย่านเยาวราช "จ๊อด เฮ้าดี้" และ "แดง ไบเล่"  ถือเป็นคู่หูอันตรายในยุคนั้น เพราะเติบโตขึ้นมาเป็นนักเลงระดับแถวหน้าในย่านนี้ แถมเป็นแหล่งรวมบ่อนการพนัน การค้าผู้หญิง รวมถึงยาเสพติด จนเรื่องราวของทั้ง "จ๊อด" และ "แดง" กลายเป็นตำนานในยุคนั้น ซึ่งปัจจุบันถูกพูดผ่านฟิล์มหนัง และหนังสือต่างๆ ที่ถูกเขียนถึงมากมาย ผิดบ้าง ถูกบ้าง เพราะนั่งเทียนเขียนกัน เน้นเอามันส์ๆ อย่างเดียวแค่นั้น
               ในอดีตย่านหัวลำโพง "ส้มตำหัวลำโพง" หาบละ 500 บาท ก็ถูกพูดถึงให้ได้ยินบ่อยมาก หากย้อนกลับไปช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักเที่ยว บรรดาผู้ใช้แรงงาน ที่ชอบย่ำราตรี คงจะรู้จักกันอย่างดี เพราะเป็นที่ฮือฮา บวกกับความแปลก เอ๊ะ! ส้มตำอีหยังหว่า..ถึงได้ยกหาบขายกันเลย เรื่องนี้จึงถูกกล่าวขานเรื่อยมา กลายเป็นปริศนาว่าทำไมแม่ค้าส้มตำจึงไปรวมตัวกันในย่านหัวลำโพงอย่างผิดสังเกต
แถมแม่ค้าส้มตำที่มานั่งขายส่วนใหญ่รูปร่างหน้าตาอยู่ในขั้นดี แต่งกายสวมเสื้อยืดรัดรูปเอวลอย
โชว์เนินอกหรือแผ่นหลัง ซึ่งแม่ค้าส้มตำแต่ละรายจะนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กๆ เฝ้าหาบส้มตำของตัวเอง มองหาลูกค้าที่ผ่านไปมา บางครั้งก็ใช้วิธีเรียกลูกค้าด้วยการโบกมือให้เข้าไปนั่งสั่งอาหาร เวลาลูกค้ามานั่งกินส้มตำ แม่ค้าจะพูดคุยอย่างสนิทสนม บางรายกินเสร็จก็จูงมือกันเดินออกไป
 แน่นอนครับว่า ที่เล่ามาทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือ แม่ค้าส้มตำบางรายที่แอบแฝงขายบริการทางเพศย่านหัวลำโพง แต่ก็ไม่ได้เหมารวมนะครับว่า คนที่หาบส้มตำมาขาย จะแฝงขายบริการทางเพศ
เสียทั้งหมด เพราะเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตที่เกิดขึ้นในย่านหัวลำโพง ส่วนปัจจุบันจะมี "ส้มตำหาบละ 500 บาท" เหมือนในอดีตหรือไม่นั้น ผมว่าถ้ายังพอมีเหลืออยู่ ก็คงจะเกิน 500 บาท เพราะข้าวของขึ้นราคากันหมดแล้วว่าจริงมั๊ย
   ส่วนเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่เล่าสืบต่อกันมา คือ ในอดีต "หัวลำโพง" ถือเป็นแหล่งรวมรวมบรรดามิจฉาชีพทุกรูปแบบ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่างๆ มีทั้งการหลอกลวงปลดทรัพย์ ใช้วิธีผสมยาไว้ในกาแฟกระป๋อง โดยใช้เข็มฉีดยาเจาะเข้าไปที่ก้นกระป๋อง
แล้วติดสก๊อตเทป ทำทีมาพุดคุยตีสนิทว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน จากนั้นก็ชักชวนให้ดื่มกาแฟ เหยื่อส่วนมากเดินมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาหางานทำในกรุงเทพฯ หลงเชื่อเพราะคิดว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน สลบไม่ได้สติ เพราะฤทธิ์ยา พอตื่นขึ้นมาอีกที แก๊งมิจฉาชีพก็ขโมยกระเป๋าและทรัพย์สินต่างๆ ไปแล้ว และยังมีวิธีการต่างๆ อีกมากมาย แต่พฤติกรรมต่างๆ ที่หลอกเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ จึงถูกเรียกรวมๆ กันว่า "ผีหัวลำโพง" 
    ผมหยิบเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่เกิดขึ้นใน "ย่านหัวลำโพง" 
มาเขียนถึง เพราะช่วงหนึ่งมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ชิวๆ ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือที่นิยมเรียกกันว่า สถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย และเป็นสถานีที่เก่าแก่ที่สุด สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5
ในปี พ.ศ.2453 สร้างเสร็จและเริ่มใช้งานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2459            ปัจจุบันสถานีรถไฟหัวลำโพงมีทางเชื่อมต่อที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ดูกลมกลืนกับรถไฟฟ้ามหานครหรือรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณถนนพระรามที่ 4 สำหรับการก่อสร้างสถานีกรุงเทพฯ จะก่อสร้างในลักษณะโดมสไตล์อิตาเลียนผสมกับศิลปะแบบเรอเนสซองซ์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานีรถไฟแฟรงก์เฟิร์ตในประเทศเยอรมนี ประดับด้วยหินอ่อน และเพดานมีการสลักลายนูนต่างๆ โดยมีนาฬิกาขนาดใหญ่
เส้นผ่าศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร ตั้งอยู่กลางสถานีรถไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่ง
          นอกจากนี้ ตัวสถานีแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ อาคารมุขหน้า มีลักษณะเหมือนระเบียงยาว และอาคารโถงสถานีเป็นอาคารหลังคาโค้งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก เป็นงานเลียนแบบสถาปัตยกรรมโบราณของกรีก-โรมัน จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงที่เห็นเด่นชัด คือ ช่องระบายอากาศจะประดับกระจกสีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งประดับไว้อย่างผสมผสานกลมกลืน
กับตัวอาคาร
       ส่วนบริเวณที่พักผู้โดยสารเป็นห้องโถงชั้นครึ่ง ชั้นล่างซึ่งมีที่นั่งจำนวนมาก มีร้านค้าหลากหลาย อาทิ ร้านอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ คือ ถ้าจะกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง หรือเนื้อทอด ที่เร่ขายเหมือนในอดีต คงไม่มีแล้วครับ หรืออาจจะมีก็คือนั่งรถไฟออกไปแล้ว อาจมีมาขายบนขบวนรถไฟ ราคาอาจจะไม่เหมาะสมกับคุณภาพ เพราะแพงไปนิด แต่ก็ได้บรรยากาศบนรถไฟครับ
    ในย่านหัวลำโพง หากเดินจากสถานีรถไฟหัวลำโพง 
ข้ามคลองผดุงกรุงเกษม เข้าสู่ถนนตรีมิตร เยื้องๆ กับซอยสุกร 1 จะเป็นที่ตั้งของวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร มีชื่อเดิมว่า "วัดสามจีน" ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นวิหารทานการบุญเมื่อปี พ.ศ.2482 ต่อมาพ่อค้าประชาชน คณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนนามใหม่ เป็นชื่อ "วัดไตรมิตรวิทยาราม" ซึ่งมีความหมายว่า เพื่อน 3 คนร่วมกันสร้างวัดนี้ ประกอบกับวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรม และโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยของรัฐบาลอยู่ภายในบริเวณวัด
  ที่สำคัญเป็นที่ประดิษฐาน 
"พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร" หรือ "หลวงพ่อทองคำ" แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ถูกพอกปิดด้วยปูนทั่วทั้งองค์ พุทธลักษณะภายนอกไม่งดงามหรือโดดเด่น จากหลักฐานที่ปรากฏพบว่า เคยประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโชตินาราม หรือวัดพระยาไกร มาตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่ในเวลาต่อมาวัดพระยาไกรขาดการดูแล อยู่ในสภาพรกร้าง ประกอบกับวัดสามจีนได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ จึงได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดสามจีน ซึ่งก็ใช้เวลาถึง 20 ปี
วิหารอารามต่างๆ ในวัดสามจีนจึงสร้างแล้วเสร็จ
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" น่าเสียดายช่วงที่มาย่านหัวลำโพง ผมยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำบุญที่วัดไตรมิตรฯ เพราะต้องไปตะลอนฯ ที่อื่นอีก เลยได้แค่ถ่ายรูปวัดระยะไกลๆ ไว้ดูครับ แต่สำหรับซอยสุกร 1 เยื้องกับวัดไตรมิตรฯ ซอยแห่งนี้ ถือเป็นตำนานของกินอร่อยๆ มากมายทีเดียว เพราะไหนๆ ผมต้องมาต่อรถเมล์แถวปากซอยสุกร 1 อยู่แล้ว เดินเข้ามาหาอะไรกินหน่อย ก็คงดีเหมือนกัน ก็เลยสั่งอาหาร
ประเภทจานด่วนที่ร้านเจ๊คิ้มโภชนามากินหน่อย เพราะหิวเหลือเกิน ว่ากันว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารเก่าแก่เปิดขายมานานกว่า 60 ปีแล้ว เป็นร้านตึกแถว 1 คูหา เปิดโล่ง ดูสะอาดตา อาหารก็มีให้เลือกสรรหลากหลายเมนู
    แต่ที่น่าสนใจ เห็นจะเป็นร้านกุ่ยช่ายรถเข็น "นายฮี้" มีทั้งกุ่ยช่ายไส้เผือก ไส้หน่อไม้ ไส้มันแกว ไส้ผัก เปิดขายทุกวัน ภายในซอยสุกร 1 ถนนตรีมิตร ย่านหัวลำโพง จะหยุดเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ ซึ่งวันนั้นทั้งผมและทีมงานอดใจไม่ไหวเลยต้องแวะอุดหนุนกุ่ยช่ายซื้อกลับไปกินที่บ้านกัน เพราะเค้าทำใหม่ๆ สดๆ ทุกวัน เรียกได้ว่าต้องเข้าแถวรอคิวกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะตอนที่ "เฮียฮี้" กำลังทอดกุ่ยช่ายในกระทะน้ำมันช่วงที่กลับกุ่ยช่ายไปมา...ผมขอสารภาพอย่างไม่อายเลยว่า...แหมมันชวนให้กลืนน้ำลายครั้งแล้ว...ครั้งเล่าจริงๆ...!!!
                     นวย เมืองธน
*************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น