วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เล่าขานหินอำนาจบารมี

         "พระพุทธศาสนา" นอกจากจะมีพระธรรม คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังมีวัดและพระสงฆ์ ซึ่งตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน วัดและพระสงฆ์กับประชาชนมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะวัดเป็นเป็นศูนย์กลางที่รวมจิตใจของประชาชน
            ส่วนพระสงฆ์ซึ่งเป็นตัวแทนวัด ก็กลายเป็นผู้นำทางด้านจิตใจของประชาชน เป็นศูนย์รวมแห่งความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธาและความร่วมมือ เพราะวัดเป็นสถานที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา จึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมาโดยตลอด
  นอกจากนี้ วัดยังเป็นศูนย์รวมแห่งศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศิลปะต่างๆ ที่แสดงออกมาในรูปแบบของพุทธศิลป์ มีความสัมพันธ์กับความเชื่อในพระพุทธศาสนา
ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ และอีกบทบาทหนึ่งของวัดคือ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับศึกษาถึงสถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์ต่างๆ ของคนในชาติและชาวต่างชาติ ส่งผลให้วัดต่างๆ ของไทยจำนวนมากสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ต่างศาสนา เดินทางมาเที่ยวชมศิลปะความงามต่างๆ ภายในวัด ซึ่งแต่ละวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์ความสำคัญของวัด ศิลปกรรมต่างๆ และชื่อเสียงของวัดด้วย
  "วัดหงส์รัตนาราม" ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เป็นวัดหนึ่งที่ผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทำบุญสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และถือเป็นการมาที่วัดแห่งนี้ครั้งแรกของผมก็ว่าได้ ขณะที่กำลังเขียนเรื่องราวของวัดนี้อยู่นั้น ก็มีคำถามเกิดขึ้นกับตัวเองว่า อะไรที่ดลจิตดลใจให้ผมมาวัดนี้ในวันๆ นั้น เพราะจำได้ว่าวันนั้นผมนั่งรถเมล์สาย 56 จากย่านบางพลัด กทม. จุดหมายคือ แถวสำเพ็ง เยาวราช แต่พอถึงแยกโพธิ์สามต้น ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่
เห็นป้ายบอกทาง "วัดหงส์รัตนาราม" ก็เลยคิดอยากจะทำบุญ พอรถเมล์จอดป้าย ผมเดินลงรถมาดื้อๆ และก็เดินลัดเลาะมาจนกระทั่งถึงวัดในที่สุด
   ก็เลยทำให้รู้ว่านอกจาก "วัดหงส์รัตนาราม" จะเป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ที่วัดแห่งนี้ยังมีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายทีเดียว ตามประวัติบอกว่า "วัดหงส์รัตนาราม" เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดเจ๊สัวหง" ตามชื่อของเศรษฐีชาวจีนผู้สร้าง สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานนามว่า
"วัดหงส์รัตนาราม" ซึ่งในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงรับ "วัดหงส์รัตนาราม" ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงสถาปนาพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฎิ ในคราวเดียวกับที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอินทารามวรวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดบางยี่เรือนอก" แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ และต่อมาก็มีการปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมจนสำเร็จบริบูรณ์ พระอุโบสถมีพาไลแบบศิลปะรัชกาลที่ 3 ซุ้มประตูลักษณะจีนปนฝรั่ง ลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูและหน้าต่าง
ได้รับการยกย่องในฝีมือมาก
   ภายในวัดยังมี "หลวงพ่อแสน" ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ สร้างขึ้นจากสัมฤทธิ์นวโลหะ ประทับนั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอกเศษ หรือ 24 นิ้วครึ่ง หลวงพ่อแสนนับเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่อำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ปรารถนาได้นานัปการ และภายในพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมสีฝุ่นใส่กรอบกระจก เรื่องรัตนพิมพวงศ์ (ตำนานพระแก้วมรกต) เป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ภาพทั้งหมดใส่กรอบกระจก และประดับด้วยไม้แกะสลัก
อย่างสวยงามอีกด้วย
    นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปทองโบราณ เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นฝีมือประติมากรชั้นเยี่ยม เล่ากันว่า พระพุทธรูปทองโบราณเดิมนั้นองค์พระได้ถูกพอกด้วยปูนปั้น เมื่อทำการกะเทาะปูนออกจึงพบองค์พระเป็นทองเนื้อห้า โดยบริเวณฐานพระมีตัวอักษรสมัยอู่ทองจารึกอยู่ลักษณะองค์พระ ถือเป็นแบบอย่างพุทธศิลป์สมัยสุโขทัยที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง

และภายในวัดยังมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นที่เคารพสักการะและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงสร้างสมไว้ให้ลูกหลานเหลน


ไทย
       ส่วนอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ภายใน "วัดหงส์รัตนาราม" คือ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือสระน้ำมนต์ มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เมื่อสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก่อนจะกอบกู้เอกราชทรงเสด็จมาสรงน้ำสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหงส์ฯ แห่งนี้ และเมื่อมีพิธีสำคัญของแผ่นดิน หรือก่อนออกศึกสงคราม และหลังจากทำศึกก็จะทรงมาสรงน้ำในสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ทุกครั้ง
       
          ซึ่งในสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จะมีสิริมงคลตามทิศทั้งสี่ คือ ทิศตะวันออก ดีทางเมตตามหานิยม, ทิศตะวันตก ดีทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี, ทิศเหนือ ดีทางบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ, และทิศใต้ ดีทางการค้าขาย และเชื่อกันว่าหากใครได้ดื่ม หรืออาบน้ำมนต์ในสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ จะมีสิริมงคลตามทิศทั้งสี่ เนื่องจากที่กลางสระน้ำจะมีหินอาคมอยู่ หากผู้ใดที่มาอาบ กิน ก็ต้องคารวะและอธิษฐาน จะได้อำนวยผลสัมฤทธิ์ดังที่อธิษฐานไว้



           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบันบริเวณสระน้ำมนต์ได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ตัวสระถูกออกแบบให้เป็นมาตรฐาน ก่ออิฐฉาบปูนโดยรอบ บริเวณสถานที่มีความสงบร่มรื่น จึงเหมาะแก่การท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ ทุกวันนี้ประชาชนยังคงให้ความสนใจแวะเวียนมาเยี่ยมชมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งวันที่ผมมาที่วัดแห่งนี้ ก็ได้สัมผัสขอพรหินศักดิ์สิทธิ์ที่ขุดพบใต้สระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าเป็นหินที่ทรงพลังอำนาจและบารมี
 จำได้ว่าในวันนั้นขณะที่หลวงพ่อในวัดรูปหนึ่งกำลังพาคณะนายทหารของกองทัพบกที่มาทำบุญที่วัด และพาคณะเดินมาถึงตรงศาลาที่ตั้งของหินศักดิ์สิทธิ์ ผมก็อยู่แถวนั้นพอดี ได้ยินหลวงพ่อบอกกับคณะนายทหารว่า ครั้งหนึ่ง "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เคยมาลูบหินศักดิ์สิทธิ์...ที่ว่านี้ด้วย...!!! 
                       นวย เมืองธน
**********************************************

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อีกครั้งที่เกาะสมุยข้าวผัดหมูแดงเยี่ยม

            "เกาะสมุย" จ.สุราษฎร์ธานี นอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงาม หาดทรายขาวละเอียด สะอาดบริสุทธิ์ จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ที่สำคัญ "เกาะสมุย" 
             นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกแล้ว บนเกาะสมุยแห่งนี้ ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นที่พักหลากหลายรูปแบบจำนวนมาก มีการคมนาคมที่สะดวก และยังมีสนามบินอยู่บนเกาะอีก
    ด้วยเหตุนี้ ทำให้การเดินทางมาที่ "เกาะสมุย" สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว และเติมเต็มให้เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่
ปัจจุบัน "เกาะสมุย" จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของทะเลอ่าวไทยตอนใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติหลั่งไหลมาเยี่ยมเยือนเกาะสวรรค์แห่งนี้ปีละหลายล้านคนทีเดียว
ถือได้ว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เกาะสมุย" ซึ่งทุกๆ ครั้งที่มีโอกาสมาเยือนเกาะแห่งนี้ ก็มีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป บริเวณหาดหน้าทอน และสถานที่จอดเรือเฟอร์รี่ที่เกาะสมุย ส่วนใหญ่ผู้คนที่มาเกาะสมุยจะรู้จักกันดี เพราะเป็นจุดศูนย์รวมหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร
ร้านค้าต่างๆ มีถนนเลียบชายหาด เหมาะแก่การเดินเล่น โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งด้วย
  "เกาะสมุย" แห่งนี้ ยังดาดาษมากมายไปด้วยร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและของอร่อยๆ อีกมากโขทีเดียวครับ โดยเฉพาะบริเวณหาดหน้าทอน ถือเป็นแหล่งรวมร้านอาหารอร่อยๆ หลากหลายมากมาย แถมมีชาวบ้านเปิดหน้าร้านขายอาหารทะเลสดๆ ริมถนนให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อหากันในราคาถูกอีกด้วย สำหรับการมาเยือนเกาะสมุยครั้งนี้ ช่วงมื้อเช้าก็มีโอกาสแวะเวียนมา


ที่ "ร้านปุยหยก" ตรงข้ามตลาดหน้าทอน
ถือเป็นร้านเก่าแก่ร้านหนึ่ง เป็นร้านดั้งเดิม และร้านแรกๆ บนเกาะสมุย ซึ่งเปิดกิจการกันมานานกว่า 30 ปี ร้านเป็นห้องแถวสองชั้นครึ่งไม้ ครึ่งปูน สภาพความโบราณยังมีให้เห็นอยู่ การตกแต่งภายในร้าน ความเก่าของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ยังคงบ่งบอกถึงกาลเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบันของร้านนี้ได้เป็นอย่างดีครับ
     "ร้านปุยหยก" นอกจากจะมีอาหารจานด่วนหลากหลายเมนู ทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง เส้นหมี่เหลือง ข้าวหมูกรอบ และซาลาเปาสูตรโบราณที่ขึ้นชื่อของร้านแล้ว หากมาร้านนี้แล้วไม่ลองลิ้มรสหรือสั่ง "ข้าวผัดหมูแดง" 
ก็ดูเหมือนว่าจะขาดอะไรสักอย่าง เพราะ "ข้าวผัดหมูแดง" ถือเป็นเมนูเด็ดของทางร้านก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่หากใครมา "ร้านปุยหยก" ก็จะไม่พลาดที่จะต้องสั่ง  "ข้าวผัดหมูแดง" มากินกัน เนื่องจากถูกผู้คนกล่าวขานล่ำลือกันมากถึงเมนูนี้
จนกลายเป็นเมนูหนึ่ง และเป็นจุดขายของร้านไปเลยก็ว่าได้ เพราะสังเกตจากการมานั่งในร้านนี้ มองไปรอบๆ จะเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่ง "ข้าวผัดหมูแดง" มากินเพื่อเรียกน้ำย่อยกันมากจริงๆ ผมเองก็เลยสั่ง "ข้าวผัดหมูแดง" และอีกหลายอย่างมากิน แถมยังย่องเข้าไปถึง
หลังครัวของร้าน ดูการทำข้าวผัดหมูแดงกันชนิดประชิดตัวแม่ครัวเลยก็ว่าได้ ทำให้เช้าวันนั้นผมอิ่มท้องบวกอร่อยจริงๆ...กดไลค์ให้เลยครับ
   การมาเยือน "เกาะสมุย" ครั้งนี้ เริ่มต้นก็แนะนำของกินอร่อยๆ กันเลย มาเกาะสมุยทั้งที ถ้าไม่เขียนถึง หรือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบ้าง ก็ดูเหมือนจะยังมาไม่ถึงเกาะนี้นะ "หินตาหินยาย" บริเวณหาดละไม ต.มะเร็ด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ห่างจากหาดเฉวงประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งหนึ่งที่ผมได้มาเยือนอีกครั้ง จำได้ว่าเรื่องราวของ

"หินตาหินยาย" เคยนำมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ใครมา "เกาะสมุย" ก็ต้องแวะมาถ่ายรูปชิวๆ เป็นที่ระลึกกัน
     ด้วยความแปลกของ "หินตาหินยาย" บวกกับตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา ก็เลยทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศต้องมาเยี่ยมเยือนดูความอัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ซึ่งเกิดจากน้ำทะเล สายลม และแสงแดดได้กัดเซาะหินแกรนิตจนเกิดเป็นรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายชายตั้งชี้ฟ้าอยู่
เรียกว่า "หินตา"  ส่วนหินแกรนิตขนาดมหึมา มีลักษณะเหมือนร่างของผู้หญิงตั้งแต่ช่วงเอวลงไป นอนทอดตัวลงไปในทะเล หันหน้ารับคลื่นลมที่ซัดสาดอยู่เป็นระยะเรียกว่า "หินยาย"  
   ส่วนตำนานที่มีการเล่าสืบต่อกันมาของ "หินตาหินยาย" ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วมีตายายคู่หนึ่งชื่อ "ตาเครง" และ "ยายเรียม" เป็นชาวปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จะเดินทางไปสู่ขอลูกสาวของ "ตาม่องล่าย" ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้กับลูกชายชื่อ "นายคง" โดยแล่นเรือสำเภาออกไป และมี "นายปราบ"
เพื่อนของ "นายคง" เป็นนายท้ายเรือ ขณะที่เรือแล่นมาถึงบริเวณแหลมละไม ก็เกิดพายุใหญ่ทำให้เรือล่ม จนสินสอดทองหมั้นที่ตระเตรียมมาจมน้ำหายไปจนหมด
ขณะที่ญาติสนิท มิตรสหาย ที่เดินทางร่วมกันมาก็จมน้ำเสียชีวิต จนกลายเป็นเกาะเล็ก เกาะน้อย รายรอบเกาะสมุย และอีกหลายๆ คนที่ถูกน้ำพัดไป ก็กลายเป็นหมู่เกาะอ่างทอง ส่วน "นายคง" ถูกน้ำซัดไปทางหาดเชิงมนเสียชีวิต ก็กลายเป็นเกาะกง ส่วน "นายปราบ" ตอนนั้นได้เกาะเรือสำเภาของตัวเองลอยไปทางอ่าวบ้านดอน จนเมื่อจะ
ถึงอ่าวบ้านดอน เรือสำเภาก็จมลงจนกลายเป็นเกาะนกเภา พอ "นายปราบ" เสียชีวิต ก็กลายเป็นเกาะปราบ อยู่บริเวณอ่าวบ้านดอนนั่นเอง
เรื่องเล่าตำนานครั้งนั้น คนที่รอดชีวิตอยู่ก็มีแค่ "ตาเครง" และ "ยายเรียม" ซึ่งถูกน้ำทะเลพัดเข้ามาที่หาดละไม ทั้งคู่เสียใจเป็นอย่างมากและกลัวว่า "ตาม่องล่าย" จะคิดว่าตนทั้งคู่เป็นคนไม่รักษาคำพูด จึงพากันอธิฐานขอให้เกิดเป็นสัญลักษณ์ให้ "ตาม่องล่าย" เห็นว่าพวกตนไม่ได้ผิดคำสัญญา จากนั้นก็กลั้นใจกระโดดน้ำที่หาดละไม ฆ่าตัวตาย
และกลายเป็น "หินตาหินยาย" จนถึงทุกวันนี้ครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่สำคัญ นอกจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของ "หินตาหินยาย" จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากแวะเวียนมาชมความอัศจรรย์ของหินดังกล่าวอย่างไม่ขาดสายในทุกๆ วันแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นๆ ความสวยงามของวิวพระอาทิตย์ตกอันสวยงามจากบริเวณลานหินยังนับเป็นจุดที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ลับไปหลังเนินหินได้อย่างสวยงาม
นอกจากการเดินเล่นชมบริเวณรอบๆ "หินตาหินยาย" แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินช็อปปิ้ง เลือกซื้อสินค้าที่ระลึก และของฝากนานาชนิดที่ร้านค้าบริเวณทางเข้า "หินตาหินยาย" ได้อีกด้วย โดยเฉพาะ "กาละแม" ถือเป็นของฝากขึ้นชื่อของเกาะสมุยเลยก็ว่าได้ เพราะ "กาละแม" ที่ขายอยู่บริเวณนี้อร่อยมาก ไม่ว่าจะเลือกซื้อ หรือเลือกชิมที่ร้านไหนก็อร่อยไม่แพ้กัน
              จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นนักท่องเที่ยวมักจะแวะซื้อติดมือกลับไปด้วยทุกครั้ง ส่วนของฝากประเภทผ้าบาติกและงานหัตถกรรมจากมะพร้าว ก็ถือว่าเป็นงานฝีมือ และศิลปะ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น น่าซื้อเป็นของฝากอย่างยิ่งเช่นกัน...!!!
นวย เมืองธน
*************************************

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ชิวๆย่านหัวลำโพง อร่อยอื้อ-ตำนานเพียบ

            เมืองไทยในยุคก่อนเข้าสู่ปี พ.ศ.2500 มีการบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า "ย่านหัวลำโพง" เต็มไปด้วยบรรดานักเลงหัวไม้ โดยเฉพาะตรอกสลักหิน ย่านหัวลำโพง พระนครขณะนั้น จนถึงย่านเยาวราช "จ๊อด เฮ้าดี้" และ "แดง ไบเล่"  ถือเป็นคู่หูอันตรายในยุคนั้น เพราะเติบโตขึ้นมาเป็นนักเลงระดับแถวหน้าในย่านนี้ แถมเป็นแหล่งรวมบ่อนการพนัน การค้าผู้หญิง รวมถึงยาเสพติด จนเรื่องราวของทั้ง "จ๊อด" และ "แดง" กลายเป็นตำนานในยุคนั้น ซึ่งปัจจุบันถูกพูดผ่านฟิล์มหนัง และหนังสือต่างๆ ที่ถูกเขียนถึงมากมาย ผิดบ้าง ถูกบ้าง เพราะนั่งเทียนเขียนกัน เน้นเอามันส์ๆ อย่างเดียวแค่นั้น
               ในอดีตย่านหัวลำโพง "ส้มตำหัวลำโพง" หาบละ 500 บาท ก็ถูกพูดถึงให้ได้ยินบ่อยมาก หากย้อนกลับไปช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักเที่ยว บรรดาผู้ใช้แรงงาน ที่ชอบย่ำราตรี คงจะรู้จักกันอย่างดี เพราะเป็นที่ฮือฮา บวกกับความแปลก เอ๊ะ! ส้มตำอีหยังหว่า..ถึงได้ยกหาบขายกันเลย เรื่องนี้จึงถูกกล่าวขานเรื่อยมา กลายเป็นปริศนาว่าทำไมแม่ค้าส้มตำจึงไปรวมตัวกันในย่านหัวลำโพงอย่างผิดสังเกต
แถมแม่ค้าส้มตำที่มานั่งขายส่วนใหญ่รูปร่างหน้าตาอยู่ในขั้นดี แต่งกายสวมเสื้อยืดรัดรูปเอวลอย
โชว์เนินอกหรือแผ่นหลัง ซึ่งแม่ค้าส้มตำแต่ละรายจะนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กๆ เฝ้าหาบส้มตำของตัวเอง มองหาลูกค้าที่ผ่านไปมา บางครั้งก็ใช้วิธีเรียกลูกค้าด้วยการโบกมือให้เข้าไปนั่งสั่งอาหาร เวลาลูกค้ามานั่งกินส้มตำ แม่ค้าจะพูดคุยอย่างสนิทสนม บางรายกินเสร็จก็จูงมือกันเดินออกไป
 แน่นอนครับว่า ที่เล่ามาทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือ แม่ค้าส้มตำบางรายที่แอบแฝงขายบริการทางเพศย่านหัวลำโพง แต่ก็ไม่ได้เหมารวมนะครับว่า คนที่หาบส้มตำมาขาย จะแฝงขายบริการทางเพศ
เสียทั้งหมด เพราะเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตที่เกิดขึ้นในย่านหัวลำโพง ส่วนปัจจุบันจะมี "ส้มตำหาบละ 500 บาท" เหมือนในอดีตหรือไม่นั้น ผมว่าถ้ายังพอมีเหลืออยู่ ก็คงจะเกิน 500 บาท เพราะข้าวของขึ้นราคากันหมดแล้วว่าจริงมั๊ย
   ส่วนเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่เล่าสืบต่อกันมา คือ ในอดีต "หัวลำโพง" ถือเป็นแหล่งรวมรวมบรรดามิจฉาชีพทุกรูปแบบ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่างๆ มีทั้งการหลอกลวงปลดทรัพย์ ใช้วิธีผสมยาไว้ในกาแฟกระป๋อง โดยใช้เข็มฉีดยาเจาะเข้าไปที่ก้นกระป๋อง
แล้วติดสก๊อตเทป ทำทีมาพุดคุยตีสนิทว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน จากนั้นก็ชักชวนให้ดื่มกาแฟ เหยื่อส่วนมากเดินมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาหางานทำในกรุงเทพฯ หลงเชื่อเพราะคิดว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน สลบไม่ได้สติ เพราะฤทธิ์ยา พอตื่นขึ้นมาอีกที แก๊งมิจฉาชีพก็ขโมยกระเป๋าและทรัพย์สินต่างๆ ไปแล้ว และยังมีวิธีการต่างๆ อีกมากมาย แต่พฤติกรรมต่างๆ ที่หลอกเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ จึงถูกเรียกรวมๆ กันว่า "ผีหัวลำโพง" 
    ผมหยิบเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่เกิดขึ้นใน "ย่านหัวลำโพง" 
มาเขียนถึง เพราะช่วงหนึ่งมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ชิวๆ ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือที่นิยมเรียกกันว่า สถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย และเป็นสถานีที่เก่าแก่ที่สุด สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5
ในปี พ.ศ.2453 สร้างเสร็จและเริ่มใช้งานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2459            ปัจจุบันสถานีรถไฟหัวลำโพงมีทางเชื่อมต่อที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ดูกลมกลืนกับรถไฟฟ้ามหานครหรือรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณถนนพระรามที่ 4 สำหรับการก่อสร้างสถานีกรุงเทพฯ จะก่อสร้างในลักษณะโดมสไตล์อิตาเลียนผสมกับศิลปะแบบเรอเนสซองซ์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานีรถไฟแฟรงก์เฟิร์ตในประเทศเยอรมนี ประดับด้วยหินอ่อน และเพดานมีการสลักลายนูนต่างๆ โดยมีนาฬิกาขนาดใหญ่
เส้นผ่าศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร ตั้งอยู่กลางสถานีรถไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่ง
          นอกจากนี้ ตัวสถานีแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ อาคารมุขหน้า มีลักษณะเหมือนระเบียงยาว และอาคารโถงสถานีเป็นอาคารหลังคาโค้งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก เป็นงานเลียนแบบสถาปัตยกรรมโบราณของกรีก-โรมัน จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงที่เห็นเด่นชัด คือ ช่องระบายอากาศจะประดับกระจกสีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งประดับไว้อย่างผสมผสานกลมกลืน
กับตัวอาคาร
       ส่วนบริเวณที่พักผู้โดยสารเป็นห้องโถงชั้นครึ่ง ชั้นล่างซึ่งมีที่นั่งจำนวนมาก มีร้านค้าหลากหลาย อาทิ ร้านอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ คือ ถ้าจะกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง หรือเนื้อทอด ที่เร่ขายเหมือนในอดีต คงไม่มีแล้วครับ หรืออาจจะมีก็คือนั่งรถไฟออกไปแล้ว อาจมีมาขายบนขบวนรถไฟ ราคาอาจจะไม่เหมาะสมกับคุณภาพ เพราะแพงไปนิด แต่ก็ได้บรรยากาศบนรถไฟครับ
    ในย่านหัวลำโพง หากเดินจากสถานีรถไฟหัวลำโพง 
ข้ามคลองผดุงกรุงเกษม เข้าสู่ถนนตรีมิตร เยื้องๆ กับซอยสุกร 1 จะเป็นที่ตั้งของวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร มีชื่อเดิมว่า "วัดสามจีน" ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นวิหารทานการบุญเมื่อปี พ.ศ.2482 ต่อมาพ่อค้าประชาชน คณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนนามใหม่ เป็นชื่อ "วัดไตรมิตรวิทยาราม" ซึ่งมีความหมายว่า เพื่อน 3 คนร่วมกันสร้างวัดนี้ ประกอบกับวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรม และโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยของรัฐบาลอยู่ภายในบริเวณวัด
  ที่สำคัญเป็นที่ประดิษฐาน 
"พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร" หรือ "หลวงพ่อทองคำ" แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ถูกพอกปิดด้วยปูนทั่วทั้งองค์ พุทธลักษณะภายนอกไม่งดงามหรือโดดเด่น จากหลักฐานที่ปรากฏพบว่า เคยประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโชตินาราม หรือวัดพระยาไกร มาตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่ในเวลาต่อมาวัดพระยาไกรขาดการดูแล อยู่ในสภาพรกร้าง ประกอบกับวัดสามจีนได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ จึงได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดสามจีน ซึ่งก็ใช้เวลาถึง 20 ปี
วิหารอารามต่างๆ ในวัดสามจีนจึงสร้างแล้วเสร็จ
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" น่าเสียดายช่วงที่มาย่านหัวลำโพง ผมยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำบุญที่วัดไตรมิตรฯ เพราะต้องไปตะลอนฯ ที่อื่นอีก เลยได้แค่ถ่ายรูปวัดระยะไกลๆ ไว้ดูครับ แต่สำหรับซอยสุกร 1 เยื้องกับวัดไตรมิตรฯ ซอยแห่งนี้ ถือเป็นตำนานของกินอร่อยๆ มากมายทีเดียว เพราะไหนๆ ผมต้องมาต่อรถเมล์แถวปากซอยสุกร 1 อยู่แล้ว เดินเข้ามาหาอะไรกินหน่อย ก็คงดีเหมือนกัน ก็เลยสั่งอาหาร
ประเภทจานด่วนที่ร้านเจ๊คิ้มโภชนามากินหน่อย เพราะหิวเหลือเกิน ว่ากันว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารเก่าแก่เปิดขายมานานกว่า 60 ปีแล้ว เป็นร้านตึกแถว 1 คูหา เปิดโล่ง ดูสะอาดตา อาหารก็มีให้เลือกสรรหลากหลายเมนู
    แต่ที่น่าสนใจ เห็นจะเป็นร้านกุ่ยช่ายรถเข็น "นายฮี้" มีทั้งกุ่ยช่ายไส้เผือก ไส้หน่อไม้ ไส้มันแกว ไส้ผัก เปิดขายทุกวัน ภายในซอยสุกร 1 ถนนตรีมิตร ย่านหัวลำโพง จะหยุดเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ ซึ่งวันนั้นทั้งผมและทีมงานอดใจไม่ไหวเลยต้องแวะอุดหนุนกุ่ยช่ายซื้อกลับไปกินที่บ้านกัน เพราะเค้าทำใหม่ๆ สดๆ ทุกวัน เรียกได้ว่าต้องเข้าแถวรอคิวกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะตอนที่ "เฮียฮี้" กำลังทอดกุ่ยช่ายในกระทะน้ำมันช่วงที่กลับกุ่ยช่ายไปมา...ผมขอสารภาพอย่างไม่อายเลยว่า...แหมมันชวนให้กลืนน้ำลายครั้งแล้ว...ครั้งเล่าจริงๆ...!!!
                     นวย เมืองธน
*************************************************