วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วัดร่องขุ่น พุทธศิลป์ของชาติ

             ลังเหตุแผ่นดินไหวที่ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นแผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน อาคาร สถานที่ต่างๆ ในรอบ 100 ปีสำหรับประเทศไทยแล้ว วัดชื่อดังระดับโลก อย่างวัดร่องขุ่น ที่ตั้งอยู่เขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของชาวเชียงราย ก็ได้รับความเสียจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
                นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หรืออาจารย์เฉลิมชัย ศิลปินของจังหวัดเชียงราย ผู้สร้างวัดร่องขุ่น บอกว่า พอเกิดอาฟเตอร์ช็อกหลายต่อหลายครั้ง อะไรๆ ก็พังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพอสำรวจวัดแล้วก็พบว่าเสียหายหนัก ใครหลายคนอาจจะมองแค่ว่ายอดฉัตรหัก ดูเหมือนเสียหายนิดเดียว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของโครงสร้าง แถมภาพวาดผนังซึ่งเป็นงานศิลปะทั้งหมดก็พังกองลงไปกับพื้น ซึ่งถือว่าเสียหายใหญ่หลวงเลยทีเดียว โดยเมื่อสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนทางวัดจะทำการเปิดบริเวณรอบๆ วัดให้ได้ชมกัน ส่วน
ในโบสถ์ยังไม่สามารถให้เข้าชมได้
    อาจารย์เฉลิมชัย บอกอีกว่า ในส่วนที่เสียหายหนักที่ทำตนนั้นช็อกไปเลย ก็คือภาพวาดบนผนัง คือใช้เวลาวาดเป็น 10 ปี กว่าจะร่าง กว่าจะลงสี แต่สรุปสุดท้ายทุกอย่างก็กองลงมาที่พื้น ซึ่งภาพวาดนี้เป็นจุดขายฝรั่ง เพราะภาพแต่ละภาพประมวลเรื่องราวตั้งแต่อดีตถึงโลกปัจจุบันผสมผสานเป็นศิลปะที่ลงตัว ส่วนการซ่อมแซมนั้นคงจะยากหน่อย เหมือนกับการซ่อมจิตรกรรมโบราณ เพราะต้องทำสีให้เหมือนกัน
ต้องใช้เวลา และความปราณีตเป็นอย่างมาก
        ผมหยิบยกเรื่องราวของวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นวัดพุทธ และวัดฮินดูมาเขียนถึง เพราะครั้งหนึ่งช่วงที่มาจังหวัดเชียงรายก่อนเกิดแผ่นดินไหว ก็เคยมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่วัดร่องขุนแห่งนี้ครับ "วัดร่องขุ่น" เป็นวัดที่สร้างขึ้นและออกแบบจากแรงศรัทธาของ "อาจารย์เฉลิมชัย" ตั้งแต่ พ.ศ.2540 เพื่อมุ่งสร้างงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
และประกาศความยิ่งใหญ่ต่อคนทั้งโลก เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติในนาม "White Temple" โดยระยะเวลาในการสร้างนั้นไม่มีกำหนดจนกว่าจะแล้วเสร็จ
   นอกจาก "อาจารย์เฉลิมชัย" สร้างวัดร่องขุ่นขึ้นด้วยแรงปณิธานที่มุ่งมั่นแล้ว ยังรังสรรค์งานศิลปะที่งดงามแปลกตา ผสานวัฒนะธรรมล้านนาอย่างกลมกลืน ทั้งลวดลายปูนปั้นประดับ กระจก และจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของวัดคือ พระอุโบสถถูกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวววาวเป็น
เชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานาคมีงวงงาดูแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นฝีมือภาพเขียนของ "อาจารย์เฉลิมชัย" เองด้วย
    "ผมหวังที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมให้ปรากฏเป็นงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลกมนุษย์นี้ให้ได้ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติของผมไปสู่มวลมนุษยชาติทั้งโลก" คำกล่าวของ "อาจารย์เฉลิมชัย"


        "อาจารย์เฉลิมชัย" ศิลปินของจังหวัดเชียงรายเคยบอกว่า แรงบันดาลใจในการสร้างวัดแห่งนี้อยู่ 3 ประการ คือ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงตั้งความปรารถนาที่จะถวายชีวิต ใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนเองสร้างงานพุทธศิลป์เพื่อเป็นงานประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้
และจะถวายชีวิตไปจนตายคาวัดวัดร่องขุ่น ที่สำคัญยังตั้งความหวังที่จะมอบชีวิตในวัยที่มีค่าพร้อมที่สุดของอาชีพจิตรกร ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ฝีมือจินตนาการ ให้แก่โลกไปจวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
     "ผมสร้างงานพุทธศิลป์ด้วยความศรัทธา ไม่ได้มุ่งหวังสิ่งใดๆ ตอบแทน ไม่ต้องการและไม่ชอบการทำบุญเอาหน้า วัดนี้ไม่เคยเรี่ยไรเงินด้วยกฐินผ้าป่า วัดนี้ไม่รีบร้อนสร้างเพื่อฉลองในโอกาสใดๆ ทั้งสิ้น ผมคิดเพียงอย่าง

เดียวต้องดีที่สุด สวยที่สุด สร้างจนหมดภูมิปัญญาทางโลกและทางธรรมของผม ผมสร้างวัดโดยไม่เคยเรี่ยไรเงินจากใคร ผมต้องการปัจจัยที่มาจากแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ใจของชาวพุทธที่ปรารถนาจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาและงานพุทธศิลป์ของชาติเท่านั้น ผมไม่การต้องปัจจัยจากผู้ที่หวังผลประโยชน์จากการบริจาค" "อาจารย์เฉลิมชัย" เคยกล่าวไว้
    ที่สำคัญอุโบสถวัดร่องขุ่นที่ "อาจารย์เฉลิมชัย" ได้สรรค์สร้างขึ้นมาล้วนแต่มีความหมายยิ่ง
เพราะเป็นการเนรมิตวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ เป็นวิมานบนดินที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ โบสถ์ เปรียบเหมือนบ้านของพระพุทธเจ้า สีขาว แทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกขาว หมายถึง พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล สะพาน หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ครึ่งวงกลมเล็ก หมายถึง โลกมนุษย์
            วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามารหรือพระราหู หมายถึง กิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ ผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็นการชำระจิตให้ผ่องใสก่อนที่จะเดินผ่านขึ้นไปพบกับพระราหูอยู่เบื้องซ้าย และพญามัจจุราชอยู่เบื้องขวา อสูรกลืนกัน 16 ตน บนสันของสะพาน หมายถึง อุปกิเลส 16 จากนั้นก็จะถึง กึ่งกลางสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา
สระน้ำด้านล่าง หมายถึง สีทันดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตั้งอยู่ด้วยกัน 6 ชั้นด้วยกัน ผ่านสวรรค์ 6 เดินลงไปสู่พรหม 16 ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอกรอบพระอุโบสถ ดอกที่ใหญ่สุด 4 ดอก ตรงทางขึ้นด้านข้างโบสถ์ หมายถึง ซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ ประกอบด้วย พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เป็นสงฆ์สาวกที่ควรกราบไหว้บูชา
            ครึ่งวงกลมก่อนขึ้นบันได หมายถึง โลกุตตรปัญญา บันไดทางขึ้น 3 ขั้นแทนอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ผ่านแล้วจึงขึ้นไปสู่อรูปพรหม 4 แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 4 ดอกและบานประตู 4บาน บานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยมแทนความว่าง ซึ่งหมายถึงความหลุดพ้น แล้วจึงก้าวข้ามธรีประตูเข้าสู่พุทธภูมิ ภายในประกอบด้วยภาพเขียนโทนสีทองทั้งหมด ผนัง 4 ด้าน เพดานและพื้นล้วนเป็นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมาร มุ่งเข้าสู่โลกุตตรธรรม ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ได้นำหลักการของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความว่างคือความหลุดพ้นนั่นเอง
                 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" แม้วัดร่องขุ่นแห่งนี้จะเกิดความเสียหายอย่างหนักต่อเหตุแผ่นดินไหว แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าประชาชนคนไทยยังคงต้องหาโอกาสสักครั้งเพื่อมาชมวัดร่องขุ่น ชมงานพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งในวันนั้นที่ผมมาวัดร่องขุนก็มีโอกาสมานั่งพักร้อนดื่มกาแฟที่ร้านครูศรีจันทร์กาแฟสด หน้าวัดร่องขุ่น แล้วก็ถือโอกาสเดินช้อปปิ้งร้านขายของในย่านนี้ด้วย...วันนี้โบกมือลากันไปก่อน...!!!
                        นวย เมืองธน
******************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น