วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เลี้ยงมดแดงเก็บไข่ขาย ลงทุนน้อยรายได้น่าทึ่ง

             "มดแดง" เป็นแมลง จัดอยู่ในวงศ์ Formicidac เป็นมดชนิดหนึ่ง ลำตัวเป็นสีส้ม ภาคเหนือเรียก "มดส้ม" ขนาดลำตัวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ขายาว ชอบอาศัยทำรังบนกิ่งต้นมะม่วง ลำใย เป็นส่วนใหญ่ โดยการห่อใบมะม่วงหรือใบลำใยเข้าหากัน ไข่มดแดงสีขาวขุ่นมีหลายขนาด ฟองโตที่สุดขนาดจะใหญ่กว่าพ่อ-แม่ อาหารของมดแดง ได้แก่ น้ำหวานที่เพลี้ยขับถ่ายออกมา มดเแดงเป็นแมลงที่พบในระบบนิเวศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อน
               "มดแดง" ถือเป็นมดที่คนไทยรู้จักกันทั่วไป และนำมาใช้ประโยชน์หลายๆ ด้านมานานแล้ว นอกจากการบริโภคเป็นอาหารแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในการควบคุมศัตรูพืชบางชนิด หรือใช้เป็นยาตามความเชื่อได้อีกด้วย การนำมดแดงมาเป็นอาหารหรือสร้างรายได้นั้นถือเป็นที่นิยม จึงทำให้มีการเลี้ยงมดแดงกันมากขึ้น การเลี้ยงมดแดงหรือสร้างเป็นฟาร์มมดแดง จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายไข่มดแดง พร้อมทั้งยังช่วยลดการใช้สารเคมีซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงมาก โดยมดแดงช่วยกำจัด
ศัตรูพืช ตลอดจนยังเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีอีกด้วย
จากอดีตที่ผ่านมา การเลี้ยงมดแดงยังขาดความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์จริง ทำให้ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตไข่มดแดงให้ได้ปริมาณหรือพัฒนาไปสู่ธุรกิจการค้าไข่มดแดงได้ ดังนั้น ต้องมีการสำรวจและศึกษาสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อการขยายอาณาจักรมดแดง โดยต้องทราบการเปลี่ยนแปลงจำนวนรังขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่
ความหนาแน่นรังต่อต้น การขยายของอาณาจักร เหล่านี้เป็นตัวชี้วัดปริมาณไข่มดแดงในแต่ละปี เพื่อจะนำไปสู่การเพิ่มปริมาณไข่มดแดงต่อไป ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ตามชนบทให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้
ที่สำคัญ "ไข่มดแดง" กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมนูพื้นบ้านต่างๆ ที่กำลังมาแรงจริงๆ โดยเฉพาะชาวบ้านในต่างจังหวัดนิยมนำมาปรุงอาหารต่างๆ โดยมีไข่มดแดงเป็นส่วนประกอบ อาทิ แกงผักหวานมดแดง, แกงขี้เหล็กมดแดง, ห่อหมกมดแดง, ไข่เจียวมดแดง,
ยำไข่มดแดง, แค่ชื่อเมนูต่างๆ เหล่านี้ก็แซ่บเวอร์แล้วครับ แล้วรู้ไหมว่า ไข่มดแดงยังมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมากอีกด้วย เพราะมีโปรตีนสูง
โดยในไข่มดแดง 100 กรัม หรือประมาณ 6 ช้อนกินข้าว จะให้โปรตีนสูงถึง 8.2 กรัม และไข่มดแดงยังมีไขมันและแคลอรี่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับไข่ไก่ เพราะไข่มดแดงมีไขมันเพียง 2.6 กรัม ในขณะที่ไข่ไก่มีไขมันมากถึง 11.7 กรัม ส่วนเรื่องพลังงานนั้น หากรับประทานไข่มดแดง 100 กรัม จะได้รับพลังงาน 86 กิโลแคลอรี่ ในขณะที่ไข่ไก่ให้พลังงานสูงถึง 155 กิโลแคลอรี่ เมื่อเทียบคุณค่า
ทางโภชนาการในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน
ผมหยิบยกเรื่องราวของ "มดแดง" และ "ไข่มดแดง" มาเขียนถึง เพราะในคราวที่มาดูงานโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ที่จ.พิษณุโลก กับคณะของกรมการปกครอง  ก็มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่สวนของ "บุญชู ศิดสันเทียะ" หรือ "ลุงบุญชู" ที่บ้านดงพลวง หมู่ที่ 4 ต.หนองพระ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก
"ลุงบุญชู" บอกว่า มีพื้นที่ทำสวนเกษตรผสมผสาน บนเนื้อที่ทั้งหมด 7 ไร่ แบ่งเป็น
สวนมะม่วง 5 ไร่ อีก 2 ไร่ จะเป็นสระเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่ซึ่งเหลือๆ จะปลูกพืชผักสวนครัว และปลูกพืชหมุนเวียนอีก 2 งาน พร้อมทั้งปลูกข้าวในร่องสวนมะม่วง ปลูกตะไคร้ เพื่อตัดใบขาย ต้นขายให้กับกลุ่มทำน้ำพริกแกง โดยดำเนินวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา, ไก่, หมู, เป็ด ไว้บริโภคในครัวเรือน ถ้าเหลือก็แจกจ่ายและขายในชุมชน
สำหรับสวนเกษตรผสมผสานของ "ลุงบุญชู" นอกจากจะเป็นวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการปลูกผักสวนครัว
 ไม้ผลต่างๆ มากมายแล้ว การเลี้ยงมดแดงเพื่อขายไข่ ก็ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้จากการขาย "ไข่มดแดง" ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
"ลุงบุญชู" เล่าว่า จริงๆ แล้วทีแรกเลี้ยงมดแดงเพื่อเป็นรายได้เสริมเท่านั้น แต่ตอนหลังเห็นว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดี เพราะตลาดมีความต้องการสูง เฉพาะในหมู่บ้านก็ยังไม่พอขาย ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่เพาะปลูกอย่างคุ้มค่าที่สุด ส่วนตัวก็สนใจในเรื่องไข่มดแดงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงค่อยๆ ศึกษาหาความรู้ จนกระทั่งพบว่ามดแดงชอบมาสร้างรังที่ต้นมะม่วง เนื่องจากมะม่วงมีใบขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการสร้างรังอย่างยิ่ง
ที่สำคัญ สวนเกษตรผสมผสานของตนเองก็แบ่งมา
จากสวนมะม่วงจำนวน 5 ไร่อยู่แล้ว "ลุงบุญชู" จึงคิดเลี้ยงมดแดงอย่างจริงจัง เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย โดยนำข้าวสุก หรือเศษอาหารที่กินเหลือนำมาวางไว้บริเวณโคนต้นมะม่วง และหาขวดพลาสติดที่ตัดเป็นลักษณะแก้วใส่น้ำมาวางไว้คู่กัน เมื่อต้นมะม่วงกลายเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งข้าวและน้ำกิน มดแดงก็จะไม่หนีไปไหน
พอรังไข่มดแดงเริ่มเหี่ยวแห้ง ประมาณ 2 เดือน ก็สามารถสอยไข่มดแดงได้แล้วครับ
ในวันที่ดูทีมงาน "ลุงบุญชู" สาธิตการเก็บไข่มดแดง หรือการสอยมดแดงจากต้นมะม่วง ถือเป็นวันที่ระทึก! พอสมควร เพราะนานมาแล้วที่หลายๆ คน รวมถึงตัวผมด้วย ก็ไม่เคยถูกมดแดงกัดมานานแล้ว ก่อนลงมือเก็บไข่มดแดง คนที่เก็บไข่มดแดงต้องใช้ผ้าปิดใบหน้า ใส่เสื้อแขนยาวมิดชิด ส่วนรองเท้าถ้าเป็นรองเท้าบูธก็จะดีมาก ประมาณว่าต้องสวมชุดป้องกันอย่างมิดชิด เพื่อป้องกันมดแดงกัดนั่นเอง
และถึงแม้จะโดนมดแดงกัดบ้าง แต่ถ้าเทียบกับรายได้ก็ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว เพราะราคาขายไข่มดแดงสูงถึงกิโลกรัมละ 350 บาท แถมการเก็บไข่มดแดงยังสามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี แต่ที่มากหน่อยก็จะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" แม้ไข่มดแดงจะมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่สิ่งสำคัญคือก่อนจะนำไข่มดแดงมาประกอบอาหาร ควรต้องล้างให้สะอาด ต้มหรือลวกให้สุกทุกครั้ง ไม่ควรกินแบบสุกๆ ดิบๆ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้ ส่วนวัตถุดิบที่นิยมนำมาปรุงกับไข่มดแดงมักจะเป็นผักพื้นบ้าน ก็ควรล้างทำความสะอาด เพื่อลดการปนเปื้อนจากเชื้อโรคและพยาธิ สารพิษหรือยาฆ่าแมลงเช่นเดียวกัน...ด้วยความปรารถนาดีเล็กๆ น้อยๆ วันนี้ลากันไปก่อน...!!!
นวย เมืองธน
*****************************************

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ซุปเปอร์แมกซ์ มิติใหม่คุกไทย

           "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" เกิดขึ้นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.2006 หรือปี พ.ศ.2549 สร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อใช้แยกการควบคุมกลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นภัยสูงสุดต่อความมั่นคงของเรือนจำออกจากผู้ต้องขังอื่นๆ อาทิ พวกกระทำผิดวินัยเรือนจำร้ายแรง, ทำร้ายเจ้าหน้าที่, ผู้ร้ายรายสำคัญที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมกลุ่มแก๊ง หรือกลุ่มก่อการร้าย
           "เรือนจําซุปเปอร์แมกซ์" ได้ถูกนํามาใช้เรียกกันอย่างแพร่หลายในระบบงานราชทัณฑ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการพัฒนาแนวคิดแดนห้องขังเดี่ยวที่มีขึ้นมามากกว่า 23 ปี ในเรือนจําเมเรียน มลรัฐอิลลินอย ซึ่งในแดนคุมขังเดี่ยวนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1983 โดยผลมาจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 2 คน ถูกฆาตกรรมโดยผู้ต้องขัง จึงกลายเป็นแรงจูงใจให้เห็นถึงความจําเป็นในการก่อสร้างเรือนจําประเภทใหม่ที่มีระดับความมั่นคงสูงขึ้นกว่าเดิม ทําให้เรือนจําความมั่นคงสูงหลายแห่งเกิดการปรับเปลี่ยน








เป็นแดนขังเดี่ยวและมีการก่อสร้างเรือนจําในระดับมาตรฐานซุปเปอร์แมกซ์ขึ้นมา
  จากปัญหายาเสพติดของประเทศไทยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ถูกจับเป็นรายวันและขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้น แถมมีวิธีที่ซับซ้อนและทันสมัย รวมทั้งแนวคิดที่จะมีการสร้างเรือนจำเพื่อใช้เป็นที่คุมขังผู้ค้ายาเสพติดโดยเฉพาะ แนวคิดการสร้างเรือนจำซุปเปอร์แม็กซ์ หรือเรือนจำความมั่นคงสูงสุดของกรมราชทัณฑ์ จึงถูกนำมาปัดฝุ่นครั้งแล้ว...ครั้งเล่า เรือนจำความมั่นคงสูงสุด หรือเรือนจำซุปเปอร์แมกซ์
      ปัจจุบันประเทศไทยได้นำระบบของ "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" มาใช้ในเรือนจำบางแห่งบางแล้ว คือ เป็นการจัดตั้งเขตควบคุมพิเศษขึ้นในเรือนจำ เพื่อแยกผู้ต้องขังที่มีลักษณะพิเศษยากแก่การควบคุมออกจากผู้ต้องขังทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะผู้ค้ายาเสพติดขาใหญ่ที่มักมีพฤติการณ์การสร้างอิทธิพล ทั้งทางการเงินหรือการใช้อำนาจที่มีมาแต่ในอดีต ครอบงำผู้ต้องขังอื่นๆ ให้เป็นลิ่วล้อ และเครื่องมือกระทำผิดต่างๆ
      ผมหยิบเรื่องราว "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" หรือเรือนจำ
ความมั่นคงสูงสุดมาเขียนถึง เพราะครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อคราวที่ผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชม "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" ซึ่งเป็นแดนความมั่นคงสูงสุด ภายในแดน 6 ของเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ย้ายผู้ต้องขังเข้ามาภายใน "เรือนจำซุปเปอร์แม็กซ์" แห่งนี้ แต่ปัจจุบันได้เปิดทำการเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ
     พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกว่า การพักการลงโทษเดิมจะเน้น
 การคุมขังผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำความมั่นคงสูง โดยมักจะขังจนเกือบครบกำหนดโทษ ซึ่งผิดจากหลักการจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด เพราะหากผู้ต้องขังประพฤติดีขึ้นและผ่านโปรแกรมการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ก็สมควรที่จะนำผู้ต้องขังที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลับสู่สังคมได้เร็วขึ้น
    นอกจากนี้ ยังต้องปรับเปลี่ยนวิธีจำแนกเพื่อให้เรือนจำความมั่นคงสูงใช้สำหรับคุมขังผู้ต้องขังรายพิเศษ หรือมีพฤติการณ์เป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ ไม่ใช่จำแนกตามอัตราโทษ ซึ่งทำให้มี
ผู้ต้องขังคดีฉ้อโกง แต่กระทำความผิดหลายกระทงหลุดเข้าไปเป็นผู้ต้องขังอุกฉกรรจ์ด้วย โดย "เรือนจำซูเปอร์แมกซ์" จะออกแบบระบบให้เรือนจำมีความมั่นคงสูง มีการวางระบบคัดผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด มีการติดเครื่องตัดสัญญาณ วางระบบป้องกันการสื่อสารคุมเข้มระบบควบคุมผู้ต้องขังไม่ให้มีพฤติการณ์ลักลอบติดต่อซื้อขายยาเสพติด
        อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกอีกว่า "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" เรือนจำกลางเขาบิน เป็นอาคารความมั่นคงสูง 3 หลังติดกัน ตึกกลางใช้สำหรับควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่ถูกฝึกอบรมขึ้นมาเป็นพิเศษอยู่
ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง สภาพโดยรวมอาคารแห่งนี้สามารถรองรับผู้ต้องขังได้มากกว่า 400 คน มีกล้องวงจรปิด 360 ชุด ห้องควบคุมผู้ต้องขังด้านในจะมีทั้งห้องขังธรรมดาและขังเดี่ยว ระบบการเปิดปิดประตูควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ใช้เทคโนโลยีป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องขังด้วยรั้วอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือตัดสัญญาณโทรศัพท์
      "การออกแบบแยกขังเดี่ยว ผู้ต้องขังไม่สามารถติดต่อหรือพบปะกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยควบคุมการสื่อสารระหว่างผู้ต้องขังกับเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยการสื่อสารและควบคุมผ่านวงจรปิด ประตูไฟฟ้า ไมโครโฟน ระบบการควบคุมค่อนข้างเข้มงวด เพราะเน้นการควบคุม จะไม่เน้นให้ผู้ต้องขังทำกิจกรรม" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว



          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" แม้ "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" ภายในเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ของไทย จะเทียบไม่ได้กับเรือนจำบาสทอย ที่ตั้งอยู่บนเกาะบาสทอย ประเทศนอร์เวย์ ที่ถูกกล่าวขานไปทั่วโลกว่า เป็นคุกที่สบายที่สุดสำหรับผู้ถูกคุมขัง เพราะเรือนจำดังกล่าวได้อนุญาตให้นักโทษมีสิทธิทำกิจกรรมต่างๆ ได้ภายในเรือนจำ ทั้งนอนอาบแดด เดินชมชายหาด หรือเล่นกีฬาต่างๆ รวมทั้งเทนนิส และฟุตบอล โดยไม่ต้องใส่โซ่ตรวน หรือนอนอยู่ในห้องขัง แถมยังมีค่าอาหารให้ซื้อกินเอง

สัปดาห์ละ 3 พันบาท โดยผู้ต้องขังจะได้อยู่รวมกันในกระท่อมไม้เล็กๆ หลังละไม่เกิน 6 คน ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
   ส่วนงานของผู้ต้องขัง อาทิ การทำไร่ ซ่อมรถจักรยาน และงานในโรงไม้ โดยนักโทษยังได้รับเงินค่าตอบแทนวันละ 270 บาท และได้รับเบี้ยเลี้ยงจำนวน 3,150 บาทต่อสัปดาห์ เพื่อนำไปซื้อของในซูเปอร์มาร็เก็ต ซึ่งเรือนจำแห่งนี้ถือว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับเรือนจำในยุโรปหลายประเทศ เช่น อังกฤษ หรือประเทศที่มีกฎหมายเข้มงวด ที่สำคัญทางเรือนจำบาสทอย
เชื่อว่าการปฏิบัติต่อนักโทษเหมือนเป็นคนธรรมดาจะสามารถลดปัญหานักโทษกระทำผิดซ้ำสองและต้องกลับเข้าคุกอีก
    ขณะเดียวกัน "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" ภายในเรือนจำกลางเขาบิน แม้จะได้ชื่อว่า เป็นเรือนจำความมั่นคงสูงใช้สำหรับคุมขังผู้ต้องขังรายพิเศษ หรือมีพฤติการณ์เป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ แต่ภาพที่เห็นเรือนจำแห่งนี้แล้ว มีความทันสมัย และหรูหราอย่างมาก มีการแบ่งเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับผู้ต้องขังใช้ทำกิจวัตรประจำวัน ห้องคุมขังในแต่ละชั้นจะมีประตูกั้นเป็นระยะๆ "เรือนจำซุปเปอร์แมกซ์" แห่งนี้ จึงถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของกรมราชทัณฑ์ไทย ที่พยายามต่อยอดกระบวนการคุมขังผู้ต้องโทษไปสู่ระบบสากล ทันสมัย และถือเป็นมิติใหม่ของกรมราชทัณฑ์ที่น่าสนใจ...!!!
                            นวย เมืองธน
*************************************************

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ตลาดน้ำตลิ่งชัน เสน่ห์วิถีชายคลอง

            "เขตตลิ่งชัน" ถือเป็น 1 ใน 50 เขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร จัดอยู่ในกลุ่มเขตกรุงธนเหนือ เป็นพื้นที่รอบนอกทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเรียกว่า "ฝั่งธนบุรี" สภาพโดยทั่วไปเป็นเขตอนุรักษ์ชนบท และเกษตรกรรมผสมผสาน แหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมกำลังจะลดลงไปมาก เพราะมีการสร้างพื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่การคมนาคมเพิ่มมากขึ้น
              ในอดีตเขตตลิ่งชันเดิมเป็นอำเภอเก่าแก่ อยู่ในพื้นที่การปกครองของจังหวัดธนบุรี มีชื่อว่า "อำเภอตลิ่งชัน" ตั้งที่ว่าการอยู่บริเวณคลองบางกอกน้อย ตำบลบางบำหรุ ท้องที่อำเภอบางกอกน้อย ต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่ปากคลองวัดไก่เตี้ย ริมคลองบางกอกน้อย พ.ศ.2457 จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งอยู่ที่ริมทางรถไฟสายใต้ ตำบลคลองชักพระ
      พ.ศ.2479 ตำบลคลองชักพระเป็นตำบลเดียวของอำเภอตลิ่งชันที่อยู่ในเขตเทศบาลนครธนบุรี
         แต่เนื่องจากอำเภอตลิ่งชันมีอาณาเขตกว้างขวางและมีประชากรเพิ่มขึ้น พ.ศ.2500 กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศจัดตั้งตำบลทวีวัฒนา แยกจากตำบลศาลาธรรมสพน์ ต่อมา พ.ศ.2504 ก็มีการจัดตั้งสุขาภิบาลตลิ่งชันครอบคลุมพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน รวมทั้งตั้งตำบลบางพรมขึ้นโดย พ.ศ.2512 ได้แยกพื้นที่จากตำบลบางเชือกหนัง พ.ศ.2513 มีการตั้งตำบลฉิมพลี แยกพื้นที่จากตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชันจึงแบ่งการปกครองออกเป็น
 8 ตำบล และประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2 แห่ง
    ภายหลังจากการยุบรวมจังหวัดธนบุรี และจังหวัดพระนคร เปลี่ยนฐานะเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และต่อมาเปลี่ยนเป็นกรุงเทพมหานคร ก็ได้ยุบการปกครองท้องถิ่นแบบสุขาภิบาลและเทศบาล รวมทั้งได้เปลี่ยนการเรียกตำบล และอำเภอใหม่ อำเภอตลิ่งชันจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็น "เขตตลิ่งชัน" กรุงเทพมหานคร ส่วนตำบลต่างๆ ก็เปลี่ยนฐานะเป็นแขวงตามไปด้วย จนกระทั่ง พ.ศ.2543 พื้นที่เขตทางฟากตะวันตก
ของถนนกาญจนาภิเษกได้ถูกแบ่งและจัดตั้งเป็นเขตใหม่ คือ เขตทวีวัฒนา ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตตลิ่งชันยังคงเป็นพื้นที่เกษตร ทั้งสวนผัก สวนผลไม้ แต่ขณะเดียวกันก็มีการเจริญเติบโตของธุรกิจบ้านจัดสรรเข้ามาแทนพื้นที่เกษตรอีกด้วย
    ด้วยเหตุที่ "ตลิ่งชัน" มีสภาพแวดล้อมไปด้วยพื้นที่การเกษตร สวนผัก สวนผลไม้ และคู คลอง จึงทำให้เกิดวิถีชีวิตริมน้ำ หรือคลอง ตามมาด้วยการสัญจร การค้าขาย นอกจากทางบกแล้ว ก็อาศัยทางน้ำเป็นหลักด้วย แน่นอนว่าตลาดน้ำในอดีต
ก็คือความเจริญของชุมชนในสมัยก่อน ปัจจุบัน "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" เป็นตลาดน้ำอันดับต้นๆ ของประเทศไทยสุดฮอตที่รู้จักกันทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะภาพยนตร์ต่างประเทศก็เคยมาถ่ายทำบางช่วง บางตอน ที่ย่านตลาดน้ำแห่งนี้เช่นกัน แม้ขณะนี้จะมีตลาดน้ำเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
ก็ตามที เนื่องจากวิถีชีวิตริมน้ำที่ "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" นั้น ถือได้ว่ามีความหลากหลาย และเปิดให้นักท่องเที่ยวที่รักการช้อป การชิม และการท่องเที่ยวอย่างเพลิดเพลินใจจริงๆ
             ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ตลิ่งชัน" มาเขียนถึง เพราะช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก็มีโอกาสมาได้มาเยือนที่ "ตลาดน้ำตลิ่งชัน"  ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางขุนศรี แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตลาดน้ำเก่าแก่สุดฮอตแห่งนี้

เช่นกันครับ สำหรับ "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" เป็นตลาดน้ำที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานเขตตลิ่งชันได้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ โดยบรรดาพ่อค้า แม่ค้า จะนำสินค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเภทของกินมาขาย มีทั้งตั้งขายบนแพริมน้ำ และพายเรือมาขาย ประกอบกับบรรยากาศริมคลองที่ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นพื้นที่สวนเกษตรต่างๆ จึงทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวตลาดน้ำแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ย้อนกลับไปช่วงก่อตั้ง "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" ช่วงปี พ.ศ.2530
ในสมัย คุณประชุม เจริญลาภ เป็นผู้อำนวยการเขตตลิ่งชัน ซึ่งเป็นผู้คิดริเริ่มที่จะจัดทำเป็นตลาดศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ ผลิตผลทางการเกษตร และมีแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นตลาดน้ำ เพื่อการค้าขายสินค้าต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาของชาวตลิ่งชัน อาทิ ร้านก๋วยเตี๋ยว เนื่องจากเขตตลิ่งชันนั้น
มีร้านก๋วยเตี๋ยวจำนวนมาก จึงได้มีการทำแพไม้ไผ่ขึ้นก่อน 5 แพ ในปี 2542 พัฒนามาเป็นแพเหล็ก 11 แพ ปัจจุบัน "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" มีการค้าขายสินค้าต่างๆ มากมาย แถมยังมีบริการท่องเที่ยวทางเรือไปตามสวนกล้วยไม้ สวนเพาะพันธุ์ไม้ มีการนำชมสวนผลไม้ตามฤดูกาล และมีการจัดเทศกาลงานประเพณีต่างๆ อยู่เสมอ
"ตลาดน้ำตลิ่งชัน" หรือที่คนทั่วไปคุ้นเคยเรียกกันติดปากว่า "คลองชักพระ" ภาพรวมยังคงเป็นตลาดกึ่งชนบทที่ผสมผสานวิถีชีวิตริมน้ำของชาวบ้านกับธรรมชาติเอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเมื่อไปเยือน คือภาพผู้คนต่างทำมาหากินในระดับชีวิตพอเพียง ด้วยการเก็บพืชผัก ผลไม้ จากไร่สวนมาขาย ทำให้ผลผลิตที่วางเรียงรายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาล บางคนก็แปลงกายจากแม่บ้านมาเป็นแม่ค้า พายเรือขายอาหาร  ผักสด ผลไม้ต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามฤดูกาล ความหลากหลายของอาหารที่ปรุงรสพร้อมเสิร์ฟเสร็จสรรพ ทั้งบนโป๊ะและจากเรือในคลอง โชว์ฝีมือการทำอาหาร รสเด็ด ตามสไตล์ที่ถนัด
             ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่ของหวานและอาหารรสจัด รสชาติไทยแท้แบบดั้งเดิม อาทิ ก๋วยเตี๋ยว หมูสะเต๊ะ ที่มีน้ำจิ้มรสเด็ด ขนมไทยชนิดต่างๆ ฯลฯ ส่วนด้านหน้าของสำนักงานเขตตลิ่งชันก็มีร้านอาหารและแผงลอยขายต้นไม้ประดับ ของตกแต่ง อาหารต่างๆ  มากมาย เมื่อมองดูแล้วคล้ายภาพถ่ายในอดีตที่ผู้คน ต่างทำมาหากิน ดำเนินชีวิตกันแบบพอเพียง ไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไม "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" จึงกลายเป็นตลาดน้ำใจกลางเมืองกรุงยอดฮิตติดอันต้นๆ ของเมืองไทย  เพราะตลาดน้ำแห่งนี้ยังคงรักษา
เอกลักษณ์ความเป็นตลาดน้ำที่ยังคงวิถีชีวิตความเป็นชาวสวนริมคลองที่มีอากาศบริสุทธิ์ และสวยสดงดงาม เป็นเสน่ห์อันน่าหลงใหลสำหรับผู้ที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้จริงๆ ที่สำคัญ วิถีชีวิตริมฝั่งคลอง เสมือนมนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่หลายๆ คนอยากจะมีโอกาสไปสัมผัสสักครั้ง หรือถ้าเคยมาแล้วก็อยากจะกลับมาเยือนอีกครั้ง เอาล่ะพอหาอะไรกินกันเสร็จสรรพอิ่มท้องแล้ว อยากจะพักสมองท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นั่งเรือชมบรรยากาศวิถีชีวิตริมคลองชิวๆ บริเวณริมสายน้ำคลองบางกอกน้อย คลองบางเชือก ผสมผสานความงามของวัดต่างๆ และมีบริการท่องเที่ยวทางเรืออยู่  เพราะถือเป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยว "ตลาดน้ำตลิ่งชัน"


               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับ "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" ได้เปิดบริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น การเดินทางมา "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ จากถนนจรัญสนิทวงศ์เลี้ยวเข้าแยกบางขุนนนท์ไปตามเส้นทางหลัก เมื่อถึงแยกตลิ่งชันให้เลี้ยวซ้าย ขับไปตามเส้นทางหลักเรื่อยๆ จะเห็นป้ายสำนักงานเขตตลิ่งชันอยู่ด้านหน้า และหากมาทางถนนบรมราชชนนี ผ่านสายใต้ใหม่ จะเห็น สน.ตลิ่งชันอยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าซอยนั้น และขับมาตามเส้นทางหลักเรื่อยๆ จะเห็นป้ายสำนักงานเขตตลิ่งชันอยู่ทางขวามือ มีที่จอดรถให้บริการ นอกจากนั้นยังมีรถเมล์สาย 79, 83 วิ่งผ่าน บอกกระเป๋ารถเมล์เลยว่า ถึง "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" บอกด้วยน่ะครับ รับรองไม่หลงทางแน่นอน...ตราบใดที่ผู้คนยังแสวงหาวิถีพอเพียงแบบธรรมชาติ "ตลาดน้ำตลิ่งชัน" จึงเป็นคำตอบหนึ่งที่ไม่ทำให้ผู้คนที่ชอบแนวทางนี้ผิดหวัง...!!!
นวย เมืองธน