วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

กำไลไฮเทค EM คืนคนดีสู่สังคม

             นห้วงเวลาที่ดูเหมือนนานาประเทศทั่วโลกเดินเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งประเทศไทยเองก็โดนหางเลขกับเค้าด้วย เพราะดูเหมือนเศรษฐกิจบ้านเรา กำลังคืบคลาน หรือคลานเรียบร้อยแล้ว สำหรับยุค "ข้าวยาก หมากแพง" ส่วนจะเป็นผลพวงจากพิษเศรษฐกิจโลก หรือการเมืองวุ่นๆ ของไทยพ่นพิษ เราคงไม่ต้องพูดถึงให้ปวดหัวกัน
               เอาเป็นว่าหลายๆ ประเทศทั่วโลกกำลังหาวิธีลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้กระทำความผิดสถานเบาที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน อาทิ การเมาแล้วขับ จนถึงลักเล็กขโมยน้อย ด้วยการกักกันบริเวณให้อยู่แค่บ้านของตัวเอง โดยเฉพาะการให้ผู้ต้องโทษสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring : EM ) ไว้ที่ข้อเท้าตลอดเวลา และมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมผ่านทางสัญญาณที่อุปกรณ์ดังกล่าวส่งกลับมาที่ศูนย์บัญชาการนั่นเอง
           ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ของประเทศฟินแลนด์เคยทดลองคุมขังผู้ต้องโทษด้วยวิธีสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ข้อเท้าด้วยเช่นกัน และมีข้อมูลว่าระบบนี้ผู้ต้องโทษที่มีหน้าที่ออกไปทำงานรับใช้สังคมเป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยังสามารถไปทำธุระ ไปทำงาน ไปเรียน ได้ตามปกติ หรือแม้แต่การไปเข้าซาวน่าได้อีกด้วย แต่หากออกนอกบริเวณที่ตกลงกันไว้ โดยไม่ขออนุญาตล่วงหน้าเมื่อไหร่ ก็จะถูกย้ายจากเรือนจำเสมือนไปอยู่เรือนจำจริงๆ ทันที โดยกรมราชทัณฑ์ของฟินแลนด์เริ่มนำระบบดังกล่าวมาใช้จริงในปี 2014
หรือปี 2557 และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลนักโทษไปได้มากกว่าครึ่ง
   โดยก่อนหน้านี้เรือนจำของฟินแลนด์มีค่าใช้จ่ายต่อหัวในการดูแลนักโทษวันละ 200 ยูโร หรือ 8,600 บาท ในขณะที่ระบบควบคุมผ่านกำไลข้อเท้านั้นใช้งบประมาณเพียง 60 ยูโร หรือ 2,500 บาท ต่อคนเท่านั้นเอง และที่น่าสนใจเห็นจะเป็นสถิติที่ระบุว่าผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังในบ้านตัวเองนี้ มีแนวโน้มในการกระทำผิดซ้ำน้อยกว่าผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังในเรือนจำนั่นเอง ที่สำคัญกำไลข้อเท้าดังกล่าวสามารถกันน้ำได้ที่ความลึกมากกว่า 3 เมตร 
จึงหมดปัญหาแน่นอนแม้บ้านของผู้ต้องขังจะเกิดน้ำท่วมก็ตาม
      ผมหยิบยกเรื่องราว "กำไลอิเล็กทรอนิกส์ข้อเท้าคุมขังผู้ต้องโทษ" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการติดตามด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม บริเวณ ชั้น 1 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (ศูนย์ราชการอาคาร A) โดยมี น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พาเยี่ยมชมเมื่อช่วงกลางๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา

                 น.ส.รื่นวดี บอกว่า กรมคุมประพฤติได้รณรงค์และแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในคดีเมาแล้วขับมาโดยตลอด ภายใต้โครงการ "ดื่มแล้วขับ ถูกจับคุมประพฤติ" ปรากฏว่า การรณรงค์และแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีสถิติการกระทำผิดซ้ำลดลง ดังนี้ ปี 2553 กระทำผิดซ้ำ จำนวน 1,040 ราย จาก 42,113 ราย ลดลงคิดเป็นร้อยละ 2.46, ปี 2554 กระทำผิดซ้ำ 935 ราย จาก 44,070 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.12, ปี 2555 กระทำผิดซ้ำ 559 ราย จาก 43,628 ราย
 คิดเป็นร้อยละ 1.28  และในปี 2556 กระทำผิดซ้ำ 105 ราย จาก 41,165ราย คิดเป็นร้อยละ0.25
  อธิบดีกรมคุมประพฤติ บอกอีกว่า ในฐานะที่กรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล
           และในปี 2557 กรมคุมประพฤติได้ริเริ่มในการนำมาตรการการใช้เครื่องมือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับ โดยนายสุรจิตร ศรีบุญมา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครเหนือ ได้มีคำสั่งให้ผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์แทนการทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน และห้ามออกจากที่พัก ตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 นาฬิกา
                ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือศาลแขวงพระนครเหนือเป็นศาลแห่งแรกที่ได้มีการสั่งให้มีการติดเครื่อง EM กับผู้ถูกคุมความประพฤติ ขณะนี้ศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคำสั่งให้ผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์แล้วจำนวน 20 ราย นอกจากนี้ ทางศาลแขวงดุสิตได้เริ่มให้มีการใช้เครื่องมือ EM กับผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2557ด้วย นับเป็นการนำเรื่องการบังคับใช้ทางกฎหมายมาเป็นมาตรการเชิงรุกในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง
เทศกาลต่างๆ
   "ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2557 ที่ผ่านมา ทางศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้เห็นความสำคัญของมาตรการบังคับใช้กฎหมายด้วยการนำนวัตกรรมด้านการนำเครื่องมือ EM มาใช้กับผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับ และเห็นสมควรให้สื่อมวลชนมีการประโคมข่าวการบังคับกฎหมายในเรื่องนี้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น" อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าว
               ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2557 ศาลแขวงสมุทรปราการ กรมคุมประพฤติ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จัดการประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำเครื่องมือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM มาใช้กับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะมิจฉาชีพที่เข้ามาหาผลประโยชน์ ก่ออาชญากรรม หลอกลวง ฉ้อโกง อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือสร้างความเสียหายแก่นักท่องเที่ยวภายในบริเวณท่าอากาศสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อาทิ
กรณีไกด์ผี หรือแท็กซี่เถื่อน เป็นต้น โดยผู้กระทำผิดส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำ ฝ่าฝืนคำสั่งศาล และเข้าไปกระทำผิดในเขตที่ห้ามเข้า
           ที่ผ่านมาศาลแขวงสมุทรปราการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นภายในเขตท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และคดีส่วนใหญ่จะเป็นคดีลักทรัพย์ บุกรุก หลอกลวง

ฉ้อโกงนักท่องเที่ยว โดยผู้กระทำความผิดบางรายทำตัวเป็นไกด์ผี หรือแท็กซี่เถื่อน เข้ามากระทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยศาลได้มีคำพิพากษาอย่างเด็ดขาดแก่ผู้กระทำความผิด แต่ภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษและห้ามไม่ให้เข้าไปในเขตกำหนด คือพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว แต่ผู้กระทำผิดยังคงฝ่าฝืน กระทำความผิดซ้ำซาก โดยที่ไม่มีมาตรการใดตรวจสอบได้เลย ด้วยเหตุนี้ การนำกำไลอิเล็กทรอนิกส์มาควบคุมผู้กระทำความผิดไม่ให้ฝ่าฝืนคำสั่งศาลเพื่อไปกระทำความผิดซ้ำ จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศและชาวไทยอย่างดีในระดับหนึ่งด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากที่ศาลอนุญาตให้ใช้กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์แทนการคุมขัง โดยผู้ถูกคุมประพฤติจะต้องใส่กำไลข้อเท้าติดตัวตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง และมีอุปกรณ์เครื่องรับสัญญาณติดตั้งไว้ที่บ้านด้วย หากผู้ถูกคุมประพฤติสามารถกำหนดพื้นที่ต้องห้ามไม่ให้เข้าไปได้ และหากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไข เช่น ออกนอกเขตพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่ซึ่งถูกกำหนดไว้ รวมถึงการทำลายอุปกรณ์ จะมีสัญญาณแจ้งเตือนไปยังศูนย์ควบคุมการติดตามด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่
ทราบทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่จะแจ้งเตือนไปยังผู้ถูกคุมประพฤติด้วยระบบโทรศัพท์มือถือ หรืออีเมลล์ เพื่อสอบถามเหตุผล และบันทึกเป็นรายงานไว้ กรณีทำผิดเงื่อนไข เมื่อถูกบันทึกเป็นรายงานเสนอต่อศาล ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะพิจารณาให้ใช้กำไลข้อเท้าต่อไปหรือไม่ ส่วนกรณีผู้ถูกคุมประพฤติเข้าเขตพื้นที่สนามบินในระยะ 300 เมตร ระบบจะแจ้งเตือนไปยังศูนย์ควบคุมกลางที่กรมคุมประพฤติด้วยเช่นกัน
            ที่สำคัญ การนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ นอกจากเป็นการรองรับมาตรการทางเลือกแทนการจำคุกเพื่อบรรเทาปัญหาความแออัดในเรือนจำแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้สังคม โดยช่วยให้พนักงานคุมประพฤติสามารถตรวจสอบการฝ่าฝืนเงื่อนไขของผู้กระทำผิดลดความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ และเพิ่มโอกาสในการติดตามตัวผู้กระทำผิดอีกด้วย...!!!
                        นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น