วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

ครบรอบ 13 ปี ศาลปกครอง เปิดแผนกคดีบริหารงานบุคคล

             จากคำบอกเล่าของ "หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล" ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวในโอกาสครบรอบ 13 ปี ศาลปกครองว่า ตั้งแต่เปิดทำการศาลปกครองมาจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.56 พบว่ามีคดีที่รับเข้าสู่การพิจารณาทั้งหมดจำนวน 94,920 คดี พิจารณาแล้วเสร็จจำนวน 74,000 คดี คิดเป็น 77.96% ของจำนวนคดีรับเข้าพิจารณาทั้งหมด ส่วนประเภทเรื่องที่ฟ้องต่อศาลปกครอง พบว่า 23% เป็นคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล วินัยฯ รองลงมาเป็นคดีเกี่ยวกับอาคาร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดเป็น 17.71% และคดีเกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ละเมิด คิดเป็น 17.64%
           ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 13 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มี.ค.57 โดยภายในงานแถลงของศาลปกครองดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อย่างคับคั่ง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ เห็นจะเป็นการที่ศาลปกครองประกาศเปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นทุกแห่ง เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมานั้น มีข้าราชการกรม กอง กระทรวงต่างๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการโยกย้ายตำแหน่งต่างๆ มากมาย จนกระทั่งต้องมาฟ้องร้องกันที่ศาลปกครอง
             "หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล" ประธานศาลปกครองสูงสุด บอกเล่า เหตุผลความเป็นมาในการจัดตั้งแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองว่า บรรดาคดีหรือข้อพิพาทที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ที่มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ คดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการสรรหา, การบรรจุ, การแต่งตั้ง, การเลื่อนตำแหน่ง, การโอน, การย้าย, การพัฒนา, การลงโทษทางวินัย, การออกจากราชการ, การอุทธรณ์, การร้องทุกข์ และคำสั่งเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ, การฟ้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งดังกล่าวข้างต้น, การฟ้องขอให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด, การขอให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้า, และการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาจ้างปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น
               จากสถิติของคดีที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดทำการวันที่ 9 มี.ค.54  ถึงวันที่ 31 ธ.ค.56 มีคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเป็นคดีที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาพิพากษาเป็นอันดับ 1 โดยมีปริมาณคดีคิดเป็นร้อยละ 23.10 ของคดีที่รับไว้พิจารณาทั้งหมดทุกประเภทคดี และในส่วนของคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลนั้น คดีเกี่ยวกับการสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การย้าย การเลื่อนตำแหน่งมีปริมาณคดีคิดเป็นร้อยละ 49.48 ของคดีบริหารงานบุคคลทั้งหมด คดีเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษทางวินัยมีปริมาณคดีคิดเป็นร้อยละ 27.55 ของคดีบริหารงานบุคคลทั้งหมด
             "นายหัสวุฒิ" กล่าวว่า ส่วนคดีเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ และคดีบริหารงานบุคคลประเภทอื่น ซึ่งจากปริมาณคดีบริหารงานบุคคลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าในการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐยังมีปัญหาในทางการบริหาร การใช้อำนาจ การใช้ดุลพินิจที่ยังไม่ถูกต้องและเป็นธรรม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการบริหารงานบุคคล ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะลดลง ประกอบกับคดีบริหารงานบุคคลส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาทที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายเกี่ยวกับสถานภาพตำแหน่ง ความก้าวหน้าในการทำงาน ค่าตอบแทนและรายได้ของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อบุคคลอื่น อาทิ เพื่อนร่วมงาน หรือสมาชิกในครอบครัว รวมถึงบรรทัดฐานการบริหารงานบุคคลขององค์กรนั้นๆ ซึ่งการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล จึงต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการบริหารงานบุคคลต่อไป
             "ที่ผ่านมาศาลปกครองได้พยายามเร่งรัดให้มีการพิจารณาพิพากษาคดีบริหารงานบุคคลให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ได้พยายามแก้ไขปัญหาในหลายๆ ด้าน เบื้องต้นศาลปกครองได้ดำเนินการแบ่งองค์คณะในการพิจารณาคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองชั้นต้นไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้ตุลาการผู้พิจารณาพิพากษาคดีเกิดทักษะและความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีประเภทนี้ และได้จัดให้มีการฝึกอบรมการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะ จัดตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคล เพื่อเป็นองค์กรกลางที่เสริมสร้างในด้านวิชาการเกี่ยวกับการพิจารณาคดีบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะ ส่งผลให้คดีบริหารงานบุคคลได้รับการพิจารณาพิพากษาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น"  "นายหัสวุฒิ" กล่าว
              "ประธานศาลปกครองสูงสุด" กล่าวอีกว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2554 กำหนดให้ประธานศาลปกครองสูงสุด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง มีอำนาจออกประกาศจัดตั้งแผนกคดีขึ้นในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการบริหารบุคคลเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรม เสริมสร้างความเชี่ยวชาญให้บุคลากรของศาลปกครอง ทำให้คำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานให้กับหน่วยงานทางปกครองอื่นๆ ยึดถือปฏิบัติต่อไป จึงเห็นสมควรที่จะเปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลขึ้นในศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 10 มี.ค.57 ซึ่งเป็นโอกาสที่ศาลปกครองได้เปิดดำเนินการมาเป็นเวลา 13 ปี
          "นายหัสวุฒิ" กล่าวต่อว่า สำหรับการบริหารจัดการคดีภายในแผนก เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ในการจัดตั้งแผนกคดีในศาลปกครองตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2554 พบว่ามีหลักการและเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการด้วยกัน ประการแรก ต้องการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่คู่กรณี ประการที่สอง คดีต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยตุลาการศาลปกครองที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการจัดตั้งแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น จึงจำต้องลดขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลกำหนดให้มีขั้นตอนที่สำคัญ คือ เมื่ออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นได้รับคำฟ้องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลแล้ว หากเห็นว่าคดีนั้นเป็นคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลให้สั่งจ่ายสำนวนคดีไปยังแผนกคดีบริหารงานบุคคล เพื่อจ่ายสำนวนให้องค์คณะในแผนกพิจารณาพิพากษาโดยเร็ว
               "โดยให้ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคลจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะในแผนก และในกรณีที่คดีมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้ศาลออกคำบังคับให้เป็นไปตามคำขอของผู้ฟ้องคดีหรือตามสิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีพึงจะได้รับจากการที่ตนชนะคดี เช่น กรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายและผู้ฟ้องคดีมีอายุใกล้จะพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ เป็นต้น กรณีดังกล่าวตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคลพึงกำหนดความเร่งด่วนของคดีไว้หน้าสำนวนคดีด้วย โดยให้ตุลาการหัวหน้าคณะแต่งตั้งตุลาการเจ้าของสำนวน โดยคำนึงถึงปริมาณคดีและความรวดเร็วในการพิจารณา" นายหัสวุฒิ กล่าว
             "ประธานศาลปกครองสูงสุด" บอกด้วยว่า สำหรับในขั้นตอนการพิจารณาตรวจคำฟ้อง การพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจศาล และเงื่อนไขการฟ้องคดี ควรพิจารณาด้วยความรวดเร็ว หากมีความจำเป็น ตุลาการเจ้าของสำนวนอาจมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี หน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงตามประเด็นที่กำหนดหรือเรียกมาให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณาก็ได้ การกำหนดข้อหาของคดีให้พิจารณาจากคำฟ้องและคำขอประกอบกันและกำหนดข้อหาให้ถูกต้องครบถ้วนตรงตามคำขอและวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดี เพื่อให้ศาลสามารถออกคำบังคับในการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ครบถ้วน เช่น กรณีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและขอให้กระทำการเพื่อเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี การกำหนดข้อหาแห่งคดีควรเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เป็นต้น
       "เมื่อศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ตุลาการเจ้าของสำนวนพึงวางแผน และกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาและพิพากษาคดี เพื่อให้ทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหาย แก่คู่กรณี ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อประโยชน์ต่อเนื่องในการดำเนินกระบวนพิจารณาอาจจัดทำบันทึกช่วยจำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการคดีนั้นก็ได้ ทั้งนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของแผนกคดีบริหารงานบุคคลนี้ให้นำมาใช้ในแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดโดยอนุโลม" ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าว
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" กรณีมีปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลหรือไม่ในศาลปกครองชั้นต้น "ประธานศาลปกครอง" บอกว่า ให้อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นเป็นผู้วินิจฉัย ส่วนในศาลปกครองสูงสุดให้ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้วินิจฉัย ส่วนสถิติคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล สำนักงานศาลปกครองได้สำรวจข้อมูลคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองในภูมิภาค ณ วันที่ 31 ธ.ค.56 ศาลปกครองสูงสุดรับคดีฟ้องตรง 59 คดี แล้วเสร็จ 41 คดี คงค้าง 18 คดี ส่วนศาลปกครองชั้นต้นรับคดีฟ้องตรง 16,322 คดี แล้วเสร็จ 14,213 คดี คงค้าง 12,109 คดี รวมรับ 16,381 คดี แล้วเสร็จ 14,254 คดี คงค้าง 2,127 คดี ซึ่งคดีที่ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาได้แล้วเสร็จจำนวน 14,213 คดี ได้มีการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดจำนวน 5,706 คดี ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเสร็จจำนวน 3,850 คดี และมีคดีคงค้างจำนวน 1,856 คดี และในจำนวนนี้เป็นคดีคงค้างของศาลปกครองกลางจำนวน 1,306 คดี และเป็นคดีคงค้างของศาลปกครองในภูมิภาคจำนวน 803 คดี...!!!
                 นวย เมืองธน
**********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น