วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

สัตว์ป่าคืนวนา เพื่อป่าสมบูรณ์

             "ขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" ถือเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพียงแห่งเดียวในจ.ราชบุรี ที่มีอาณาเขตติดแนวเทือกเขาตะนาวศรี มีเนื้อที่ประมาณ 489.31 ตารางกิโลเมตร หรือ 305,820 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในอ.สวนผึ้ง และอ.บ้านคา จ.ราชบุรี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน สภาพป่าเป็นป่า ต้นน้ำลำธาร เป็นป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าทุ่งหญ้า และอุดมด้วยแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า
                ทิศเหนือ จรดป่าสงวนแห่งชาติ ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ทิศใต้ จรดอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ต.ยางน้ำกลัดใต้ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ทิศตะวันตก จรดชายแดนประเทศพม่า ที่ต.บ้านบึง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ทิศตะวันออก จรดป่าสงวนแห่งชาติฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ต.บ้านคา กิ่งอำเภอบ้านคา จ.ราชบุรี นอกจากนี้  ยังมีน้ำตกอยู่หลายแห่ง อาทิ น้ำตกพุร้อน น้ำตกห้วยสวนพลู น้ำตกจารุณีย์ น้ำตกซับเตย และน้ำตกพุระกำ
                 ลักษณะภูมิอากาศบนเทือกเขาตะนาวศรี ส่งผลให้บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ถึงแม้จะอยู่ในเขตอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ก็ตาม แต่สันเขากลับเป็นกำแพงกั้นลมฝนที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ "อำเภอสวนผึ้ง" และบางส่วนของ "อำเภอจอมบึง" ได้รับฝนไม่เต็มที่นักเกิดบริเวณเงาฝนขึ้นจึงได้รับฝนน้อยแต่เพราะลักษณะดินมีความสามารถในการเก็บกักน้ำได้สูงในหลายเขตของป่าเขาจึงทำให้ป่ายังคงความสมบูรณ์ มีพรรณไม้นานาหนาแน่น และเป็นป่าดงดิบ
       ผมหยิบยกเรื่องราวของ "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานเปิดโครงการ "ส่งสัตว์ป่าคืนวนา เพื่อป่าสมบูรณ์" เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 59 พรรษา 2557  ที่ศูนย์ศึกษาพันธุ์ไม้ป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หรือแก่งส้มแมว หมู่ที่ 3 ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี พื้นที่ติด "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา
             โดยมี "วิเชษฐ์ เกษมทองศรี" รักษาการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการ และมี "นิสิต จังทร์สมวงศ์"  ผู้ว่าฯราชบุรี "นิพนธ์ โชติบาล" รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช "ธีรภัทร ประยูรสิทธิ" รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ นำเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ทหาร หน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน นักศึกษา นักเรียน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน
     จากข้อมูลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าราชบุรี พบว่า
         "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" ด้วยเหตุที่ป่าแห่งนี้อุดมด้วยแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า จึงมีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เช่น กระทิง, เลียงผา, กวางป่า, เนื้อทราย, อีเก้ง, หมี, เสือ, ลิง, ค่าง, ชะนี, นก, และสัตว์เลื้อยคลาน อีกนานาชนิด แต่เดิมเคยมีช้างป่าและสมเสร็จอยู่อย่างชุกชุม แต่ปัจจุบันช้างป่าได้หมดไปจากพื้นที่แล้ว เนื่องจากมีการลักลอบล่าสัตว์ป่า และบุกรุกทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินใกล้ชายป่า เป็นเหตุให้ประชากรสัตว์ป่าลดจำนวนลง ส่งผลให้ระบบนิเวศขาด
ความสมดุล จึงท้ำให้ประชากรสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ใน "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" อยู่ในสภาวะวิกฤติ
       การอนุรักษ์สัตว์ป่าหลายชนิดที่มีความสำคัญ เช่น กวางป่า, ละองละมั่ง, ไก่ฟ้าหลังเทา ชนิดต่างๆ ก่อให้เกิดผลดีต่อการพิทักษ์ระบบนิเวศป่าไม้ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าที่มีความเฉพาะเจาะจงเป็นเอกลักษณ์ เช่น ที่ราบริมลำนำในป่าเบญจพรรณ หรือป่าเต็งรังที่ยังคงสภาพอยู่ จะช่วยรักษาและควบคุมความสมดุลของระบบนิเวศของสัตว์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่หากินบริเวณพื้นดิน รวมทั้งแมลงให้อยู่ในปริมาณที่
เหมาะสม และจากพฤติกรรมระวังภัย ที่ทำให้นก, ไก่ฟ้า, และไก่ป่าตื่นตกใจง่าย จึงสามารถใช้เป็นเครื่องเตือนภัยถึงการคุกคามจากปัจจัยต่างๆ เพื่อใช้ปรับปรุงรูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการพื้นที่ "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" ได้อีกทางหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้ ช่วงเดือนสิงหาคม 2556 "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" ได้ร่วมกับศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน และศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง ปล่อยสัตว์ป่ากลับคืนสู่ป่าไปแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งนั้นได้ปล่อยละองละมั่ง, เนื้อทราย, ไก่ฟ้าหลังเทา, ไก่ป่า, และปลาชนิดต่างๆ
    สำหรับโครงการ "ส่งสัตว์ป่าคืนวนา เพื่อป่าสมบูรณ์" เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ภายในงานยังได้นิมนต์พระมาจัดพิธีสงฆ์ และพิธีพราห์มอันเชิญทวยเทพเทวาให้ช่วยดูแลรักษาสัตว์ป่าต่างๆที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติอีกด้วย
           โดย "วิเชษฐ์ เกษมทองศรี" รักษาการมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ที่ผ่านมา ป่าไม้และสัตว์ป่าถูกทำลายเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่หยุด โดยมีสถิติตัวเลขการลักลอบค้าสัตว์ป่าในแต่ละปี
มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ถือเป็นตลาดมืดที่มีการค้าสัตว์ป่าต่อปีรองจากการค้ายาเสพติด
ในฐานะที่ตนเป็น "รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" เราได้ดำเนินนโยบายในระดับกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการป้องกันรักษา และฟื้นฟู ป้องกันก็คือ มีการสั่งดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า มีการเสริมสมรรถนะของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มีการนำระบบไอทีเข้ามาใช้ คือ มีการติดกล้องซีซีทีวีในพื้นที่ป่ามากขึ้น การใช้อากาศยานไร้คนขับในการตรวจจับผู้กระทำผิด การลาดตระเวนอย่างมีคุณภาพ มีจีพีเอสนําทางติดโทรศัพท์ จีพีเอสติดตัวสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และทำให้สามารถรู้กำลัง

          ทั้งนี้ ยังให้ขวัญกำลังใจกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ด้วยการจัดทำประกันชีวิตหมู่ การแจกชุดปีละ 2 ชุด และขึ้นเงินเดือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราพยายามทำให้ครบทุกมิติ
            "รักษาการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" บอกอีกว่า โครงการส่งสัตว์ป่าคืนวนาฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งคืนสัตว์ป่ามากที่สุดถึง 5,900 ตัว มีสัตว์ 16 ชนิด อาทิ เนื้อทราย 17 ตัว, กวางป่า 20 ตัว, ละมั่ง 12 ตัว, ไก่ฟ้าหลังเทาแข้งแดง 40 ตัว, ไก่ป่าตุ้มหูแดง 20 ตัว, ไก่ฟ้าหลังขาว 95 ตัว,
นกยูง 10 ตัว, นกแก๊ก 15 ตัว, เป็ดก่า 20 ตัว, นกขุนทอง 10 ตัว, นกชนิดอื่นๆ 1,200 ตัว, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 500 ตัว และสัตว์น้ำอื่นอีก 3,941 ตัว  โดยโครงการ "ส่งสัตว์ป่าคืนวนา เพื่อป่าสมบูรณ์" เป็นการสนองพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้สัตว์ป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างสมดุลในระบบนิเวศทางธรรมชาติ
"นิพนธ์ โชติบาล" รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่า การปล่อยสัตว์ป่าคืนธรรมชาติ

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 ที่ผ่านมาได้ปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ 13,852 ตัว และในปี 2557 มีเป้าหมายดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศรวม 20 แห่ง อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง จ.พะเยา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จ.สงขลา เป็นต้น
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นายวิเชษฐ์" ยังได้มอบเครื่องอุปกรณ์ดับไฟป่าให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชน เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้นำชุมชนท้องถิ่นยังนำชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณตน ในการหยุดกิน หยุดค้าสัตว์ป่า ที่สำคัญ "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี" ยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ต้นกำเนิดแม่น้ำภาชี และเป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุม แหล่งน้ำ แหล่งอาหารสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์แล้วยัง มีธรรมชาติที่น่าสนใจและสวยงาม คือ แก่งส้มแมว  มีลักษณะเป็นโขดหินใหญ่น้อยสลับซับซ้อนอยู่กลางแม่น้ำภาชี มีน้ำใสไหลเย็นผ่านโขดหิน เป็นที่น่าตื่นตาสำหรับผู้พบเห็นอีกด้วย...!!!
                                                                          นวย เมืองธน
*********************************************** 

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

ครบรอบ 13 ปี ศาลปกครอง เปิดแผนกคดีบริหารงานบุคคล

             จากคำบอกเล่าของ "หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล" ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวในโอกาสครบรอบ 13 ปี ศาลปกครองว่า ตั้งแต่เปิดทำการศาลปกครองมาจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.56 พบว่ามีคดีที่รับเข้าสู่การพิจารณาทั้งหมดจำนวน 94,920 คดี พิจารณาแล้วเสร็จจำนวน 74,000 คดี คิดเป็น 77.96% ของจำนวนคดีรับเข้าพิจารณาทั้งหมด ส่วนประเภทเรื่องที่ฟ้องต่อศาลปกครอง พบว่า 23% เป็นคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล วินัยฯ รองลงมาเป็นคดีเกี่ยวกับอาคาร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดเป็น 17.71% และคดีเกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ละเมิด คิดเป็น 17.64%
           ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 13 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มี.ค.57 โดยภายในงานแถลงของศาลปกครองดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อย่างคับคั่ง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ เห็นจะเป็นการที่ศาลปกครองประกาศเปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นทุกแห่ง เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมานั้น มีข้าราชการกรม กอง กระทรวงต่างๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการโยกย้ายตำแหน่งต่างๆ มากมาย จนกระทั่งต้องมาฟ้องร้องกันที่ศาลปกครอง
             "หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล" ประธานศาลปกครองสูงสุด บอกเล่า เหตุผลความเป็นมาในการจัดตั้งแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองว่า บรรดาคดีหรือข้อพิพาทที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ที่มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ คดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการสรรหา, การบรรจุ, การแต่งตั้ง, การเลื่อนตำแหน่ง, การโอน, การย้าย, การพัฒนา, การลงโทษทางวินัย, การออกจากราชการ, การอุทธรณ์, การร้องทุกข์ และคำสั่งเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ, การฟ้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งดังกล่าวข้างต้น, การฟ้องขอให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด, การขอให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้า, และการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาจ้างปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น
               จากสถิติของคดีที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดทำการวันที่ 9 มี.ค.54  ถึงวันที่ 31 ธ.ค.56 มีคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเป็นคดีที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาพิพากษาเป็นอันดับ 1 โดยมีปริมาณคดีคิดเป็นร้อยละ 23.10 ของคดีที่รับไว้พิจารณาทั้งหมดทุกประเภทคดี และในส่วนของคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลนั้น คดีเกี่ยวกับการสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การย้าย การเลื่อนตำแหน่งมีปริมาณคดีคิดเป็นร้อยละ 49.48 ของคดีบริหารงานบุคคลทั้งหมด คดีเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษทางวินัยมีปริมาณคดีคิดเป็นร้อยละ 27.55 ของคดีบริหารงานบุคคลทั้งหมด
             "นายหัสวุฒิ" กล่าวว่า ส่วนคดีเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ และคดีบริหารงานบุคคลประเภทอื่น ซึ่งจากปริมาณคดีบริหารงานบุคคลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าในการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐยังมีปัญหาในทางการบริหาร การใช้อำนาจ การใช้ดุลพินิจที่ยังไม่ถูกต้องและเป็นธรรม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการบริหารงานบุคคล ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะลดลง ประกอบกับคดีบริหารงานบุคคลส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาทที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายเกี่ยวกับสถานภาพตำแหน่ง ความก้าวหน้าในการทำงาน ค่าตอบแทนและรายได้ของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อบุคคลอื่น อาทิ เพื่อนร่วมงาน หรือสมาชิกในครอบครัว รวมถึงบรรทัดฐานการบริหารงานบุคคลขององค์กรนั้นๆ ซึ่งการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล จึงต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการบริหารงานบุคคลต่อไป
             "ที่ผ่านมาศาลปกครองได้พยายามเร่งรัดให้มีการพิจารณาพิพากษาคดีบริหารงานบุคคลให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ได้พยายามแก้ไขปัญหาในหลายๆ ด้าน เบื้องต้นศาลปกครองได้ดำเนินการแบ่งองค์คณะในการพิจารณาคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองชั้นต้นไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้ตุลาการผู้พิจารณาพิพากษาคดีเกิดทักษะและความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีประเภทนี้ และได้จัดให้มีการฝึกอบรมการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะ จัดตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคล เพื่อเป็นองค์กรกลางที่เสริมสร้างในด้านวิชาการเกี่ยวกับการพิจารณาคดีบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะ ส่งผลให้คดีบริหารงานบุคคลได้รับการพิจารณาพิพากษาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น"  "นายหัสวุฒิ" กล่าว
              "ประธานศาลปกครองสูงสุด" กล่าวอีกว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2554 กำหนดให้ประธานศาลปกครองสูงสุด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง มีอำนาจออกประกาศจัดตั้งแผนกคดีขึ้นในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการบริหารบุคคลเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรม เสริมสร้างความเชี่ยวชาญให้บุคลากรของศาลปกครอง ทำให้คำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานให้กับหน่วยงานทางปกครองอื่นๆ ยึดถือปฏิบัติต่อไป จึงเห็นสมควรที่จะเปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลขึ้นในศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 10 มี.ค.57 ซึ่งเป็นโอกาสที่ศาลปกครองได้เปิดดำเนินการมาเป็นเวลา 13 ปี
          "นายหัสวุฒิ" กล่าวต่อว่า สำหรับการบริหารจัดการคดีภายในแผนก เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ในการจัดตั้งแผนกคดีในศาลปกครองตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2554 พบว่ามีหลักการและเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการด้วยกัน ประการแรก ต้องการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่คู่กรณี ประการที่สอง คดีต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยตุลาการศาลปกครองที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการจัดตั้งแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น จึงจำต้องลดขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลกำหนดให้มีขั้นตอนที่สำคัญ คือ เมื่ออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นได้รับคำฟ้องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลแล้ว หากเห็นว่าคดีนั้นเป็นคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลให้สั่งจ่ายสำนวนคดีไปยังแผนกคดีบริหารงานบุคคล เพื่อจ่ายสำนวนให้องค์คณะในแผนกพิจารณาพิพากษาโดยเร็ว
               "โดยให้ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคลจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะในแผนก และในกรณีที่คดีมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้ศาลออกคำบังคับให้เป็นไปตามคำขอของผู้ฟ้องคดีหรือตามสิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีพึงจะได้รับจากการที่ตนชนะคดี เช่น กรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายและผู้ฟ้องคดีมีอายุใกล้จะพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ เป็นต้น กรณีดังกล่าวตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคลพึงกำหนดความเร่งด่วนของคดีไว้หน้าสำนวนคดีด้วย โดยให้ตุลาการหัวหน้าคณะแต่งตั้งตุลาการเจ้าของสำนวน โดยคำนึงถึงปริมาณคดีและความรวดเร็วในการพิจารณา" นายหัสวุฒิ กล่าว
             "ประธานศาลปกครองสูงสุด" บอกด้วยว่า สำหรับในขั้นตอนการพิจารณาตรวจคำฟ้อง การพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจศาล และเงื่อนไขการฟ้องคดี ควรพิจารณาด้วยความรวดเร็ว หากมีความจำเป็น ตุลาการเจ้าของสำนวนอาจมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี หน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงตามประเด็นที่กำหนดหรือเรียกมาให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณาก็ได้ การกำหนดข้อหาของคดีให้พิจารณาจากคำฟ้องและคำขอประกอบกันและกำหนดข้อหาให้ถูกต้องครบถ้วนตรงตามคำขอและวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดี เพื่อให้ศาลสามารถออกคำบังคับในการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ครบถ้วน เช่น กรณีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและขอให้กระทำการเพื่อเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี การกำหนดข้อหาแห่งคดีควรเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เป็นต้น
       "เมื่อศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ตุลาการเจ้าของสำนวนพึงวางแผน และกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาและพิพากษาคดี เพื่อให้ทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหาย แก่คู่กรณี ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อประโยชน์ต่อเนื่องในการดำเนินกระบวนพิจารณาอาจจัดทำบันทึกช่วยจำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการคดีนั้นก็ได้ ทั้งนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของแผนกคดีบริหารงานบุคคลนี้ให้นำมาใช้ในแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดโดยอนุโลม" ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าว
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" กรณีมีปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลหรือไม่ในศาลปกครองชั้นต้น "ประธานศาลปกครอง" บอกว่า ให้อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นเป็นผู้วินิจฉัย ส่วนในศาลปกครองสูงสุดให้ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้วินิจฉัย ส่วนสถิติคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล สำนักงานศาลปกครองได้สำรวจข้อมูลคดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองในภูมิภาค ณ วันที่ 31 ธ.ค.56 ศาลปกครองสูงสุดรับคดีฟ้องตรง 59 คดี แล้วเสร็จ 41 คดี คงค้าง 18 คดี ส่วนศาลปกครองชั้นต้นรับคดีฟ้องตรง 16,322 คดี แล้วเสร็จ 14,213 คดี คงค้าง 12,109 คดี รวมรับ 16,381 คดี แล้วเสร็จ 14,254 คดี คงค้าง 2,127 คดี ซึ่งคดีที่ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาได้แล้วเสร็จจำนวน 14,213 คดี ได้มีการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดจำนวน 5,706 คดี ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเสร็จจำนวน 3,850 คดี และมีคดีคงค้างจำนวน 1,856 คดี และในจำนวนนี้เป็นคดีคงค้างของศาลปกครองกลางจำนวน 1,306 คดี และเป็นคดีคงค้างของศาลปกครองในภูมิภาคจำนวน 803 คดี...!!!
                 นวย เมืองธน
**********************************************

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

หวั่นสารตั้งต้นยาเสพติด ฉลุยสู่ประชาคมอาเซียน

ปัจจุบัน "ยาเสพติด" ถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย และมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น แม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับเป็นวาระแห่งภูมิภาค เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 แล้วก็ตาม ส่วนการเตรียมความพร้อมรับมือกับการติดต่อเชื่อมโยงกันมากขึ้นในอาเซียน รวมถึงการแลกเปลี่ยนด้านแรงงานและสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหรือไม่นั้น
           คงต้องถือว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
โดยเฉพาะประเทศไทยนั้น มีแนวชายแดนไม่ว่าจะทางบก หรือมีแม่น้ำกั้นกลางก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องห่วงกันยาวๆ ก็คงเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย บางประเทศที่ยังปล่อยให้แนวตะเข็บชายแดนเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ แหล่งผลิตยาเสพติดชนิดต่างๆ ของขบวนการค้ายาเสพติดและนักค้ายาชื่อดังที่มีความพยายามทะลักยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า เข้ามายังพื้นที่ชั้นนอกและชั้นในของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จนมีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

              สำหรับ "ยาเสพติด" ดูเหมือนว่าผู้ผลิตยาเสพติดจะมีวิวัฒนาการล้ำหน้าขึ้นเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนจากการสกัดจากพืชมาเป็นยาเสพติดประเภทสารสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ดังนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดในภูมิภาค เห็นควรร่วมมือกันและมีการลงนามในปฏิณญาร่วมกันว่าด้วยการปลอดยาเสพติดในอาเซียน เพื่อยืนยันถึงความพยายามของประเทศสมาชิกอาเซียนในการต่อสู้กับปัญหาการค้ายาเสพติด และการใช้ยาเสพติดในทางที่ผิด โดยที่ผ่านมาในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เห็นควรว่าให้บรรลุเป้าหมายปลอดยาเสพติดภายในปี 2558 โดยในกรอบอาเซียน ประเทศไทยกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในภูมิภาค และได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญขยายความร่วมมือเชิงรุกต่อมาตรการที่จะลดปัญหายาเสพติด เตรียมความพร้อมกับมาตรการที่จะขยายความร่วมมือมากขึ้น ส่งเสริมบทบาทภาคีนอกกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาอีกด้วย
ผมหยิบยกเรื่องราว "ปัญหายาเสพติดกับการย่างเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ของประเทศไทย" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานของคณะกรรมการการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ (International Narcotics Control Board) หรือ INCB ประจำปี 2556 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ชิดลม กรุงเทพฯ เมื่อช่วงสายของวันที่ 4 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ INCB มีการเปิดตัวรายงานดังกล่าวที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วยเช่นกัน
"เรย์มอนด์ ยาน" ประธาน INCB บอกว่า การลงทุนในการป้องกันและบำบัดรักษาเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เนื่องจากจะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้ที่ต้องพึ่งพายาเสพติดและครอบครัวของพวกเขาด้วย ทุกๆ ดอลล่าร์ที่ใช้ในการป้องกันยาเสพติดยังช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณในด้านอื่นที่ตามมาได้ถึง 10 ดอลล่าร์ และคณะกรรมการ INCB สนับสนุนรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคให้ขยายการให้บริการบำบัดรักษา ซึ่งรวมถึงการให้คำแนะนำและพัฒนาทางเลือกในการบำบัดรักษาแบบสมัครใจ เช่น การบำบัดรักษา ตลอดจนการให้คำแนะนำและพัฒนาทางเลือกในการบำบัดรักษาแบบสมัครใจ เช่น การบำบัดรักษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการบำบัดรักษาและป้องกันยาเสพติดสำหรับผู้ใช้ยาเสพติดทั้งหมด
"ประธาน INCB" ยังแสดงความกังวลว่า ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการรายงานตัวเลขผู้เสพยาเสพติดโดยใช้วิธีการฉีดที่ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 27 ของผู้ใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีดทั่วโลกใช้เฮโรอีนสารกระตุ้นประสาท Amphetamine-Type Stimulants (ATS) ยาระงับประสาท และยากดประสาท ขณะที่ประเทศจีนประเทศเดียวเท่านั้น มีรายงานตัวเลขผู้เสพอนุพันธุ์ฝิ่นเกือบ 1.3 ล้านคน ในปี 2555 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากจำนวน 1.2 ล้านคน ในปี 2554 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของความต้องการในประเทศจีนนี้ อาจเป็นแรงผลักดันให้ความต้องการเฮโรอีนซึ่งผลิตจากแหล่งอื่นๆ ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น
             "เจรมี ดักกลาส" ผู้แทนสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก บอกว่า การรวมตัวกันอย่างรวดเร็วของประเทศในภูมิภาคเป็นสิ่งจูงใจอันยิ่งใหญ่สำหรับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ซึ่งสหประชาชาติกังวลว่าการรวมกลุ่มกันในระดับภูมิภาคยังไม่ได้รับข้อคิดตามนัยยะอย่างเพียงพอ รวมถึงข้อมูลว่าการรวมกลุ่มกันของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ จะทำให้ความเชื่อมโยงกันระหว่างเคมีภัณฑ์ ยาเสพติด และตลาดทำได้ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าที่เคยได้ และรัฐบาลควรพิจารณาว่าในผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งการทำให้หละหลวมขึ้นของการควบคุมการส่งออกเคมีภัณฑ์ระดับชาติ คือองค์กรอาชญากรรมจะสามารถเข้าถึงเส้นทางของเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะส่งผลให้การส่งออกเคมีภัณฑ์เหล่านี้ไปยังตลาดผลิตยาเสพติดในต่างประเทศกระทำได้ง่ายขึ้น
               "ผู้แทนสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติฯ" ยังชี้ให้เห็นว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งผลิตฝิ่นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และนับเป็นตลาด ATS ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามในระดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสถิติการจับกุมเมทแอมเฟตามีนทั้งในรูปแบบเม็ดและผลึกอยู่ในระดับสูงสุดในปี 2555 ตามรายงานของสหประชาชาติ และเฮโรอีน หรือเมทแอมเฟตามีน สามารถผลิตได้โดยใช้เคมีภัณฑ์เท่านั้น แต่มักจะมิได้ถูกผลิตในสถานที่ซึ่งพบยาเสพติดนั้นๆ หากถูกลำเลียงเข้ามาจากประเทศใกล้เคียง ในขณะที่เอเชียเป็นแหล่งและตลาดเคมีภัณฑ์ สำหรับผลิตอะเซติกแอนไฮไดรด์ สารเคมีจำเป็นสำหรับผลิตเฮโรอีนจากฝิ่นดิบ
"เราจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากสามเหลี่ยมทองคำถือเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของอนุภูมิลุ่มน้ำโขง และแผนการได้ถูกดำเนินไปเพื่อแผ่ขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม ตลอดจนลดการกีดกันทางการค้าและควบคุมชายแดนทั่วภูมิภาค เครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ซึ่งได้รับผลประโยชน์จากการค้ายาเสพติดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้วางแผนในจุดที่เหมาะสมสำหรับการแสวงหาผลประโยชน์จากการรวมตัวกันในภูมิภาค และไม่มีประเทศใดมีภูมิคุ้มกันจากความท้าทาย ซึ่งมีสาเหตุจากการที่ยาเสพติดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้วางแผนในจุดที่เหมาะสมสำหรับการแสวงผลประโยชน์จากการรวมตัวกันในภูมิภาค" นายเจรมี ระบุ
              ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ พูดคุยกับ "รัชนีกร สรสิริ" รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือป.ป.ส. เกี่ยวกับการที่สหประชาชาติได้แสดงความห่วงใยว่า หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วย หากมีการบูรณาการทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยเร่งให้ธุรกิจการค้ายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ทาง ป.ป.ส.ของไทยมองว่าอย่างไร และมีวิธีเตรียมการป้องกันปราบปรามอย่างไร
โดย "น.ส.รัชนีกร" บอกว่า การที่สหประชาชาติฯ มองว่าหลังมีการรวมตัวของประเทศในกลุ่มอาเซียน จะยิ่งทำให้ปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้นนั้น สำนักงาน ป.ป.ส.เองก็มองทำนองนี้เหมือนกัน เพราะความเจริญในภูมิภาคนี้ทุกคนได้รับประโยชน์ ผู้ค้ายาเสพติดเองก็ได้ประโยชน์ ก็อาจมีการลักลอบ ลำเลียงยาเสพติดตามเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้าความเจริญเข้าไป ประชาชนในพื้นที่ก็จะได้ประโยชน์ อาจจะมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อาจจะเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็เป็นได้ ถ้าเราเอาเรื่องของการพัฒนาเข้าไป ก็จะทำให้คนเข้าถึงความเจริญมากขึ้น เปลี่ยนมุมมองว่าไม่ไปค้าแล้วยาเสพติด มาประกอบอาชีพอื่นที่สุจริตมากกว่า เพราะบางคนอาจมีปัญหาติดหนี้พนัน รวมถึงฐานะทางบ้านยากจน ปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด
"รองเลขาธิการ ป.ป.ส." บอกอีกว่า สำหรับแนวทางป้องกันปัญหายาเสพติด ที่ผ่านมารัฐบาลได้เน้นการสกัดกั้นตามแนวชายแดน โดยเฉพาะทางภาคเหนือที่สามารถสกัดจับได้ส่วนใหญ่ และยังใช้มาตรการสกัดกั้นจากภายนอกจนถึงพื้นที่ตอนในอีกด้วย ซึ่งก็ต้องเน้นตรงนี้ และการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้ช่วยสกัดกั้นให้เรา ซึ่งตอนนี้พม่าก็ทำอยู่ ทางกัมพูชาและลาวก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา และช่วยเราสกัดกั้นเหมือนกัน
"สหประชาชาติมองว่าผลกระทบทางลบจะมีมั๊ย เพราะเค้าคิดเผื่อว่าอาจจะมี ที่ว่าความเจริญเข้ามา นักค้าก็เข้ามาด้วย ก็เหมือนไทย ความเจริญต่างๆของเรามากเสียจนเป็นแดนสวรรค์ของผู้ประกอบอาชญากรรมประเภทอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่ยาเสพติดที่จับได้ในเมืองไทย การเข้าไปประกอบกิจการค้าที่พัทยา ภูเก็ต ก็อาศัยความเจริญเหล่านี้เข้ามาในลักษณะแบบเดียวกัน สิ่งที่สำคัญที่ต้องทำ คือการป้องกันว่าจะทำอย่างไรถึงจะสกัดไม่ให้เกิดขึ้น และต้องทำงานร่วมกันทุกหน่วยงาน ซึ่ง ป.ป.ส.ก็ทำงานร่วมกับหลายหน่วย ทั้งตำรวจและทหาร" รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากข้อมูลของคณะกรรมการการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ หรือ INCB พบว่ามีเพียง 1 ใน 6 ของผู้ใช้ยาเสพติดทั่วโลก หรือประมาณ 4.5 ล้านคน ที่ได้รับการบำบัดรักษาตามความต้องการ ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมกันทั่วโลกถึง 3.5 หมื่นล้านดอลล่าร์ต่อปี และพบว่าเฮโรอีน กัญชา และโคเคน เป็นยาเสพติดที่พบการใช้บ่อยที่สุดในกลุ่มผู้เข้ารับการบำบัดรักษาทั่วโลกอีกด้วย...!!!
นวย เมืองธน
******************************************

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

ชมวิวกรุงเทพฯภูเขาทอง เสน่ห์ชุมชนเก่าเครื่องไม้

             วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือวัดภูเขาทอง ตั้งอยู่ระหว่างถนนบริพัตรกับถนนหลานหลวง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ถือเป็นวัดโบราณ เดิมเรียกชื่อว่า วัดสะแก เป็นวัดพุทธก่อสร้างขึ้นในรูปของเจดีย์ขนาดใหญ่มหึมา ยอดชี้ขึ้นฟ้าทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
               แม้ที่วัดสระเกศจะไม่มีศิลปะและสถาปัตยกรรมให้ชมเหมือนวัดอื่นๆ ในกรุงเทพฯ แต่ก็นับได้ว่ามีทัศนียภาพอันงดงามบนภูเขาทองที่ตั้งอยู่ภายในอาณาบริเวณวัดสระเกศ และมองเห็นวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนรอบทิศอีกด้วย
             วัดสระเกศ ปรากฏตามตำนานเดิมมีชื่อว่า วัดสะแก เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 ตอนที่ได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก และมีปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า เมื่อจุลศักราช 1134 เบญจศก ตรงกับพุทธศักราช 2326 นั้น
     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนคร รวมทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมืองตั้งแต่บางลำพู เรื่อยไปจนจดแม่น้ำด้านใต้ตอนเหนือวัดจักรวรรดิราชาวาส

แล้วโปรดให้ขุดคลองหลอดแลขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค เพื่อให้เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครได้ลงประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุทธยา และวัดสะแกนั้นเมื่อขุดคลองมหานาค แล้วพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่าวัดสระเกศ และทรงปฏิสังขรณ์วัดสระเกศ ทั้งพระอารามตั้งแต่พระอุโบสถตลอดถึงเสนาสนะสงฆ์ และขุดคลองรอบวัดอีกด้วย คำว่า "สระเกศ" นี้ ตามรูปคำก็แปลว่าชำระ หรือทำความสะอาดพระเกศานั่นเอง
          ผมหยิบยกเรื่องราววัดสระเกศมาเขียนถึง เพราะในวันมาฆบูชาที่ผ่านมามีโอกาสเดินทางมาทำบุญ
ที่วัดสระเกศแห่งนี้ และยังมีโอกาสเดินขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ บนภูเขาทองด้วยครับ จำได้ว่าสมัยช่วงเป็นนักเรียนศิลปะ ผมเกิดสนใจวาดภาพแบบสายตานก คือ วาดรูปในสถานที่สูงๆ ก็เคยขึ้นมาวาดรูปทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ บนภูเขาทองแห่งนี้เหมือนกัน แต่ก็เป็นเวลานานหลายสิบปีมาแล้ว

แต่อย่างน้อยการได้มาทำบุญที่วัดสระเกศ ก็ทำให้เราได้นึกย้อนถึงอดีตที่ครั้งหนึ่งเคยมาที่ภูเขาทอง ทำให้ได้คิดอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมายจริงๆ ครับ
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องงานวัด เชื่อเหลือเกินว่างานวัดภูเขาทองถือเป็นตำนานเก่าแก่อันดับต้นๆ ก็ว่าได้
         เพราะถ้าจะมาเที่ยวงานวัดในกรุงเทพฯ ที่มีบรรยากาศไทยๆ แบบต่างจังหวัด ก็ต้องมาที่งานวัดภูเขาทอง ซึ่งงานมีถึง 7 วัน 7 คืน ในช่วงเทศกาลงานลอยกระทงของทุกปี ที่สำคัญงานวัดที่นี่ยังคงรักษาประเพณีงานวัดมาเป็นเวลานานปี นานจนถึงขนาดที่ว่าถ้าจะเดาก็คงตั้งแต่สมัยที่ชาวบ้านพายเรือมาเที่ยวงานวัดกันในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มาลอยกระทง มาทำบุญกันที่วัด และเที่ยวชมมหรสพ ซึ่งงานวัดปัจจุบันก็คงแปรเปลี่ยนไปจากเดิมไปตามกาลเวลา
 
            พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ บอกว่า พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง ได้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์วัดภูเขาทองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสูงประมาณ 100 เมตร ความกว้างโดยรอบเส้นศูนย์กลางประมาณ 500 เมตร สร้างโดยพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึง 3 พระองค์ด้วยกัน คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยใช้เวลาใน
การก่อสร้างเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ ครั้นสร้างแล้วเสร็จ รัชกาลที่ 5 ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดีย ที่ขุดได้จากกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุประดิษฐานไว้บนองค์บรมบรรพตภูเขาทอง และโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ นับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่เหตุการณ์มีความสอดคล้องกันเช่นนี้
พระบรมบรรพตภูเขาทอง นับเป็นพุทธสถานที่สำคัญของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และเป็นสัญลักษณ์ของวัดที่คนทั่วโลกรู้จักกันมากกว่าพุทธสถานรอบวัด พระบรมบรรพตภูเขาทองนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ การขึ้นไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพตภูเขาทองข้างบน ให้เดินขึ้นไปตามบันไดเวียน ซึ่งมีอยู่ทั้งสองด้าน คือ ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ซึ่งบันไดแต่ละด้านมี  344 ขั้น การที่ประเทศใดจะมีพระบรมสารีริกธาตุไว้ในครอบครองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีพระบรมสารีริกธาตุไว้สักการบูชา เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น เมื่อขึ้นมาบนพระบรมบรรพตภูเขาทองแห่งนี้ นอกจากจะได้นมัสการพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แสนบริสุทธิ์ และความสงบร่มรื่น
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาทำบุญที่วัดสระเกศและภูเขาทองครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้ชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ได้อย่างรอบทิศทางแล้ว ผมยังได้รับความรู้แนวคิด ความเชื่อและปรัชญาในพุทธธรรม เกิดปัญญาและประสบการณ์ในชีวิตของผมเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะภายในวัดสระเกศยังมีพุทธสถานต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ขากลับออกมาจากวัดสระเกศยังมีโอกาสได้เดินเที่ยวชุมชนย่านภูเขาทอง เพราะชุมชนแถบนี้ยังเป็นแหล่งขายดอกไม้ไฟอันเลื่องชื่อ
ที่สำคัญ จากอดีตจนถึงปัจจุบันมีชุมชนเก่าและใหม่ที่พัฒนาจนเจริญควบคู่ไปกับภูเขาทอง วัดสระเกศ มาอย่างยาวนาน ถือเป็นวิถีชีวิตของชาวกรุงเทพฯ อาทิ ย่านขายเครื่องไม้ ที่มีทั้งไม้แกะสลัก ไม้กลึงขนาดเล็กใช้ทำงานฝีมือ ตลอดจนถึงบานประตูบ้าน ไม้แผ่นสร้างบ้าน ซึ่งผู้คนในกรุงเทพฯ จะทำงานฝีมือ หรือสร้างบ้าน ก็สามารถเข้าไปเดินเลือกชมสินค้าไม้ขนาดต่างๆ ได้ในย่านนี้ ซึ่งผมเองเดินชมเครื่องไม้ต่างๆ ในย่านนี้ ก็เกิดไอเดีย และจินตนาการมากโขทีเดียว....!!!
                                                                                                               
                                                                          นวย เมืองธน
******************************************