วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

เสน่ห์ผ้าหมักโคลน ข้าวเปิ๊ปบ้านนาต้นจั่น

             ถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมโบราณสถานและงานศิลปกรรมต่างๆ ที่มีลักษณะอ่อนช้อยเฉพาะตัว และจังหวัดสุโขทัยยังมีอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานแห่งชาติรามคำแหง ฯลฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีชื่อเสียงของจังหวัดนี้ครับ 
              นอกจากนี้ ที่ชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางอาชีพ และวัฒนธรรม และมีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาอาชีพและกระจายรายได้สู่หมู่บ้านอุตสาหกรรมในชนบทอีกด้วย
ผมมีโอกาสมาตะลอนตามอำเภอใจ ที่บ้านนาต้นจั่น หมู่ที่ 5 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งชาวบ้านชุมชนแห่งนี้ได้รวมตัวกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีการดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย พึ่งพาอาศัย มีความพอเพียง รู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่นตามสมควร ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็ง และมีการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ในอดีตชาวบ้านส่วนใหญ่ที่บ้านนาต้นจั่นอพยพมาจากทางภาคเหนือของประเทศไทย อาทิ จ.ลำปาง, เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ ภาษาที่ใช้จึงแตกต่างจากชาวพื้นเมืองทั่วไปของ จ.สุโขทัย
          ส่วนลักษณะภูมิประเทศทั่วไปของบ้านนาต้นจั่นเป็นที่ดอนอยู่หลังเขาในเขตอุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทางด้านเกษตรกรรม ทำนา, ทำไร่, ทำสวนผลไม้ และเก็บของป่า ยามว่างจากฤดูทำการเกษตร กลุ่มพ่อบ้านจะเก็บซากไม้ในป่าเพื่อมาทำ
เฟอร์นิเจอร์จากไม้ เป็นสินค้าส่งออก
          ส่วนสตรีในหมู่บ้านจะทอผ้าแล้วนำมาหมักโคลน เป็นสินค้าโอทอปที่มีชื่อเสียงประจำหมู่บ้านนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น "ป้าเสงี่ยม" หรือ "เสงี่ยม แสวงลาภ" ประธานกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น บอกว่า ผ้าทอของไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงาม และมีความประณีตอย่างมาก ซึ่งแต่ละท้องถิ่นของประเทศไทย ต่างก็มีผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นตัวเอง
           ขณะที่บ้านนาต้นจั่นก็มีผ้าทอที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน คือ
"ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น" โดยเป็นผ้าทอที่เกิดจากการใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ใช้การย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ แล้วนำมาหมักกับโคลน ซึ่งเทคนิคนี้ค้นพบด้วยความบังเอิญกับการดำเนินชีวิตในอดีต เพราะส่วนใหญ่นิยมทอผ้าฝ้ายไว้สวมใส่เองยามไปไร่ไปนา หลังจาก
ทำงานในไร่ในนาแล้วเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเลอะโคลน จึงนำมาซักแล้วปรากฏว่าผ้าดูเก่า สีเปลี่ยนไป แต่กลับพบว่าผ้ามีเนื้อนิ่ม มีน้ำหนักดี และสวมใส่สบาย ภูมิปัญญาดังกล่าวนี้ จึงนำมาสู่กรรมวิธีการผลิตผ้าฝ้ายด้วยการนำมาหมักโคลนของกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น ประกอบกับลวดลาย
  "ป้าเสงี่ยม" บอกอีกว่า "ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น" เป็นผ้าทอที่มีความสวยงามน่าใช้ มีลวดลายที่สวยงามละเอียดลออ สามารถนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปสวมใส่ได้ทุกโอกาส ส่วนการผลิตผ้าหมักโคลนนั้น จะเริ่มจากการย้อมเส้นฝ้ายสีขาวด้วยคราม ซึ่งจะใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าสีจะติดตามต้องการ แล้วนำเส้นฝ้ายไปผึ่งแดดให้แห้งและซักน้ำครามออก นำกลับไปผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง จึงนำมาทอตามลวดลายที่กำหนดตามเอกลักษณ์ของผ้าทอบ้านนาต้นจั่น ลวดลายส่วนใหญ่ลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ อาทิ ลายผักแว่น ลายดอกพิกุล เป็นต้น
             ส่วนกระบวนการหมักโคลนนั้น จะขุดโคลนมาจากบึงหรือบ่อตามธรรมชาติ นำมาคัดเศษผงที่เจือปนออก แล้วนำไปผสมกับน้ำตามสัดส่วนที่กำหนด จากนั้นนำผ้าใส่ลงไปหมักในโคลนทิ้งไว้ 1 คืน นำมาซักให้สะอาด แล้วนำไปแช่น้ำ ทิ้งให้ผ้าดูดซับน้ำจนอิ่มตัว ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. จากนั้นนำผ้าไปต้มกับวัสดุที่ให้สีธรรมชาติ เช่น ครั่ง มะเกลือ หรือแก่นไม้ ซึ่งให้สีต่างกันไป ส่วนวัสดุที่ให้สีธรรมชาตินั้นหาได้ในท้องถิ่น หลังจากนั้นนำผ้าไปซักจนสีของน้ำซักผ้านั้นใส เพื่อป้องกันไม่ให้สีผ้าตกในภายหลัง หลังจากนั้นก็นำผ้าไปอบและผึ่งแดดให้แห้ง เสร็จแล้ว
นำไปรีด พร้อมบรรจุหีบห่อรอการจำหน่ายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อหาไปใช้งาน
             "เสงี่ยม แสวงลาภ" ประธานกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น ยังบอกว่า จากแนวคิดระดมทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพให้สตรีในหมู่บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในชุมชน หากิจกรรมอย่างอื่นทำนอกเหนือจากการทำนา, รับจ้างเกี่ยวข้าว, ปลูกข้าวโพด, ถั่ว และกล้วย เพื่อจำหน่ายและนำเงินมารวมกันก้อนหนึ่งเป็นทุนให้กู้ยืมประกอบอาชีพของสมาชิกในหมู่บ้านตั้งแต่ปี 2527 ต่อมาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชนเข้ามาส่งเสริมอาชีพทอผ้า โดยจัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้า และธนาคารเจบิก ประเทศญี่ปุ่น สร้างอาคารแสดงสินค้า สนับสนุนการฝึกอบรมการบริหารจัดการคณะกรรมการบริหารกลุ่มอาชีพทอผ้า และไปศึกษาดูงานหมู่บ้านโฮมสเตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดการพัฒนาเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว "โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น"
             สำหรับ "โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น" นั้น "ป้าเสงี่ยม" บอกว่ามีสมาชิกเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 12 หลัง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยว โดยคณะกรรมการหมู่บ้านนาต้นจั่นได้ร่วมกันจัดตั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ ซึ่งโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอาจจะไม่หรูหราเหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว แต่นักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่ก็พึงพอใจกับสถานที่และการต้อนรับของชาวบ้านเป็นอย่างดี ที่ต้อนรับอย่างเป็นกันเอง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวจะมาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้าน


ที่สำคัญ หากใครมาเยือนที่บ้านนาต้นจั่น และไม่แวะกิน "ข้าวเปิ๊ป" หรือ "ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง" ก็ดูเหมือนว่าจะยังมาไม่ถึงบ้านนาต้นจั่น เพราะข้าวเปิ๊ป ถือเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของชุมชนแห่งนี้ครับ "ป้าเสงี่ยม" เล่าว่า "ข้าวเปิ๊ป" คือ เปิ๊ป แปลว่า พับ เป็นการนำข้าวสาร หรือข้าวจ้าวมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำมาวางบนตะแกรงเอาใบมะละกอปิด นำไปตากแดด แล้วก็ล้างทุกวันๆ ให้ครบ 4 วัน พอวันที่ 5 ก็เอาไปยี่ พอยี่เสร็จก็เอาไปกรองด้วยผ้าข้าวบางให้เหลือแต่ก้อนแป้ง เสร็จแล้วใช้ความร้อนจากเตาฟั่น เพราะถ้าไม่ใช่เตาฟั่นจะทำได้ช้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านนาต้นจั่น จากนั้นเอาแป้งที่เป็นก้อนแล้วมาใส่น้ำ กวนจนมีความข้นพอสมควร แล้วนำไปเทบนผ้าขาวบาง ทำเหมือนข้าวเกรียบปากหม้อ แล้วเอาผักและถั่วงอกวางลงบนแป้งที่สุกแล้ว ใช้ไม้ปาดทีละด้านทั้งสี่ด้าน แล้วพับเข้าหาตรงกลาง และทำน้ำซุปแบบก๋วยเตี๋ยว ถือเป็นภูมิปัญญาของหมู่บ้านที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนที่บ้านนาต้นจั่น นอกจากจะอิ่มอร่อยกับเมนูดัง "ข้าวเปิ๊ป" หรือ "ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง" อาหารที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีรสชาติกลมกล่อม ลักษณะคล้ายกับข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังได้ดูการสาธิตทำตุ๊กตาบาโหน, หัตถกรรมเฟอร์นิเจอร์จากตอไม้ ก็ถือเป็นมนต์เสน่ห์ของบ้านนาต้นจั่น ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสวิถีชีวิตที่หมู่บ้านแห่งนี้เช่นกัน และหากเป็นฤดูการทำนา นักท่องเที่ยวก็ยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตการทำนา การจับปลาในหนองน้ำด้วยตัวเองอีกด้วย...!!!
                             นวย เมืองธน
***************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น