วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

แหล่งวัฒนธรรมสระบุรี ลือเลื่องพื้นบ้านไทยวน

           "ะลอนตามอำเภอใจ"- หากเอ่ยถึง "อำเภอเสาไห้" น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.สระบุรี ที่เลื่องลือประเพณีการแข่งเรือยาว, ข้าวสาร, และผ้าทอ ฯลฯ ถูกจัดตั้งเป็นอำเภอขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2437 แต่เดิมเป็นตัวเมืองสระบุรีมาก่อน
                ซึ่งชื่อ "อำเภอเสาไห้" เป็นการกร่อนคำมาจากคำว่า "เสาร้องไห้" และมีตำนานเรื่องเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณว่า "เสาไม้ตะเคียนทอง" ซึ่งมีขนาดความยาว 13 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.75 เมตร นับว่ามีขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นเสาเอกในการสร้างปราสาทราชวังที่ประทับเชื้อพระวงศ์ต่างๆ ช่วงต้นรัชกาลกรุงรัตนโกสินทร์ 
                 ซึ่ง "นางตะเคียน" ที่สิงสถิตย์อยู่เสียใจมาก พอตกกลางคืนจึงแสดงอภินิหารลอยทวนน้ำขึ้นมา ขณะลอยมานั้นชาวบ้านริมน้ำได้ยินเสียงร้องไห้ และเสาดังกล่าวได้มาจมลง ณ บริเวณคุ้งน้ำป่าสัก ห่างจากที่ว่าการอำเภอเสาไห้ในปัจจุบัน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 50 เมตร นับแต่นั้นมาบริเวณนั้นจึงถูกเรียกว่า "สาวร้องไห้" ต่อมาจึงเหลือเพียงคำว่า "เสาไห้" 
               ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอเสาไห้" มาเขียนถึง เพราะครั้งหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอเสาไห้" แห่งนี้ครับ และนอกจาก "อำเภอเสาไห้" จะเป็นถิ่นข้าวสารพันธุ์ดีที่เลื่องชื่อ ดังคำขวัญของอำเภอที่บอกว่า "เสาตะเคียนคู่บ้าน ถิ่นข้าวสารพันธุ์ดี ผ้าทอหลากสี ประเพณีเรือยาว" แล้ว
                 "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" ยังเป็นแหล่งที่รวบรวมวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านไทยวนที่สำคัญของ "อำเภอเสาไห้" อีกด้วย ซึ่งในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหมุนเวียนกันมาเยี่ยมเยือน "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย
           "อาจารย์ทรงชัย วรรณกุล" ผู้สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้านไทยวน และก่อตั้ง "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" แห่งนี้ เล่าว่า การก่อตั้งเกิดจากแนวความคิด 3 ส. คือ ส. แรก สืบสาวเรื่องราวความเป็นมา, ส่วน ส.ที่สอง คือ สานต่อวัฒนธรรมให้คงไว้ และ ส.ที่สาม คือ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนไทยวนด้วยกัน โดยมีกลุ่มชาวไทยวนในละแวกใกล้เคียงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นชมรมขึ้นมาช่วงปี พ.ศ.2536 โดยแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานชมรม

                ซึ่งบทบาทสำคัญของ "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" คือ การศึกษาประวัติความเป็นมาของไทยวน สระบุรี ใช้เป็นสถานที่ศึกษาแลกเปลี่ยน และรวบรวมวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวไทยวน รวมถึงเผยแพร่ให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก
          "อาจารย์ทรงชัย" เล่าอีกว่า วิถีไทยวน สระบุรี หายไปกับค่านิยมสมัยใหม่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงามกำลังจะหมดไปกับปู่ย่าตายายที่เหลือเพียงไม่กี่คน ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ สิ่งที่ตนได้พยายามสืบค้นและจุดประกายชาวไทยวนให้ฟื้นวิถีที่งดงามขึ้นมาเริ่มอ่อนแรงด้วยหลากหลายปัจจัยแวดล้อม แต่ศูนย์วัฒนธรรมไทยวนวันนี้ ยังคงมีสภาพบ้านเรือนไทยวนแบบเก่าให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษา และสัมผัสได้ถึงความเป็นอยู่ในสมัยก่อนของชาวบ้านตามลุ่มแม่น้ำป่าสักที่พวกเราควรช่วยกันดูแล ความเป็นไทยวนที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ศึกษากัน และเชิญชวนให้เด็กยุคใหม่ได้สานต่อประเพณีโบราณเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม อาทิ ภาษาไทยวน, ผ้าทอไทยวน,
อาหารพื้นเมืองต่างๆ, การทำตุง, การแทง เป็นต้น ซึ่งนับวันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นที่รู้จักน้อยลงเรื่อยๆ
     จากข้อมูลประวัติไทยวนหรือโยนก พบว่าในอดีตมีถิ่นฐานกำเนิดอยู่ที่เมืองเชียงแสน เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรล้านนา มีความรุ่งเรืองทั้งทางด้านการปกครอง ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม เมื่ออาณาจักรล้านนาเสื่อมอำนาจลง พม่าได้เข้ามามีอำนาจปกครอง ต่อมาช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวไทยวนอพยพลงมาตั้งบ้านเรือนที่บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก จ.สระบุรี และบางส่วนไปตั้งถิ่นฐานที่ ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี
     นอกจากนี้ ชาวไทยวนสระบุรีมีการใช้ภาษาถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ ภาษายวน หรือภาษาล้านนา โดยมักเรียกตัวเองว่า "คนยวน" มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม โดยการอนุรักษ์และปลูกฝังให้ชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่สืบทอดมาจากถิ่นฐานเดิมให้คงอยู่ต่อไป อาทิ งานบุญสลากภัตร, งานถวายปราสาทผึ้ง, การเล่นดนตรี, การร่ายรำ, การทานขันข้าว หรือการถวายพาทาน เพื่ออุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
    ส่วนการแต่งกายของชาวไทยวน ในอดีตจะนิยมนุ่งซิ่นที่ทอขึ้นเอง ปัจจุบันนิยมเป็นผ้าฝ้ายทอด้วยกี่ทอมือ เป็นลายแบบโบราณ ที่มีการยกมุกเป็นลวดลายดอก และมีสีสันสวยงาม ซึ่งการแต่งกายของสตรีชาวไทยวนในอดีตจะนุ่งผ้าซิ่นตะเข็บเดียวลายขวางลำตัว ซึ่งประกอบด้วย หัวซิ่น และตีนซิ่น นิยมใช้ผ้าสีอ่อน คล้องคอ ใช้ผ้าแถบคาดอก ปล่อยชายข้างหนึ่งลงมา หรือห่มเฉวียงไหล่ ต่อมานิยมสวมเสื้อแขนกระบอก เสื้อแขนกุด เสื้อคอกระเช้า ห่มสไบเฉียงไว้
      สตรีชาวไทยวนในอดีตจะไว้ผมยาวเกล้ามวย ปักปิ่น และประดับด้วยดอกไม้หอม ส่วนผู้ชายชาวไทยวนจะไว้ผมทรงมหาดไทย มีทั้งสวมเสื้อ และไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าเตี่ยวหรือผ้าต้อยสีเข้ม โดยนิยมถกชายผ้าขึ้นมาเหน็บที่เอวจนเหมือนกับกางเกงขาสั้น เรียกว่า "เค้ดหม้าม" เพื่ออวดลวดลายสักที่สวยงามบนร่างกาย แล้วใช้ผ้าพาดบ่า หรือคลุมตัว ต่อมานิยมนุ่งกางเกงแบบชาวไทใหญ่ ที่เรียกว่า "เตี่ยวสะดอ" และสวมเสื้อคอกลม
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่หอวัฒนธรรมไทยวน จากทางเข้าเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาที่หลังบ้านเป็นลานกว้างติดแม่น้ำป่าสัก มีการต้อนรับแบบพื้นบ้านด้วยอาหาร ขนมไทย และน้ำสมุนไพร แถมบรรยากาศยังเป็นธรรมชาติสวยงามอีก ด้วยเหตุนี้ "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" จึงเปรียบเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ชนชาติจากรุ่นสู่รุ่น ในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีตแบบไม่ปรุงแต่ง กล่อมเกลาความรู้สึก และสัมผัสแห่งชนชาติไทย
ที่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมต้องยกนิ้วให้
        ส่วนการเดินทางมาที่นี่ก็ไม่ลำบาก เพราะมีถนนเข้าถึง หากเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก่อนถึงตัวเมืองสระบุรี จะมีทางเลี่ยงเมืองไปทางลพบุรีและเพชรบูรณ์ ก็ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลี่ยงเมือง แล้วตรงไปจนข้ามแม่น้ำป่าสักอีกประมาณ 1 กม. ให้สังเกตด้านซ้ายมือจะมีทางแยกไปปากบาง หรือทางหลวงหมายเลข 3225 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายนี้อีกประมาณ 3 กม. ก็จะเห็นป้าย "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" ซึ่งอยู่ติดถนนด้านซ้ายมือ...วันนี้ขอลากันไปก่อนครับ...!!!
                                                                          นวย เมืองธน
***************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น