วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

เสน่ห์ผ้าหมักโคลน ข้าวเปิ๊ปบ้านนาต้นจั่น

             ถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมโบราณสถานและงานศิลปกรรมต่างๆ ที่มีลักษณะอ่อนช้อยเฉพาะตัว และจังหวัดสุโขทัยยังมีอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานแห่งชาติรามคำแหง ฯลฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีชื่อเสียงของจังหวัดนี้ครับ 
              นอกจากนี้ ที่ชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางอาชีพ และวัฒนธรรม และมีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาอาชีพและกระจายรายได้สู่หมู่บ้านอุตสาหกรรมในชนบทอีกด้วย
ผมมีโอกาสมาตะลอนตามอำเภอใจ ที่บ้านนาต้นจั่น หมู่ที่ 5 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งชาวบ้านชุมชนแห่งนี้ได้รวมตัวกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีการดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย พึ่งพาอาศัย มีความพอเพียง รู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่นตามสมควร ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็ง และมีการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ในอดีตชาวบ้านส่วนใหญ่ที่บ้านนาต้นจั่นอพยพมาจากทางภาคเหนือของประเทศไทย อาทิ จ.ลำปาง, เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ ภาษาที่ใช้จึงแตกต่างจากชาวพื้นเมืองทั่วไปของ จ.สุโขทัย
          ส่วนลักษณะภูมิประเทศทั่วไปของบ้านนาต้นจั่นเป็นที่ดอนอยู่หลังเขาในเขตอุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทางด้านเกษตรกรรม ทำนา, ทำไร่, ทำสวนผลไม้ และเก็บของป่า ยามว่างจากฤดูทำการเกษตร กลุ่มพ่อบ้านจะเก็บซากไม้ในป่าเพื่อมาทำ
เฟอร์นิเจอร์จากไม้ เป็นสินค้าส่งออก
          ส่วนสตรีในหมู่บ้านจะทอผ้าแล้วนำมาหมักโคลน เป็นสินค้าโอทอปที่มีชื่อเสียงประจำหมู่บ้านนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น "ป้าเสงี่ยม" หรือ "เสงี่ยม แสวงลาภ" ประธานกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น บอกว่า ผ้าทอของไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงาม และมีความประณีตอย่างมาก ซึ่งแต่ละท้องถิ่นของประเทศไทย ต่างก็มีผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นตัวเอง
           ขณะที่บ้านนาต้นจั่นก็มีผ้าทอที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน คือ
"ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น" โดยเป็นผ้าทอที่เกิดจากการใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ใช้การย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ แล้วนำมาหมักกับโคลน ซึ่งเทคนิคนี้ค้นพบด้วยความบังเอิญกับการดำเนินชีวิตในอดีต เพราะส่วนใหญ่นิยมทอผ้าฝ้ายไว้สวมใส่เองยามไปไร่ไปนา หลังจาก
ทำงานในไร่ในนาแล้วเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเลอะโคลน จึงนำมาซักแล้วปรากฏว่าผ้าดูเก่า สีเปลี่ยนไป แต่กลับพบว่าผ้ามีเนื้อนิ่ม มีน้ำหนักดี และสวมใส่สบาย ภูมิปัญญาดังกล่าวนี้ จึงนำมาสู่กรรมวิธีการผลิตผ้าฝ้ายด้วยการนำมาหมักโคลนของกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น ประกอบกับลวดลาย
  "ป้าเสงี่ยม" บอกอีกว่า "ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น" เป็นผ้าทอที่มีความสวยงามน่าใช้ มีลวดลายที่สวยงามละเอียดลออ สามารถนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปสวมใส่ได้ทุกโอกาส ส่วนการผลิตผ้าหมักโคลนนั้น จะเริ่มจากการย้อมเส้นฝ้ายสีขาวด้วยคราม ซึ่งจะใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าสีจะติดตามต้องการ แล้วนำเส้นฝ้ายไปผึ่งแดดให้แห้งและซักน้ำครามออก นำกลับไปผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง จึงนำมาทอตามลวดลายที่กำหนดตามเอกลักษณ์ของผ้าทอบ้านนาต้นจั่น ลวดลายส่วนใหญ่ลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ อาทิ ลายผักแว่น ลายดอกพิกุล เป็นต้น
             ส่วนกระบวนการหมักโคลนนั้น จะขุดโคลนมาจากบึงหรือบ่อตามธรรมชาติ นำมาคัดเศษผงที่เจือปนออก แล้วนำไปผสมกับน้ำตามสัดส่วนที่กำหนด จากนั้นนำผ้าใส่ลงไปหมักในโคลนทิ้งไว้ 1 คืน นำมาซักให้สะอาด แล้วนำไปแช่น้ำ ทิ้งให้ผ้าดูดซับน้ำจนอิ่มตัว ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. จากนั้นนำผ้าไปต้มกับวัสดุที่ให้สีธรรมชาติ เช่น ครั่ง มะเกลือ หรือแก่นไม้ ซึ่งให้สีต่างกันไป ส่วนวัสดุที่ให้สีธรรมชาตินั้นหาได้ในท้องถิ่น หลังจากนั้นนำผ้าไปซักจนสีของน้ำซักผ้านั้นใส เพื่อป้องกันไม่ให้สีผ้าตกในภายหลัง หลังจากนั้นก็นำผ้าไปอบและผึ่งแดดให้แห้ง เสร็จแล้ว
นำไปรีด พร้อมบรรจุหีบห่อรอการจำหน่ายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อหาไปใช้งาน
             "เสงี่ยม แสวงลาภ" ประธานกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น ยังบอกว่า จากแนวคิดระดมทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพให้สตรีในหมู่บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในชุมชน หากิจกรรมอย่างอื่นทำนอกเหนือจากการทำนา, รับจ้างเกี่ยวข้าว, ปลูกข้าวโพด, ถั่ว และกล้วย เพื่อจำหน่ายและนำเงินมารวมกันก้อนหนึ่งเป็นทุนให้กู้ยืมประกอบอาชีพของสมาชิกในหมู่บ้านตั้งแต่ปี 2527 ต่อมาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชนเข้ามาส่งเสริมอาชีพทอผ้า โดยจัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้า และธนาคารเจบิก ประเทศญี่ปุ่น สร้างอาคารแสดงสินค้า สนับสนุนการฝึกอบรมการบริหารจัดการคณะกรรมการบริหารกลุ่มอาชีพทอผ้า และไปศึกษาดูงานหมู่บ้านโฮมสเตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดการพัฒนาเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว "โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น"
             สำหรับ "โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น" นั้น "ป้าเสงี่ยม" บอกว่ามีสมาชิกเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 12 หลัง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยว โดยคณะกรรมการหมู่บ้านนาต้นจั่นได้ร่วมกันจัดตั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ ซึ่งโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอาจจะไม่หรูหราเหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว แต่นักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่ก็พึงพอใจกับสถานที่และการต้อนรับของชาวบ้านเป็นอย่างดี ที่ต้อนรับอย่างเป็นกันเอง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวจะมาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้าน


ที่สำคัญ หากใครมาเยือนที่บ้านนาต้นจั่น และไม่แวะกิน "ข้าวเปิ๊ป" หรือ "ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง" ก็ดูเหมือนว่าจะยังมาไม่ถึงบ้านนาต้นจั่น เพราะข้าวเปิ๊ป ถือเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของชุมชนแห่งนี้ครับ "ป้าเสงี่ยม" เล่าว่า "ข้าวเปิ๊ป" คือ เปิ๊ป แปลว่า พับ เป็นการนำข้าวสาร หรือข้าวจ้าวมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำมาวางบนตะแกรงเอาใบมะละกอปิด นำไปตากแดด แล้วก็ล้างทุกวันๆ ให้ครบ 4 วัน พอวันที่ 5 ก็เอาไปยี่ พอยี่เสร็จก็เอาไปกรองด้วยผ้าข้าวบางให้เหลือแต่ก้อนแป้ง เสร็จแล้วใช้ความร้อนจากเตาฟั่น เพราะถ้าไม่ใช่เตาฟั่นจะทำได้ช้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านนาต้นจั่น จากนั้นเอาแป้งที่เป็นก้อนแล้วมาใส่น้ำ กวนจนมีความข้นพอสมควร แล้วนำไปเทบนผ้าขาวบาง ทำเหมือนข้าวเกรียบปากหม้อ แล้วเอาผักและถั่วงอกวางลงบนแป้งที่สุกแล้ว ใช้ไม้ปาดทีละด้านทั้งสี่ด้าน แล้วพับเข้าหาตรงกลาง และทำน้ำซุปแบบก๋วยเตี๋ยว ถือเป็นภูมิปัญญาของหมู่บ้านที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนที่บ้านนาต้นจั่น นอกจากจะอิ่มอร่อยกับเมนูดัง "ข้าวเปิ๊ป" หรือ "ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง" อาหารที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีรสชาติกลมกล่อม ลักษณะคล้ายกับข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังได้ดูการสาธิตทำตุ๊กตาบาโหน, หัตถกรรมเฟอร์นิเจอร์จากตอไม้ ก็ถือเป็นมนต์เสน่ห์ของบ้านนาต้นจั่น ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสวิถีชีวิตที่หมู่บ้านแห่งนี้เช่นกัน และหากเป็นฤดูการทำนา นักท่องเที่ยวก็ยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตการทำนา การจับปลาในหนองน้ำด้วยตัวเองอีกด้วย...!!!
                             นวย เมืองธน
***************************************************

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

สัมผัสวิถีคาวบอย "ฟาร์มม้า"อ.ส.ค.

             "ะลอนตามอำเภอใจ"-หากเอ่ยถึง "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ก็คงหมายถึงการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นทางด้านการเรียนรู้วิถีเกษตรกรรม ด้านการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดการเรียนรู้มาทำให้เกิดประโยชน์
                ก่อเกิดรายได้ต่อชุมชน เป็นการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม และคงเป็นการท่องเที่ยวเพื่อชื่นชมความสวยงาม ความสำเร็จ และเพลิดเพลินในสวนเกษตร ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่
              บนพื้นฐานความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนั้น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนเกษตรกรรม เช่น สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยง รวมถึงแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ
             "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพ ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี หรือองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ถือเป็นแหล่ง "ท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสระบุรี ที่ถูกนักท่องเที่ยวกล่าวขานถึงในโลก "โซเชียลมีเดีย" กันอย่างแพร่หลาย สำหรับผู้คนที่เดินทางมา "ท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ที่ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" แห่งนี้ครับ ช่วงงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2557 ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสเดินทางมา
          "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อ.ส.ค. มวกเหล็ก" และถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้สัมผัส "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ที่ฟาร์มโคนมฯ แห่งนี้
     นอกจาก "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" จะเป็นแหล่ง "ท่องเที่ยวเชิงเกษตร" และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโคนมอย่างครบวงจรแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังถือเป็นประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย ส่วนกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสในการเยี่ยมชมฟาร์มแห่งนี้ คือ การนั่งรถพ่วงชมทุ่งหญ้ากับฝูงโคนม,
             ชมการสาธิตรีดนมโคแบบโบราณ  และนักท่องเที่ยวยังสามารถทดลองรีดนมด้วยตัวเองอีกด้วย,  ป้อนนมให้ลูกโค, ชมวีดีทัศน์ประวัติ อ.ส.ค., ชมพิพิธภัณฑ์สองกษัตริย์ไทย-เดนมาร์ค, รับฟังการบรรยายการเลี้ยงโคนมครบวงจร, การทำอาหารหมักสำหรับโค, การแสดงวิถีชีวิตคาวบอย อาทิ การบ่วงบาศโค และการบังคับโค ฯลฯ
   ส่วนไฮไลท์ที่ทาง "อ.ส.ค. มวกเหล็ก" เพิ่มกิจกรรมเข้ามาเพื่อดึงดูด "นักท่องเที่ยวเชิงเกษตร" เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวที่หลงใหลกลิ่นไอของ "เมืองคาวบอย"
ก็เห็นจะเป็น "ฟาร์มม้า" และมีการจำลองสถานที่ และวิถีชีวิตคาวบอย แบบตะวันตก รวมถึงการแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาวบอยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างจุใจอีกด้วย โดยเฉพาะการขี่ม้าที่นี่มีม้าให้ขี่กันแน่นอน ที่สำคัญ "ฟาร์มม้า" และการจำลองวิถีชีวิต "เมืองคาวบอย" ณ จุดนี้ กำลังถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง และถือว่าได้รับกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ
    แน่นอนว่า เมื่อมาถึงถิ่น "เมืองคาวบอย" ที่ "อ.ส.ค. มวกเหล็ก" แห่งนี้ ถ้าไม่ได้พูดคุย

กับเจ้าถิ่นอย่าง "คุณสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์" รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ถึงแนวคิดที่มาของ "ฟาร์มม้า" แห่งนี้ ก็ดูเหมือนจะยังมาตะลอนฯ ไม่ครบสูตรเท่าไหร่นัก การเปิดฉากสัมภาษณ์ พูดคุยกับ "คุณสุชาติ" แบบสไตล์คาวบอย...จึงเริ่มขึ้นอย่างออกรสชาติแบบ...
          "คุณสุชาติ" บอกว่า ที่ผ่านมากิจกรรมการท่องเที่ยวภายใน "อ.ส.ค. มวกเหล็ก" ก็จะมีคอกสวนสัตว์ นกกระจอกเทศ และอื่นๆ เวลานักท่องเที่ยวเข้ามาที่ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" 
              ก็จะมาดูการรีดนมโค ฯลฯ เราจึงเห็นกิจกรรมสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวควรจะมีมากกว่านี้ จึงได้เพิ่มกิจกรรมการขับขี่รถเอทีวีเข้ามา และเมื่อปีที่แล้วก็ได้ติดต่อกับทาง "ลลิตาฟร์าม" เข้ามาจัดกิจกรรมฟาร์มม้าขึ้นในที่แห่งนี้ เนื่องจากเราเห็นว่า "ฟาร์มม้า" จะเป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาสัมผัสกลิ่นไอของ "เมืองคาวบอย" นอกเหนือจากการที่ได้สัมผัสกิจกรรมต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสามารถชมการแสดงโชว์ต่างๆ ที่ "ฟาร์มม้า" อาทิ การเต้นลีลาสม้า, การเต้นไลน์ม้า, การฟาดแส้
หรือการตีแส้คาวบอย, การแสดงบ่วงบาศ ฯลฯ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคาวบอย ซึ่ง "อ.ส.ค. มวกเหล็ก" และ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" ก็เปรียบเสมือน "เมืองคาวบอย" เมืองโคนมอยู่แล้ว และ "ฟาร์มม้า" ก็จะเป็นไฮไลท์ส่วนหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้
  "รองผู้อำนวยการ อ.ส.ค." บอกอีกว่า ที่ผ่านมาหลังจากมีการจัดให้มี "ฟาร์มม้า" ขึ้น ก็พบว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เนื่องจากได้รับกระแสการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้น เพราะในเวลา 1 ชั่วโมง

          ที่นักท่องเที่ยวได้เข้าได้เข้ามาสัมผัสกิจกรรมต่างๆ ที่ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" ก็สามารถมาสัมผัสวิถีชีวิตคาวบอยที่ "ฟาร์มม้า" แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นสถานีสุดท้ายสำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรของเรา
"หลังจากมี "ฟาร์มม้า" ที่นี่ ส่งผลให้ละครทางทีวีหลายช่อง นิยมมาถ่ายทำละครที่นี่ เพราะนอกจากจะได้โลเกชั่น ภูเขา เทือกเขา ทุ่งหญ้า และยังมีม้าให้ใช้ประกอบการแสดงอีก ซึ่งปีที่แล้วมีมาถ่ายละคร 3 เรื่องในวันเดียวกัน ซึ่งในปีนี้ก็มีการติดต่อมาถ่ายละครกันอย่างต่อเนื่อง และ
ถือเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยว อย่างน้อยๆ นักท่องเที่ยวเองก็ได้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนม และถือเป็นการรณรงค์การบริโภคนมอีกส่วนหนึ่งด้วย" รองผู้อำนวยการ อ.ส.ค.กล่าว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค "คุณสุชาติ" ฝากถึงนักท่องเที่ยวว่า "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" นอกจากจะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมธรรมชาติที่สวยงามภายในฟาร์มพื้นที่กว่า 2 พันไร่
                และอุตสหกรรมโคนมแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถชมสถานีม้า หรือ "ฟาร์มม้า" ของเรา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราเพิ่มเติมขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีการแสดงวิถีชีวิตคาวบอย จึงอยากให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวและมาสัมผัสกลิ่นไอของ "เมืองคาวบอย" ที่ "ฟาร์มม้า"  ณ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" แห่งนี้กัน...สำหรับวันนี้ "ตะลอนตามอำเภอใจ" คงต้องกล่าวคำว่า สวัสดี และโบกมือลากันไปก่อน ส่วนครั้งหน้าผมจะพาไปตะลอนฯ ที่ไหนกันบ้าง อย่าลืมติดตามกันครับ...!!!
นวย เมืองธน
************************************************

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557

เทศกาลโคนมแห่งชาติ ปลอดเหล้าเพื่อสุขภาพ

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-บนเนื้อที่ 2,700 ไร่ ริมถนนมิตรภาพ ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ถือเป็นสถานที่ตั้ง"ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ ยังถือเป็นประวัติศาสตร์ และจุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย
                โดยเมื่อปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสประเทศเดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์ค เป็นอย่างมาก ต่อมารัฐบาลเดนมาร์ค และสมาคมเกษตรกรโคนมเดนมาร์ค ได้ร่วมใจกันน้อมเกล้าถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทยจัดตั้งฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์คขึ้น ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แห่งนี้ครับ
               พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระเจ้าเฟรดเดอริค พระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 ของประเทศเดนมาร์ค ได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 ต่อมาได้โอนกิจการทั้งหมดให้รัฐบาลไทย และให้จัดเป็นองค์การส่งเสริม กิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมและรับซื้อนมดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม

              ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ โรงแรมดิเอมเมอรัล ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมงานแถลงข่าว การจัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2557 และเปิดแผนขยายตลาดผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค  ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี 





ระหว่างวันที่ 17-22  มกราคม 2557
นอกจากนี้ วันแถลงข่าวดังกล่าว ยังมีการแสดงต่างๆบนเวที พร้อมทั้งสาธิตการทำ "นมคาราเมลอินคันทรี" ซึ่งเป็นเครื่องดื่มร้อน และ "ค็อกเทลนม" เครื่องดื่มเย็นที่ปราศจากแอลกอฮอล์ อีกด้วย แต่ที่ไฮไลท์สุด เห็นจะเป็นการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ พระเอกฮีโรพันธุ์ใหม่ "มิก ทองระย้า" จากละคร "ลูกผู้ชายพันธุ์ดี" ช่อง 7 สี และเซ็กซี่สตาร์ "ครีม ธิชาชา เจริญพงษ์ปรีชา" จากละคร "ผู้ชนะสิบทิศ" ซึ่งบอกอย่างไม่อายเลยว่า ถ้าไม่มีการเปิดตัวดารากัน 
    ผมคงไม่รู้หรอกว่าใครเป็นดาราบ้างพราะเป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ไม่ใช่สายบันเทิง แถมยังตกเทรนด์เรื่องดารา นักแสดงอย่างมาก ต้องขออภัยอย่างแรง
"ครีม ธิชาชา เจริญพงษ์ปรีชา" นักแสดงสาวเซ็กซี่สตาร์  บอกว่า อยากเชิญชวนให้ทุกคนไปเที่ยวการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเทศกาลโคนมแห่งชาติ  ประจำปี 2557 ที่ อ.ส.ค.มวกเหล็ก จ.สระบุรีกันค่ะ นอกจากจะมีกิจกรรมมากมายแล้ว เรายังได้เห็นคุณค่าของนมด้วย ว่านมนั้นมีประโยชน์มากแค่ไหน เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องดื่มนม

เกิดมาวันสองวันก็ต้องดื่มนมแม่ ถ้าบางคนดื่มนมแม่ไม่ได้ ก็จะต้องหานมอย่างอื่นมาดื่มทดแทนนมแม่กัน ตอนอยู่อนุบาลก็ต้องดื่มนม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็จะมีนมอีกรูปแบบหนึ่ง อาจจะเป็นนมเปรี้ยว พออายุสูงขึ้นก็ต้องดื่มนมที่มีแคลเซียมเสริมสร้างกระดูก ถ้าไปเที่ยวที่งานนี้ก็จะรู้คุณค่าของนมว่ามีมากแค่ไหน
           


            "มิก ทองระย้า" พระเอกหนุ่มสูงยาว เข่าดีเปล่าไม่รู้ บอกว่า อยากเชิญชวนให้ไปเที่ยวงานเทศกาลโคนมแห่งชาติกันมากๆครับ เพราะเท่าที่จำความได้ผมเองชอบดื่มนมอย่างมาก ดื่มนมตั้งแต่เด็กๆ ช่วง ม.3 ดื่มวันละ 4 กล่อง โตมาก็ยังชอบดื่มนมอยู่ ที่สำคัญเด็กๆ ถ้าดื่มนมแล้ว จะช่วยในการพัฒนาสมอง ร่างกายแข็งแรง มีคุณภาพด้วย การดื่มนมจึงมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา
 



"นพดล ตันวิเชียร" รอง ผอ.ทำการแทน ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า การจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติครั้งนี้ ทางอ.ส.ค.ได้ปรับลดกิจกรรมบันเทิงลง โดยจะเน้นรูปแบบการจัดงานแบบ "ปลอดเหล้า" หรือบันเทิงเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันยังได้ปรับรูปแบบการจัดงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยจะจัดให้มีนิทรรศการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมของประเทศในกลุ่มอาเซียน พร้อมจัดประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติ ในวันที่ 18 มกราคม 2557 เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, 

มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, และไทย ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การเจรจาธุรกิจการค้า และหาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในงานนอกจากจะมีการจำลองเป็นเมืองคาวบอย ปลอดแอลกอฮอล์ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงค่านิยมจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาเป็นการดื่มนมเพื่อเสริมสุขภาพให้แข็งแรงแล้ว ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการเกี่ยวกับโคนมทั้งระบบ มีการออกร้านจำหน่ายปัจจัยการเลี้ยงโคนม การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ทั้งยังมีกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคนม การประกวดโคนม และการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศน์ เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย...!!!
นวย เมืองธน
*****************************************************