วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สีสันมุม..มุมหนึ่ง ช่วงเยือนเขาใหญ่

         "ลอนตามอำเภอใจ"-หากเอ่ยถึง "เขาใหญ่" ผมเชื่อเหลือเกินว่าน้อยคนจริงๆที่จะบอกว่าไม่รู้จัก เพราะ "เขาใหญ่" ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยครับ 
ย้อนกลับช่วงปีพ.ศ. 2502 "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์"  นายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทยขณะนั้น เล็งเห็นว่าบริเวณเขาใหญ่ มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีความสวยงาม เหมาะใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ประสบปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
"จอมพลสฤษดิ์" จึงสั่งให้มีการสำรวจพื้นที่บริเวณต.เขาใหญ่เดิม และบริเวณโดยรอบ โดยได้ตราพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติขึ้น ตั้งเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติใน
ปีพ.ศ. 2505 ถือเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย และได้ตัดถนนธนะรัชต์ แยกออกมาจากถนนมิตรภาพมายังตัว "เขาใหญ่"
และในช่วงฤดูหนาว อากาศกำลังเย็นสบาย แบบหนาวสั่นบ้าง...ไม่สั่นบ้าง หากมีโอกาสใช้วันหยุดยาว สัก 2-3 วัน มานอนพักที่ "เขาใหญ่" ไม่ว่าจะกางเต้น หรือพักในโรงแรมต่างๆ ผมเชื่อว่าจะเป็นการพักผ่อนที่ให้กำไลกับชีวิตที่ดีเยี่ยมอย่างมาก ที่สำคัญ "เขาใหญ่" ถือเป็นแหล่งอากาศบริสุทธิ์ ที่มีโอโซนติดอันดับ 7 ของโลก อีกด้วย ซึ่งการได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์
ณ ที่ "เขาใหญ่" แห่งนี้ จึงทำให้เราสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกครับ
       ช่วงที่ผมมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เขาใหญ่" สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมาเยือน และนิยมมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และนำรูปไปโพสกันในเฟสบุค หรือโซเชียลมีเดีย ต่างๆ คงจะหนีไม่พ้น "ปาลิโอ" เขาใหญ่ ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ หลักกิโลเมตรที่ 17 อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ติดกับโรงแรมบาลิออส เขาใหญ่  ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งบันเทิงของ "เขาใหญ่" สร้างด้วยด้วยถาปัตยกรรมแบบอิตาลี โดยได้ออกแบบ
และก่อสร้างเป็นกลุ่มอาคารถนนคนเดิน ด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโบราณ
    สิ่งที่น่าสนใจใ  "ปาลิโอ"  เขาใหญ่ คงจะเป็นการออกแบบ และก่อสร้างเป็นกลุ่มอาคารถนนคนเดินด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีร้านเล็กๆเป็นแนวลดหลั่นเรียงกัน รอต้อนรับลูกค้า และผู้มาเยือนจากที่ต่างๆ ประมาณ 120 ร้านค้า โดยการจัดสรรพื้นที่บริการและขายสินค้าหลายประเภท เช่น ของแต่งบ้าน เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ งานดีไซด์ต่างๆ ร้านไวน์ ร้านกาแฟ  ร้านเสริมสวย  ร้านขายยา
ร้านขายหนังสือ ศูนย์อาหาร ร้านไอที ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สวนหย่อม น้ำพุ ลานอเนกประสงค์ สำหรับจัดการแสดง หรือ ดนตรี หรือเปิดตัวสินค้าใหม่ ห้องแสดงสินค้า นิทรรศการ และห้องพักบูติค ซึ่งแต่ละร้านจะได้รับการออกแบบ ให้มีสไตล์ และเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่กลมกลืนไม่แปลกแยก ในภาพรวม ประกอบกับภูมิทัศน์ล้อมรอบ ด้วยความ
เป็นธรรมชาติของ "เขาใหญ่"
ด้วยเหตุนี้ บนพื้นที่ 7 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่อาคารทั้งหมด 6,500 ตารางเมตร พื้นที่สวน และส่วนกลางอีก 4,700 ตารางเมตร ด้วยงบประมาณลงทุนมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ของ "ปาลิโอ"  เขาใหญ่ จึงถือเป็นสถานที่เหมาะสำหรับให้คนมาพักผ่อน เดินเที่ยว ถ่ายรูป ช็อปปิ้ง เหมือนเดินในเมืองอิตาลีเลยก็ว่าได้ครับ
และอีกมุมหนึ่งของ "เขาใหญ่" ช่วงที่ผมมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชม "ฟาร์มเห็ด" ของ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม"  ริมถนนธนะรัชต์ หมู่6 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง
จ.นครราชสีมา ของ "ปรเมศวร์ สิทธิวงศ์" หุ้นส่วนใหญ่เจ้าของกิจการฟาร์มเห็ด แห่งนี้ ที่มุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวสามารถเก็บเห็ดปลอดสารพิษ ด้วยตนเองในโรงเพาะไปกินเพื่อสุขภาพ นำกลับไปปรุงอาหารที่บ้านด้วยความสนุกสนาน อีกทั้งยังมีร้านที่มีสินค้าสดและสินค้าแปรรูปจากเห็ดหลายหลายให้เลือกซื้อมากมาย
ผมเองก็มีโอกาสไปเดินชมสวนของครอบครัวเจ้าของฟาร์มเห็ด แห่งนี้ ซึ่งอยู่ด้านหลังติดกัน และอาจเป็นสถานที่ ซึ่งไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาชมกันง่ายๆ ภายในสวนแห่งนี้
               นอกเหนือจากสวนมะม่วง น้อยหน่า ขนุน และกล้วย ที่เห็นแล้ว ยังมีพันธุ์ไม้ ดอกไม้ ผลไม้ อีกนานาชนิด จนผมบรรยายไม่ถูก แต่ที่ชอบก็ตรงที่มีโอกาสได้เดินชมสวนแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นการผ่อนคลายสมอง และทำให้รู้สึกสดชื่น เบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยกลิ่นไอวิถีชีวิต ชาวสวน ชาวไร่ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าบางครั้ง จึงสามารถสร้างจินตนาการที่ดีๆ เติมเต็มให้ตัวเราได้มากโขทีเดียวครับ
           "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ในช่วงสุดท้ายนี้ นอกจาก "เขาใหญ่" 
จะมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆแล้ว ที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร ก็มีให้นักท่องเที่ยว เลือกใช้บริการกันอย่างมากมายอีกด้วย ที่สำคัญ หากนักท่องเที่ยว เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งถือเป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก จนบางครั้งขณะกำลังขับรถยนต์ไปตามถนน ก็สามารถเห็นสัตว์ป่าเดินผ่านหรือออกหากินตามทุ่งหญ้า หรืออาจเห็นโขลงช้างออกมาหากินริมถนน ก็ดูแล้วเพลิดเพลินตาดีครับ ช่วงที่ผมเดินทางกลับ จำไม่ได้เหมือนกันว่าถนนช่วงไหนของเขาใหญ่ ข้างๆทางก็มีพันธ์ไม้ต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาขาย ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งที่ได้มาเขาใหญ่แล้วได้เห็น จึงถือได้ว่าการมา "เขาใหญ่" ครั้งนี้นั้น เป็นอีกมุมหนึ่งของ "เขาใหญ่" ที่ผมได้สัมผัสก็ว่าได้...!!!
นวย เมืองธน
*************************************

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แหล่งเที่ยวเรือนจำเขากลิ้งสร้างอาชีพคืนคนดีสู่สังคม

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-บนพื้นที่ประมาณ 580 ไร่ ติดกับเขากลิ้ง ต.วังจันทร์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ถือเป็นสถานที่ตั้งของ "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" อาจเรียกได้ว่าเรือนจำแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของ จ.เพชรบุรี ไปแล้วก็ว่าได้
          เพราะระยะหลังๆ มานี้ได้รับกระแสการตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาท่องเที่ยวเมืองไทยมากมายเหลือเกิน เนื่องจาก "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" ที่ผมกำลังเอ่ยถึงอยู่นี้ มีความแตกต่างจากเรือนจำที่คุมขังอื่นๆ หรือภาษาชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "คุก" อย่างสิ้นเชิง
               ที่สำคัญเรือนจำแห่งนี้ยังมีความสำคัญในด้านศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่กักขังบริเวณผู้ต้องขัง เป็นสถานที่ฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ซึ่งผู้ต้องขังที่จะมาอยู่ที่นี่ได้ ต้องมีความประพฤติดี และถูกคัดเลือกมาจากเรือนจำเพชรบุรี เนื่องจาก "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" อยู่ในรับความรับผิดชอบและขึ้นตรงกับเรือนจำกลางเพชรบุรี ขณะเดียวกันก็อาจมีการพิจารณาผู้ต้องขังจากเรือนจำจังหวัดใกล้เคียงให้มาอยู่ภายในเรือนจำชั่วคราวแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
            "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" ซึ่งเสมือนเป็นศูนย์เตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้เป็นคนดีกลับคืนสู่สังคมอย่างปกติหลังพ้นโทษ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2505 ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง 142 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด มีเจ้าหน้าที่ดูแล 14 คน บนพื้นที่ทั้งหมดของเรือนจำถูกแบ่งเป็นสวนป่าสะเดา, ป่าธรรมชาติ, บ่อน้ำเพื่อการเกษตร, แปลงสาธิต, กิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน โดยมีกิจกรรมต่างๆ ให้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงการฝึกอาชีพต่างๆ มากมายให้กับผู้ต้องขังที่มาอยู่เรือนจำแห่งนี้
              แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่องราวของ "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมเดินทางมากับคณะผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์ที่นำคณะสื่อมวลชนมาสัญจรดูงาน และเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ ภายในเรือนจำชั่วคราวเขากลิ้งแห่งนี้
     "พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกว่า การนำสื่อมวลชนมาเยี่ยมชม "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" แห่งนี้ เพื่อให้สื่อมวลชนได้รับทราบและเข้าใจในบทบาทภารกิจของกรมราชทัณฑ์
และนำไปเผยแพร่ให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจ และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั่วไป เพื่อจะได้ร่วมมือกันแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นคนดีและออกไปสู่สังคมได้อย่างปกติสุขภายหลังพ้นโทษ ที่สำคัญเรือนจำแห่งนี้มีการฝึกอาชีพแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพัฒนาผู้ต้องขังให้รู้จักพึ่งพาตนเอง ตั้งแต่ด้านปัจจัย 4 ที่อยู่อาศัย การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีอาชีพที่สุจริตมั่นคง
         "อธิบดีกรมราชทัณฑ์" บอกอีกว่า นอกจากนี้มีการฝึกวิชาการเกษตรแบบพอเพียง อาทิ เกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งมีความหลากหลายของการปลูก ตั้งแต่ผักสวนครัวชนิดต่างๆ ที่หมุนเวียนปลูกสลับกันไป ทั้งผักบุ้งจีน, ถั่วพู, ถั่วฝักยาว, ผักกาดขาว, พริก, กะเพรา, และอีกสารพัดพืชผักที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่ รวมทั้งไม้ผลอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง, มะละกอ, มะนาว เป็นต้น ที่พิเศษคือการปลูกดอกมะลิเชิง
พาณิชย์ในแปลงขนาดใหญ่ สามารถเก็บดอกขายให้กับบริษัทนำไปผลิตเป็นน้ำหอมทุกวัน และผลผลิตทางการเกษตรทุกชนิดจะปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์ มีการเพาะเห็ดนางฟ้าแบบโรงเรือน การปลูกต้นดอกพุทธซ้อนเพื่อขายต้นและดอกควบคู่กันไป การกลั่นสมุนไพรจากพืชเพื่อไล่แมลง การจัดทำน้ำส้มควันไม้ใช้แทนสารเคมี และการปลูกสวนป่า ฯลฯ
      "พ.ต.อ.สุชาติ" บอกด้วยว่า โดยเฉพาะการปลูกสร้างบ้านดิน ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะเป็นที่ยอมรับ
จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนใน จ.เพชรบุรี และจังหวัดอื่นๆ ซึ่งได้นำบุคลากรเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกทักษะวิชาชีพที่ศูนย์ "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" เป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยในปี พ.ศ.2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดห้องสมุดพร้อมปัญญา และทอดพระเนตรศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
           "หากใครมาเยือนที่ "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" จะเห็นร้านขายกาแฟตั้งอยู่ เพราะที่เรือนจำมีการฝึกอาชีพการชงกาแฟให้กับผู้ต้องขัง ที่ผ่านมามีผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้วสามารถได้งานทำตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีชื่อเสียงใน จ.เพชรบุรี โดยรับผู้ต้องขังเหล่านี้ไปทำงาน เพราะมีความรู้ในการชงกาแฟที่มีรสชาติอร่อย ซึ่งก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไปได้มีงานดีๆมีรายได้จุนเจือครอบครัว" พ.ต.อ.สุชาติ กล่าว
                   "ดร.สุรสิทธิ์ จิตรชอบใจ" ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเพชรบุรี ในฐานะเจ้าบ้านและทำหน้าที่ไกด์นำชม กล่าวเสริมว่า ผู้ต้องขังที่มาอยู่ ณ "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" นอกจากจะได้รับการปฏิบัติดูแลในลักษณะผ่อนคลายแล้ว ยังได้ประโยชน์จากทางราชการมากขึ้น เช่น การเยี่ยมเพื่อใช้ชีวิตคู่ เป็นสถานที่ฝึกอบรมเรื่องระเบียบวินัย ฝึกหัดอาชีพ ให้มีความรู้ ความชำนาญ และทักษะ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ภายหลังพ้นโทษ ถือเป็นสถานที่เตรียมความพร้อมก่อนได้รับการปลดปล่อยกลับสู่สังคม และยังเป็นสถานที่ระบายความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำกลางเพชรบุรีอีกด้วย
                 สำหรับการได้มา  "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" ของผมในครั้งนี้ นอกจากจะได้เปิดหูเปิดตา ได้ความรู้ และไอเดียต่างๆ มากมายกลับบ้านแล้ว สิ่งที่พบเห็นภายในเรือนจำแห่งนี้ คือ บ้านชั้นเดียวที่ทำด้วยดินรูปร่างสวยงาม มีการแต่งแต้มสีสันทั้งภายในและภายนอกอย่างพิถีพิถัน รอบตัวบ้านตกแต่งจัดสวนได้อย่างลงตัว พื้นที่จัดสรรแบบเรียบง่าย มีทั้งอาคารสำนักงาน สถานที่ตรวจสารเสพติด และควบคุมผู้กระทำผิด บ้านพักอาศัย สถานที่เลี้ยงสัตว์ ด้านปศุสัตว์ต่างๆ อาทิ การเลี้ยงไก่พื้นเมือง, หมูป่า, โคพื้นเมือง, แพะเนื้อ และสุกร โดยผู้ต้องขังจะได้รับความรู้ตั้งแต่การเลี้ยงดูพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปจนถึงขยายพันธุ์ การเลี้ยงดูลูกสุกรในลักษณะต่างๆ รวมถึงขายให้กับผู้สนใจทั่วไป
               สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ "การเลี้ยงหมูหลุม" เป็นการเลี้ยงตามแนวทางเกษตรธรรมชาติ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ เพื่อพัฒนาเกษตรกรไทย โดยยึดหลักธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงหมูหลุมนี้จะเน้นการใช้จุลินทรีย์ ทำให้สุกรมีความต้านทานโรค เนื้อแดงมาก มีไขมันน้อย ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวน ที่สำคัญช่วยลดต้นทุน มีกำไรสูง สุดท้ายพื้นคอกยังนำไปใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพและปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคได้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้ต้องการอาหารที่ปลอดสารพิษ และการเลี้ยงหมูหลุม จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้ดีแบบไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี แถมยังสามารถนำเอามูลสุกรไปหมักในถังเพื่อให้เกิดก๊าชแล้วนำกลับมาใช้หุงต้มได้อีก


                  ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ขณะที่ผมเดินชมสิ่งต่างๆ อย่างเพลิดเพลินภายใน "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" แห่งนี้ ก็มองไปเห็นการผลิต "เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง" 
ของผู้ต้องขังที่นี่ ถือได้ว่าเป็นเตาหุงต้มที่มีประสิทธิภาพน่าใช้มาก เพราะคุณภาพของเตาหุงต้มนี้มีการให้ความร้อนที่สูงสม่ำเสมอ และใช้เชื้อเพลิงจำนวนน้อยกว่าเตาหุงต้มจากท้องตลาดทั่วไป มีการออกแบบให้ประหยัดพลังงาน สามารถให้ความร้อนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบรูปทรงและตัวถังบรรจุเตา ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
และหากใครยังไม่มีโอกาสแวะเวียนไปที่ "เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง" ก็อาจแวะเวียนให้กำลังใจผู้ต้องขัง เพื่อคืนคนดีสู่สังคม ด้วยการไปอุดหนุนสินค้าต่างๆ มากมายของเรือนจำแห่งนี้ ที่นำมาขาย และจัดแสดงร่วมกับเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ ภายในงานนิทรรศการผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 9-19 ธันวาคม 2556 เวลา 09.00 น.- 21.00 น. ณ สนามหน้าเรือนจำลาดยาว ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ...วันนี้ขอโบกมือลากันไปก่อนครับ...!!!
                      นวย เมืองธน
*****************************************

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โครงการน้ำดีหรือไม่ คนสระบุรีรู้ดีกว่าใคร

             "ะลอนตามอำเภอใจ"-จังหวัดสระบุรี ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่สำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดสระบุรีได้จัดการประชุมและเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท
            ซึ่งจังหวัดสระบุรีก็อยู่ในโครงการ โมดูล A5 แผนการออกแบบการจัดทำทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ (Floodway) ทางผันน้ำ (Flood diversion 5 channel) ขนาดไม่น้อยกว่า 1,500 ลบ.ม/วินาที รวมทั้งการจัดทำทางหลวงระดับประเทศไปพร้อมๆ กัน ภายใต้งบประมาณ 153,000 ล้านบาท
     โดยมีชาวบ้านจาก 13 อำเภอของ จ.สระบุรี คือ อ.เมืองสระบุรี, แก่งคอย, เฉลิมพระเกียรติ, ดอนพุด, บ้านหมอ, พระพุทธบาท, มวกเหล็ก, วังม่วง, วิหารแดง, เสาไห้,
หนองแค, หนองแซง, และหนองโดน กว่า 1,500 คน เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการดังกล่าว และมีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย เพื่อมารับฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลจากชาวบ้าน ที่วิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี ถ.เลี่ยงเมืองสระบุรี-ลพบุรี ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ย.56 ที่ผ่านมา
      แน่นอนครับว่าผมหยิบยกการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการดังกล่าวมาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา
"ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในงานวันนั้นด้วย โดยบรรยากาศภายในงานตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเที่ยงเป็นไปอย่างคึกคัก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอส.ฝ่ายปกครอง เกือบ 100 นาย มาคอยรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณงานด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการนี้ โดยมีวิทยากรคอยอธิบายถึงที่มาที่ไปของโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าใจ ส่วนอาหาร และน้ำต่างๆ ก็มีแจกให้ชาวบ้านที่มาในงานได้กินกันถ้วนหน้า
    
            "สุทธิพงษ์ จุลเจริญ" ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ว่า ความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัย หรือน้ำท่วมในห้วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากจะสร้างความเสียหายในด้านทรัพย์สิน, เงิน, ทอง บ้านเรือนต่างๆ ของประชาชนและทางราชการแล้ว ชาวบ้านยังต้องอพยพหนีน้ำท่วมไปอยู่ในที่ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงมีความปรารถนาดีที่อยากให้ปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมที่เรื้อรังมาเป็นเวลานับ 100 ปี หมดสิ้นไป
ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำไปประกอบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้หมดไปจากประเทศไทย และในส่วนของ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่กลางน้ำ ต้นน้ำ คือภาคเหนือ นับจาก จ.นครสวรรค์ขึ้นไป  ส่วนจ.สระบุรี ถือเป็นพื้นที่กลางน้ำ ที่รับอิทธิพลจากน้ำรอบทิศทาง แม้จะมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แต่ จ.สระบุรียังมีภูเขาและร่องน้ำที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการระบายน้ำอยู่ 


         "ทั้งต้องรับน้ำฝนที่หลั่งไหลลงสู่ผืนดิน และน้ำที่ไหลจากที่สูง ภูเขาลงสู่ที่ราบ เรามีอุปสรรคขัดขวางต่อการไหลของน้ำจำนวนมาก ยกตัวอย่าง ถนนพหลโยธิน ถนนมิตรภาพ ที่อำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง แต่เป็นทางผันน้ำ เรามีหมู่บ้านจัดสรร และหมู่บ้านที่สร้างขึ้นใหม่ที่ต้องถมดิน ทำให้จากที่ลุ่มกลายเป็นที่สูง ก็เป็นอุปสรรคขัดขวางทางน้ำ เรามีคลองชลประทาน เช่น คลองระพีพัฒน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการเกษตรมาอย่างยาวนาน คลองนั้นตื้นเขิน 
ยังขาดระบบที่จะระบายน้ำจากพื้นที่คลองขวางอยู่" นายสุทธิพงษ์ กล่าว
   "ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี" กล่าวด้วยว่า ประชาชนที่มารับฟังความคิดเห็นในวันนี้ คาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และที่สำคัญจะได้ช่วยกันแนะนำผู้ที่มารับฟัง และคณะเจ้าหน้าที่ให้รับรู้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลที่มีความปรารถนาดี ที่ต้องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องยากและเรื้อรังมานานนั้นให้สำเร็จลุล่วง

เพื่อชาวสระบุรีและคนไทยทั้งชาติจะได้หลุดพ้นจากปัญหาน้ำท่วม และผลสำเร็จของการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการนี้ ก็คือความสุขของพวกเรา ความสุขของลูกหลานที่อยู่ใน จ.สระบุรี ที่จะเติบโตในอนาคต
    ส่วนบรรยากาศภายในที่ประชุม ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตแกนนำกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ระบุว่า เวทีแห่งนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิด
เห็นอย่างแท้จริง แถมการบริหารจัดการน้ำนั้นส่อไปในทางทุจริต ไม่มีความชัดเจนในโครงการ เป็นการใช้งบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ควรมีโครงการจัดการบริหารจัดการน้ำ ควรให้น้ำไหลเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนเช่นในอดีต พื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยจะไม่เป็นวงกว้างเหมือน เช่น ปัจจุบันในการปรับปรุงคลองไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการน้ำ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อการเกษตร แต่กลับนำน้ำไปใช้ในทางอุตสาหกรรม อีกทั้งในหลายพื้นที่ของ จ.สระบุรี

ประสบปัญหาน้ำในคลองเน่าเสีย โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ
      สำหรับบรรยากาศการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นในช่วงบ่าย ได้มีการแบ่งชาวบ้านเข้าประชุมกลุ่มย่อย "สมบัติ แก้ววิสูตร" กำนัน ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี อาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม ผู้ที่มาร่วมประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็น บอกว่า เห็นด้วยกับโครงการของรัฐบาลที่จัดการเกี่ยวกับเรื่องของน้ำ ซึ่ง อ.มวกเหล็ก ส่วนหนึ่งประสบปัญหาน้ำคลองไหลหลากและท่วม
ซึ่งมีบางพื้นที่จะขาดน้ำเป็นบางช่วง และในส่วนของ ต.หนองย่างเสือ มีน้ำอยู่บนเขา ถ้าสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำได้ เกษตรกร ต.หนองย่างเสือ จะได้ใช้น้ำฟรี โดยส่วนตัวเห็นดีด้วยอย่างมากสำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล
     "สมคิด สมศักดิ์" ชาวบ้าน อ.หนองแค จ.สระบุรี กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว ประชาชนยังรับรู้ไม่ทั่วถึง ซึ่งผู้นำชุมนุมบอกให้มาประชุมเรื่องน้ำ พอมาประชุมก็ได้รับเอกสารแจก ซึ่งเราไม่มีเวลาศึกษา
ถ้าจะตัดสินใจว่าโครงการดีหรือไม่ดี เราไม่สามารถตัดสินใจได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าโครงการนี้จะไปอย่างไร มีผลกระทบกับเรามากน้อยแค่ไหน เพราะเราไม่รู้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีกระทบเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมมาก และท่วมซ้ำซาก ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย การครองชีพก็ลำบาก
    "ย้อม วรรณประเสริฐ" ชาวบ้าน ต.หนองนาก อ.หนองแค จ.สระบุรี อาชีพค้าขาย บอกว่า อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเล็งเห็นปัญหาน้ำท่วม หรือปัญหาขาดน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นปัญหาของชาวบ้านอย่างแท้จริง อยากฝากให้ผู้เกี่ยวข้องลง
มาดูพื้นที่ และตรวจสอบความเป็นจริงว่าพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร เช่น ฤดูน้ำหลากเป็นอย่างไร ตรงไหนน้ำไหลไม่ทันบ้าง ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นมาเรื่องน้ำก็ดี ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง สิ่งไหนช่วยได้ก็จะให้ความร่วมมือ
    "แดงต้อย อรุณรัศมี" ชาวบ้าน ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี อาชีพค้าขาย บอกว่า ตนเองเห็นด้วยกับโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว เพราะบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำท่วมมาโดยตลอด ทำให้ให้ได้รับความเดือดร้อน
ถ้ามีโครงการนี้เกิดขึ้นคงจะดีกว่าเก่า ส่วนการมาประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ ภูมิใจที่ประชาชนชาว จ.สระบุรีพร้อมใจกันมามากมาย ซึ่งตนเห็นด้วยกับรัฐบาลที่ทำโครงการนี้ขึ้นมา เพราะชาวบ้านจะได้อยู่เย็นเป็นสุข
   "ผศ.ชัชวาล กีรติวรสกุล" อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในคณะอาจารย์ที่มารับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้าน บอกว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นเหมือนโอกาสที่ให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นออกมา ซึ่งบางประเด็นในส่วนของประชาชนอาจ
เบี่ยงเบนไปบ้าง เช่น ถามเรื่องน้ำแต่ไปเรื่องอื่นก็มี ซึ่งมาในฐานะผู้รับฟัง และโดยขั้นตอนของการรับฟังก็คือ เราให้ชาวบ้านมาลงทะเบียน และทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น โดยหลังจากนี้จะมีการสรุปภาพของจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นให้กับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ว่าเราทำขั้นตอนถึงแค่ไหน และสรุปสาระสำคัญที่ชาวบ้านแสดงความคิดเห็นส่งให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และกบอ.
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับโครงการดังกล่าว แน่นอนครับว่าต้องมี
ทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยช่วงระหว่างที่มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว
           กลุ่มต่อต้านโครงการฯ ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกว่า 100 คน ได้มีการชูป้ายคัดค้าน เป่านกหวีด โบกธงชาติไทย แจกแถลงการณ์คัดค้านบริเวณหน้างาน โดย "ทิสาปราโมกข์ ปรึกษากิ่ง" ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำป่าสักสระบุรี และ "ศิวพร บุตรกนิษฐ์" เลขาธิการกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นตัวแทนยื่นหนังสือคัดค้านกับ "ไชยวัฒน์ ดุสิตพานิช" ผู้อำนวยการ สบอช.  
      สุดท้ายจริงๆ สำหรับเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการน้ำที่ จ.สระบุรีในวันนั้น ผมก็ยังนั่งคิดอยู่ว่าจะมีเหตุความวุ่นวายรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนโครงการดังกล่าว จะดีหรือไม่อย่างไร ผมของดออกความคิดเห็น เพราะชาวบ้านในพื้นที่จริงๆ เท่านั้นที่รู้ดีมากกว่าใคร...!!!
           นวย เมืองธน
***************************************