วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แหล่งมรดก วัฒนธรรมลาว

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-"เวียงจันทน์" ถือเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศลาว (สปป.ลาว) อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อปี พ.ศ.2436 ดินแดนลาวตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส 
              "เวียงจันทน์" ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการบริหารการปกครองของลาวในอาณัติของฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2442 ต่อมาเมื่อประเทศลาวประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส ก็ได้กำหนดให้ "กรุงเวียงจันทน์" เป็นเมืองหลวงของลาวสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้
               "เวียงจันทน์" นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องการท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมามากมายในแต่ละปีแล้ว "เวียงจันทน์" ยังเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ผสมความทันสมัยอย่างลงตัว ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกเล่าถึงเรื่องราวของ "หอพระแก้ว" หรือ "พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว" ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของลาว และ "วัดสีเมือง" ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองของลาวมานานแล้ว


               นอกจากนี้ อาหารประจำชาติของลาวประเภท ตำ, ยำ, ปิ้งย่าง และเฝอ หรือก๋วยเตี๋ยว ที่ลาวรับอิทธิพลอาหารผสมของแถบอินโดจีนจากจีน เวียดนาม และอิทธิพลจากการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ถือเป็นวัฒนธรรมการกินของชาวลาวที่มีเสน่ห์และผสมผสานกันอย่างลงตัว                    ด้วยเหตุนี้ หากใครได้มาเยือน "เวียงจันทน์" จะได้พบเห็นร้านอาหารพื้นเมือง, ร้านกาแฟ, ร้านขนมปัง ที่เลื่องชื่ออยู่มากมาย และหลายๆ ร้านก็ขายอาหารลาว, ไทย, อเมริกัน และยุโรป ปะปนกันมากมาย
       แต่ถ้าพูดถึงเรื่องราวของ
สถาปัตยกรรมลาว และสถาปัตยกรรมไทยนั้น ถือได้ว่ามีความใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาไทยและลาวมีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กันมาโดยตลอด เพราะไทยและลาวมีรากเหง้าอันเดียวกัน มาจากอารยธรรมเดียวกัน แต่สิ่งที่เห็นแล้วน่าประทับใจ เห็นจะเป็นการที่ชาวลาวสามารถรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมเดิมๆ ไว้อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งมีการอนุรักษ์โบราณสถาน วัดวาอารามสำคัญๆ เอาไว้เป็นอย่างดี ต่างจากประเทศไทยที่รับเอาวัฒนธรรมของต่างชาติมามาก
จนบางครั้ง "คนไทย" เองก็ลืมวัฒนธรรมที่เปรียบเสมือนเป็นรากเหง้าของตนเอง
 "วัดสีสะเกด" หรือ "วัดสะตะสะหัดสาราม" ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองนครหลวงเวียงจันทน์ อยู่ติดกับพระราชวังหลวง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และถ้าอยู่ในกำแพงโบราณเวียงจันทน์ชั้นใน อยู่ห่างไกลจากแม่น้ำโขง 250 เมตร
          ถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งทางประวัติศาสตร์ของลาวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่มาเยือน "เวียงจันทน์" "วัดสีสะเกด" ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 
ค.ศ.1818 ตามคำสั่งของ "เจ้าอนุวงศ์" รัชกาลสุดท้าย เจ้าชีวิตองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
 "วัดสีสะเกด" แต่เดิมได้กล่าวไว้ในศิลาจารึกว่า "สะตะสหัสสาราม" แปลว่า "วัดแสน" แต่คนลาวส่วนใหญ่เรียกว่า "วัดสีสะเกด" ซึ่งเป็นวัดหนึ่งที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราช และมีวัดเดียวเท่านั้นในนครเวียงจันทน์ที่ไม่ถูกทำลายจากสงคราม เมื่อปี ค.ศ.1829              และโครงร่างพุทธสีมายังสมบูรณ์ตามแบบดั้งเดิม ส่วนที่ถูก
ทำลายนั้นเป็นศิลปะตกแต่ง ช่วงสงครามปี ค.ศ.1829 ทรัพย์สมบัติภายใน "วัดสีสะเกด" ส่วนใหญ่ได้สูญเสียไปจำนวนไม่น้อย
แต่ยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ปางชนะมาร ประดิษฐานอยู่กลางพุทธสีมา 1 องค์ พระพุทธรูปทองเหลือง ปางห้ามญาติ 2 องค์ และพระพุทธรูป 120 องค์ ตั้งวางแสดงอยู่ และสิ่งมีค่าอื่นๆ ที่สวยสดงดงามเป็นพิเศษ
และเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการขยายตัวทางด้านศิลปวัฒนธรรมสกุลช่างล้านช้างเวียงจันทน์ในต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราช "วัดสีสะเกด" ยังถือเป็นแหล่งรวบรวมมรดกวัฒนธรรมทางศาสนา เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 เป็นต้นมา
ปัจจุบันพระพุทธสีมาของ "วัดสะเกด" ถือเป็นคลังสะสมวัตถุโบราณต่างๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และศิลปะนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 จนถึงศตวรรษที่ 19 และที่พิเศษคือ
การสะสมวัตถุศิลปวัฒนธรรม สมัยต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราช นอกจากนี้ ยังมี "หอไตร" หรือหอสมุดทางศาสนาที่ถูกสร้างขึ้นในระยะเดียวกันกับ "วัดสีสะเกด" เพื่อเก็บพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา พระไตรปิฎก หรือคัมภีร์อื่นๆ ทางศาสนา
โดยเฉพาะหลังคา "หอไตร" มีความคล้ายคลึงศิลปะของพม่า สันนิฐานว่าในสมัยนั้นอาจได้รับอิทธิพลจากพม่า และยังมีแผ่นศิลาจารึก ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวประวัติของ "วัดสีสะเกด" อีกด้วย ซึ่ง "หอไตร" แต่เดิมประดับประดาดอกดวง และติดแก้วที่สวยสดงดงาม
แต่ได้สูญหายไปเกือบหมด แต่ยังเหลือบ้างส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของศิลปะสกุลช่าง ต้นศตวรรษที่ 19 และ "หอไตร" ได้ถูกบูรณะปรับปรุงใหม่เมื่อปี ค.ศ.1930
"วัดสีสะเกด" ในอดีตยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชลาว ศักดิ์ของวัดแห่งนี้เทียบเท่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ท่าเตียนของไทย เหตุที่ชื่อ "วัดแสน" เพราะว่า "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช" และพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีตทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐาน
ไว้ทั่ววัด 1 แสนองค์ จึงได้เรียกว่า "วัดแสน" ปัจจุบันพระพุทธรูปที่ถูกสร้างในคราวนั้นมีเหลืออยู่ประมาณแค่กว่า 1 หมื่นองค์เท่านั้น ซึ่งบางคนก็บอกว่าจริงๆ แล้วเหลือแค่ 6 พันกว่าองค์เท่านั้น แต่ยังถือว่าขณะนี้ "วัดสีสะเกด" ยังเป็นวัดมีพระพุทธรูปมากที่สุด
ในเวียงจันทน์ โดยบริเวณหอพิพิธภัณฑ์มีกมเลียนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ อยู่ตามฝาผนังที่ทำด้วยดินเผา, ไม้ และอื่นๆ ส่วนด้านบนมีพระพุทธรูปทำด้วยประทายเพชร ซึ่งเป็นแม่พิมพ์เดียวกัน



            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การเดินทางมา "เวียงจันทน์" เพื่อการท่องเที่ยวนั้น ปัจจุบันถือว่าสะดวกจริงๆ เนื่องจากมีหลายสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ถึงเวียงจันทน์ หรือกรุงเทพฯ ถึงอุดรธานี แล้วมีรถโดยสารบริการส่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวอีกด้วยครับ...!!!
************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น