วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เสน่ห์ประตูชัยลาว สักการะพระธาตุหลวง

             "ะลอนตามอำเภอใจ"-ธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาที่สวยงาม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมต่างๆ วิถีชีวิตความสงบที่เรียบง่าย ถือเป็นมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศลาว และเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่น่าท่องเที่ยวอย่างมาก
                 โดยเฉพาะที่ "เวียงจันทน์" ซึ่งถือเมืองหลวงของลาว ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงข้ามกับ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ของประเทศไทย ที่สำคัญ "เวียงจันทน์" ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศเงียบสงบ ชาวเมืองทั่วไปดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่าย แตกต่างจากเมืองหลวงอื่นๆ หลายประเทศในแถบเอเชีย
                   ปัจจุบันการเดินทางมาท่องเที่ยว "เวียงจันทน์" สะดวกสบายมาก เพียงข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จากชายแดนหนองคายข้ามลำน้ำโขงไป 1,240 เมตร และเดินทางต่ออีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึง "เวียงจันทน์" แล้ว หลังจากนั้นก็สามารถเลือกใช้บริการรถจัมโบ้ หรือสามล้อเครื่องเที่ยวรอบตัวเมืองได้ตามสะดวก
                  และเมื่อมาเยือน "เวียงจันทน์" สถานที่แห่งแรกที่ไม่ควรพลาดไปแวะชม "พระธาตุหลวง" หรือ "พระเจดีย์โลกะจุฬามณี" อีกชื่อชาวลาวเรียก "พระธาตุทอง" ถือเป็นพระธาตุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์รวมใจของคนลาวทั้งชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ อีกทั้งยังแทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาวอีกด้วย
       ช่วงที่ผมมีโอกาสแวะเวียนมาที่ "เวียงจันทน์" ก็ได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่
"พระธาตุหลวง" หรือ "พระธาตุทอง" แห่งนี้ ซึ่งเปรียบเหมือนสัญลักษณ์ประจำชาติลาว ที่แทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาว จึงมีความหมายต่อจิตใจชาวลาวอย่างมาก โดยพระธาตุแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 และมีรูปทรงที่ไม่เหมือนกับพระธาตุองค์อื่ๆ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร ซึ่งมีตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยพุทธศักราชที่ 236 มีพระภิกษุลาวจำนวน 5 รูป เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย
               และได้อันเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมาได้มีการกราบทูล "พระยาจันทบุรีประสิทธิ์ศักดิ์" เจ้านครเวียงจันทน์ในสมัยนั้น ให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นมา เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ เพื่อให้ชาวลาวได้กราบไหว้
โดยพระธาตุองค์เดิมนั้นสร้างด้วยหินเป็นทรงโอ่งคว่ำ มีการก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่าพระธาตุที่เห็นในปัจจุบันสร้างครอบองค์เดิม
           ต่อมา "สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช" ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างจากหลวงพระบางมาอยู่ที่ "เวียงจันทน์" ตามดำริของ "พระเจ้าโพธิสาร" พระราชบิดา จากนั้นทรงมีพระบัญชาให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ บริเวณที่เคยเป็นเทวสถานเก่าของขอม โดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจากสร้างพระธาตุหลวงได้โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นล้อมรอบพระธาตุไว้ทั้ง 4 ทิศด้วย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 2 แห่งด้วยกันคือ วัดพระธาตุหลวงเหนือ 
และวัดพระธาตุหลวงใต้
ปัจจุบัน "พระธาตุหลวง" มีลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมรอบองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆ เอาไว้โดยตลอด สำหรับประตูทางเข้านั้น เป็นประตูไม้บานใหญ่ ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ รอบๆ องค์พระธาตุใหญ่ยังมีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีกหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นสัญลักษณ์หนึ่งแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาแห่งนี้ปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลักพญานาค

พระพุทธรูปปิดทองลายกลีบบัวประดับอยู่บนฐานปักษ์ และถัดจากประตูทางเข้าใหญ่ประมาณ 100 เมตร จะแลเห็นพระบรมรูป "สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช" ตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้บนพระเพลา เล่าสืบต่อกันว่าพระแสงดาบเล่มนี้ทำหน้าที่ปกป้อง "พระธาตุหลวง" ซึ่งได้ถือว่าเป็นศูนย์รวม

จิตใจของประชาชนชาวลาวทุกคน
  ถัดมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือบนถนนล้านช้าง ถือเป็นที่ตั้งของ "ประตูชัย" หรือรันเวย์แนวตั้ง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งใน "เวียงจันทน์" ที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครับ "ประตูชัย" แห่งนี้ สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนเหตุที่ "ประตูชัย" ถูกเรียกชื่อว่า "รันเวย์แนวตั้ง" เพราะการก่อสร้าง "ประตูชัย" ในอดีตใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมา

สร้างสนามบินใหม่ใน "เวียงจันทน์" ช่วงระหว่างสงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้าง เพราะอเมริกาแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน
ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมก็ยังมีเอกลักษณ์ของลาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งพระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะแบบปูนปั้นใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย นอกจากนี้ ยังมีทางขึ้นบันไดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของ "เวียงจันทน์" บนยอดของ
"ประตูชัย" อีกด้วย ซึ่งในแต่ชั้นๆ จะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จุดประสงค์ของการสร้าง "ประตูชัย" ขึ้นมานั้น ยังมีเรื่องเล่าว่า เพื่อเป็นที่ระลึกแสดงถึงความกตัญญูกตเวทิตา และเชิดชูบูชาดวงวิญญาณวีรบุรุษ วีรชนของชาติทุกยุคทุกสมัยไว้เป็นแบบอย่างอันสูงส่ง แต่ดวงวิญญาณเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น จึงได้สมมติเอาเปลวไฟที่ใสส่องขาวสะอาด คือ ตัวแทนของดวงวิญญาณให้เห็นประจักษ์ตา เป็นรูปธรรม เวลาประกอบ พิธีเคารพ บูชาตอบแทนบุญคุณ ให้เหมือนกับว่าดวงวิญญาณปรากฏอยู่ต่อหน้าอีกด้วย...!!!
                                                          นวย เมืองธน
********************************

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แหล่งมรดก วัฒนธรรมลาว

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-"เวียงจันทน์" ถือเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศลาว (สปป.ลาว) อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อปี พ.ศ.2436 ดินแดนลาวตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส 
              "เวียงจันทน์" ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการบริหารการปกครองของลาวในอาณัติของฝรั่งเศสในปี พ.ศ.2442 ต่อมาเมื่อประเทศลาวประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส ก็ได้กำหนดให้ "กรุงเวียงจันทน์" เป็นเมืองหลวงของลาวสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้
               "เวียงจันทน์" นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องการท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมามากมายในแต่ละปีแล้ว "เวียงจันทน์" ยังเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ผสมความทันสมัยอย่างลงตัว ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกเล่าถึงเรื่องราวของ "หอพระแก้ว" หรือ "พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว" ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของลาว และ "วัดสีเมือง" ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองของลาวมานานแล้ว


               นอกจากนี้ อาหารประจำชาติของลาวประเภท ตำ, ยำ, ปิ้งย่าง และเฝอ หรือก๋วยเตี๋ยว ที่ลาวรับอิทธิพลอาหารผสมของแถบอินโดจีนจากจีน เวียดนาม และอิทธิพลจากการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ถือเป็นวัฒนธรรมการกินของชาวลาวที่มีเสน่ห์และผสมผสานกันอย่างลงตัว                    ด้วยเหตุนี้ หากใครได้มาเยือน "เวียงจันทน์" จะได้พบเห็นร้านอาหารพื้นเมือง, ร้านกาแฟ, ร้านขนมปัง ที่เลื่องชื่ออยู่มากมาย และหลายๆ ร้านก็ขายอาหารลาว, ไทย, อเมริกัน และยุโรป ปะปนกันมากมาย
       แต่ถ้าพูดถึงเรื่องราวของ
สถาปัตยกรรมลาว และสถาปัตยกรรมไทยนั้น ถือได้ว่ามีความใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาไทยและลาวมีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กันมาโดยตลอด เพราะไทยและลาวมีรากเหง้าอันเดียวกัน มาจากอารยธรรมเดียวกัน แต่สิ่งที่เห็นแล้วน่าประทับใจ เห็นจะเป็นการที่ชาวลาวสามารถรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมเดิมๆ ไว้อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งมีการอนุรักษ์โบราณสถาน วัดวาอารามสำคัญๆ เอาไว้เป็นอย่างดี ต่างจากประเทศไทยที่รับเอาวัฒนธรรมของต่างชาติมามาก
จนบางครั้ง "คนไทย" เองก็ลืมวัฒนธรรมที่เปรียบเสมือนเป็นรากเหง้าของตนเอง
 "วัดสีสะเกด" หรือ "วัดสะตะสะหัดสาราม" ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองนครหลวงเวียงจันทน์ อยู่ติดกับพระราชวังหลวง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และถ้าอยู่ในกำแพงโบราณเวียงจันทน์ชั้นใน อยู่ห่างไกลจากแม่น้ำโขง 250 เมตร
          ถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งทางประวัติศาสตร์ของลาวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่มาเยือน "เวียงจันทน์" "วัดสีสะเกด" ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 
ค.ศ.1818 ตามคำสั่งของ "เจ้าอนุวงศ์" รัชกาลสุดท้าย เจ้าชีวิตองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
 "วัดสีสะเกด" แต่เดิมได้กล่าวไว้ในศิลาจารึกว่า "สะตะสหัสสาราม" แปลว่า "วัดแสน" แต่คนลาวส่วนใหญ่เรียกว่า "วัดสีสะเกด" ซึ่งเป็นวัดหนึ่งที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราช และมีวัดเดียวเท่านั้นในนครเวียงจันทน์ที่ไม่ถูกทำลายจากสงคราม เมื่อปี ค.ศ.1829              และโครงร่างพุทธสีมายังสมบูรณ์ตามแบบดั้งเดิม ส่วนที่ถูก
ทำลายนั้นเป็นศิลปะตกแต่ง ช่วงสงครามปี ค.ศ.1829 ทรัพย์สมบัติภายใน "วัดสีสะเกด" ส่วนใหญ่ได้สูญเสียไปจำนวนไม่น้อย
แต่ยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ปางชนะมาร ประดิษฐานอยู่กลางพุทธสีมา 1 องค์ พระพุทธรูปทองเหลือง ปางห้ามญาติ 2 องค์ และพระพุทธรูป 120 องค์ ตั้งวางแสดงอยู่ และสิ่งมีค่าอื่นๆ ที่สวยสดงดงามเป็นพิเศษ
และเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการขยายตัวทางด้านศิลปวัฒนธรรมสกุลช่างล้านช้างเวียงจันทน์ในต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราช "วัดสีสะเกด" ยังถือเป็นแหล่งรวบรวมมรดกวัฒนธรรมทางศาสนา เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 เป็นต้นมา
ปัจจุบันพระพุทธสีมาของ "วัดสะเกด" ถือเป็นคลังสะสมวัตถุโบราณต่างๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และศิลปะนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 จนถึงศตวรรษที่ 19 และที่พิเศษคือ
การสะสมวัตถุศิลปวัฒนธรรม สมัยต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราช นอกจากนี้ ยังมี "หอไตร" หรือหอสมุดทางศาสนาที่ถูกสร้างขึ้นในระยะเดียวกันกับ "วัดสีสะเกด" เพื่อเก็บพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา พระไตรปิฎก หรือคัมภีร์อื่นๆ ทางศาสนา
โดยเฉพาะหลังคา "หอไตร" มีความคล้ายคลึงศิลปะของพม่า สันนิฐานว่าในสมัยนั้นอาจได้รับอิทธิพลจากพม่า และยังมีแผ่นศิลาจารึก ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวประวัติของ "วัดสีสะเกด" อีกด้วย ซึ่ง "หอไตร" แต่เดิมประดับประดาดอกดวง และติดแก้วที่สวยสดงดงาม
แต่ได้สูญหายไปเกือบหมด แต่ยังเหลือบ้างส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของศิลปะสกุลช่าง ต้นศตวรรษที่ 19 และ "หอไตร" ได้ถูกบูรณะปรับปรุงใหม่เมื่อปี ค.ศ.1930
"วัดสีสะเกด" ในอดีตยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชลาว ศักดิ์ของวัดแห่งนี้เทียบเท่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ท่าเตียนของไทย เหตุที่ชื่อ "วัดแสน" เพราะว่า "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช" และพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีตทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐาน
ไว้ทั่ววัด 1 แสนองค์ จึงได้เรียกว่า "วัดแสน" ปัจจุบันพระพุทธรูปที่ถูกสร้างในคราวนั้นมีเหลืออยู่ประมาณแค่กว่า 1 หมื่นองค์เท่านั้น ซึ่งบางคนก็บอกว่าจริงๆ แล้วเหลือแค่ 6 พันกว่าองค์เท่านั้น แต่ยังถือว่าขณะนี้ "วัดสีสะเกด" ยังเป็นวัดมีพระพุทธรูปมากที่สุด
ในเวียงจันทน์ โดยบริเวณหอพิพิธภัณฑ์มีกมเลียนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ อยู่ตามฝาผนังที่ทำด้วยดินเผา, ไม้ และอื่นๆ ส่วนด้านบนมีพระพุทธรูปทำด้วยประทายเพชร ซึ่งเป็นแม่พิมพ์เดียวกัน



            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การเดินทางมา "เวียงจันทน์" เพื่อการท่องเที่ยวนั้น ปัจจุบันถือว่าสะดวกจริงๆ เนื่องจากมีหลายสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ถึงเวียงจันทน์ หรือกรุงเทพฯ ถึงอุดรธานี แล้วมีรถโดยสารบริการส่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวอีกด้วยครับ...!!!
************************************

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แหล่งเที่ยวหอพระแก้ว เล่าขานตำนานเมืองลาว

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือสปป.ลาว ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในคริสตศตวรรษที่ 18 ฝรั่งเศสได้ดำเนินนโยบายล่าเมืองขึ้น โดยเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในแหลมอินโดจีนตั้งแต่ปี พ.ศ.2401 และได้เข้ามายึดครองลาวไว้ได้ เมื่อปี พ.ศ.2436 ในระหว่างที่ปกครองลาวอยู่นั้น ฝรั่งเศสไม่ได้สร้างความเจริญที่เป็นแก่นสารให้แก่ลาวเลย มีแต่กอบโกยทรัพยากรของลาวออกไป
               ต่อมาในสงครามมหาเอเซียบูรพา ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองประเทศลาว และประกาศยกเลิกการปกครองของฝรั่งเศส ญี่ปุ่นได้ให้ลาวปกครองตนเอง โดยมี "เจ้าเพชรรัตน์" เป็นนายกรัฐมนตรี พอหลังจากญี่ปุ่นแพ้ในสงครามมหาเอเซียบูรพาแล้ว ฝรั่งเศสก็ได้กลับมาปกครองลาวอีกในปี พ.ศ.2488  ซึ่งการกลับมาของฝรั่งเศสสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนลาวเป็นอย่างมาก จึงได้มีการต่อต้านฝรั่งเศส และร่วมมือกับเวียดนามในการกอบกู้อิสรภาพ โดยพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนของเวียดนามได้ให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งพรรคฟื้นฟูชาติลาวขึ้นมา
เพื่อให้ดำเนินนโยบายเช่นเดียวกับตน
        ส่วนประชาชนลาวอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ได้จัดตั้งพรรคประชาชนลาว ที่ได้ยึดถือแนวทางของ "มาร์กซ์ เลนิน" ขึ้นมา "เจ้าเพชรรัตน์" เป็นผู้หนึ่งซึ่งไม่ยินยอมให้ฝรั่งเศสกลับเข้ามาอีก แต่ "พระเจ้าศรีสว่างวงศ์" กษัตริย์ลาวได้ทรงผ่อนผันให้ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองลาวอีก จึงทำให้ "เจ้าเพชรรัตน์" ต้องลี้ภัยทางการเมืองเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และต่อมาได้จัดตั้งขบวนการลาวอิสระขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียกร้องให้ลาวพ้นจากอารักขาของฝรั่งเศส และเพื่อให้ลาวซึ่งมีความแตกแยก เนื่องจากมีผู้นำหลายกลุ่ม
มารวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
          ขบวนการลาวอิสระได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2489 ประกอบด้วย "เจ้าสุวรรณภูมา", "เจ้าสุภานุวงศ์", "ท้าวกระต่ายโดมสะโสฤทธิ์", "ท้าวภูมีหน่อสวัน", "ร้อยเอกอ้วน ราทิกุล" แต่กองกำลังของ "เจ้าสุภานุวงศ์" ซึ่งได้รับการฝึกฝน และได้รับการสนับสนุนด้านเสบียงอาหารและอาวุธยุทธภัณฑ์จากเวียดนามยังคงปฏิบัติการแบบกองโจรต่อฝรั่งเศสในภาคตะวันออกของลาว ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเวียดนาม
ในห้วงเวลานั้นฝ่ายฝรั่งเศสได้แต่งตั้ง "เจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์" เป็นนายกรัฐมนตรี
   ผมหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ของ สปป.ลาว ในอดีตมาเขียนถึงเกริ่นนำเสียยาวยาวเหยียด เพราะยังคงมีเรื่องราวดีๆ มาเขียนถึงในช่วงที่ผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว และก็มีโอกาสได้มาแวะชม "หอพระแก้ว" หรือ "หอพิพิธภัณฑ์" ซึ่งเป็นที่เก็บพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่มีพุทธลักษณ์งดงามหลายองค์ กับโบราณวัตถุล้ำค่าอีกจำนวนมาก ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเสดถาทิลาด
ติดบริเวณหอคำ ทำเนียบประธานประเทศ เยื้องกันอีกฝั่งหนึ่งของถนนเป็นวัดสีสะเกด
แต่เดิม "หอพระแก้ว" อดีตเคยเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช" มีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากนครเชียงใหม่ อาณาจักรล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้าง หลังจากที่พระราชบิดาคือ "พระเจ้าโพธิสาร" สิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม เมื่อปี พ.ศ.2322 นครเวียงจันทน์
ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯมากมาย
สำหรับ "หอพระแก้ว" ที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นของที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมดช่วงปี พ.ศ.2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของ "เจ้าสุวรรณภูมา" ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" หลังจากได้รับเอกราชอีกด้วย แม้ "หอพระแก้ว" ปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาติอื่นๆ จากทั่วโลก รวมถึงชาวลาวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครเวียงจันทน์ ก็ยังเดินทางมาสักการบูชากันเป็นจำนวนมาก โดยภายในของ "พิพิธภัณฑ์หอแก้ว" นั้นได้จัดแสดงพระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฎกภาษาขอม และกลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว
สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม

 เป็นบานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็น มีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหินในแขวงเชียงขวางวางตั้งอยู่ และในอดีตอาณาบริเวณรอบๆ "หอพระแก้ว" ก็เคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสสมัยล่าอาณานิคมมาก่อน
   
          ต่อมาในปี พ.ศ.2536 ได้มีการบูรณะ "หอพระแก้ว" แบบซ่อมเล็กอีกครั้ง โดยทางการลาวยุคใหม่ จนมีสภาพที่เห็นอยู่ปัจจุบัน หลังจาก "หอพระแก้ว" ได้ตกอยู่ในสภาพที่ขาดการเอาใจใส่เป็นเวลาหลายสิบปี เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองภายใน และประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการเดินทางเข้าสู่ประเทศลาวนั้น สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรรู้ก็คงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี
ซึ่งนักท่องเที่ยวจำเป็นที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อประพฤติและปฏิบัติตนตลอดเวลาที่อยู่อาศัยหรือท่องเที่ยวในประเทศลาว ซึ่งสิ่งต่างๆ มักแอบแฝงเกี่ยวพันไปกับเรื่องที่ไม่ควรประพฤติและปฏิบัติ ส่วนใหญ่แล้วชาวลาวมักมีความเชื่อและนับถือสิ่งต่างๆ เหมือนพวกเราคนไทย ทั้งการประพฤติ การปฏิบัติตนให้มีความเหมาะสม รวมถึงการนับถือพระพุทธศาสนาของชาวลาวอีกด้วย...!!!
นวย เมืองธน
*************************************************