วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครั้งหนึ่งฟูลมูนปาร์ตี้พะงันสวรรค์นักท่องเที่ยว

             "ะลอนตามอำเภอใจ"- "ฟูลมูนปาร์ตี้" (Full Moon Party) ณ หาดริ้น หมู่ที่ 4 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ถือเป็น "งานฟูลมูนปาร์ตี้" อีกครั้งหนึ่งในรอบเดือนตุลาคมที่ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างเดินทางมาที่หาดริ้น เกาะพะงันแห่งนี้ เพื่อมาปาร์ตี้ "ฉลองพระจันทร์วันเพ็ญ" กัน
             ที่สำคัญ "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ที่เกาะพะงัน เป็นที่ยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกว่า เป็นงานสังสรรค์ระดับตำนาน และดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวทุกคนต่างยินดีและเต็มใจจะออกมาฉลองและสนุกสุขสันต์กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพระจันทร์จะเต็มดวง หรือบางวันพระจันทร์จะถูกเมฆบดบังก็ตามที ผมหยิบยกเรื่องราว "ฟูลมูนปาร์ตี้" ที่เกาะพะงันมาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ ที่ "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ที่หาดริ้น เกาะพะงัน แห่งนี้ครับ
             เมื่อพระจันทร์เต็มดวง
ค่อยๆ เคลื่อนตัวปรากฏขึ้นเหนือหาดริ้น เหล่าฝูงชนก็จะเริ่มทยอยพากันออกมาที่หาดทรายสีขาว และปลุกให้ชายหาดรูปวง เดือนมีชีวิตชีวาด้วยการวาดลีลาเท้าไฟตลอดทั้งคืน บนชายหาดยังมีบาร์ตั้งเรียงรายอยู่หลายแห่ง รวมถึงมีดีเจมากหน้าหลายตาคอยเปิดเพลงหลากหลายแนวให้ได้ฟังกัน ทั้งเทคโน แทรนซ์ ฮิพฮอพ เร็กเก้ และอื่นๆ อีกมากมาย
"กษิดิ์เดช ทองชู" ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครองอำเภอเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี บอกว่า แต่เดิม "ฟูลมูนปาร์ตี้" ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกใน
ช่วงปลายยุคศตวรรษที่ 1980 หรือพ.ศ.2528 โดยนักท่องเที่ยวและเพื่อนฝูงกลุ่มเล็กๆ ได้ชวนกันออกไปสังสรรค์และเต้นรำบนชายหาดในตอนกลางคืน ซึ่งแสงจากพระจันทร์เต็มดวงที่สะท้อนผืนน้ำได้ให้ความสว่างเพียงพอแก่พวกเขา จนสามารถมองเห็นบริเวณรอบๆ ได้ปกติ ปาร์ตี้ในช่วงแรกๆ จะมีขนาดเล็ก และมีอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ อย่างวิทยุแบบพกพา กีตาร์ แอลกอฮอล์ รวมถึงบางทีก็มีแคมป์ไฟ เมื่อเรื่องราวได้รับการเล่าจากปากต่อปาก ก็ส่งผลให้งานปาร์ตี้ขนาดย่อมได้พัฒนากลายมาเป็นอีเวนท์ใหญ่ประจำเดือน
ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และดึงดูดนักท่องเที่ยว สาวกผู้ชื่นชอบความหฤหรรษ์ จำนวน 1 หมื่นคนถึง 3 หมื่นคน ให้เดินทางมาเกาะพะงันในทุกๆ เดือน
      "ปลัดอำเภอเกาะพะงัน" บอกอีกว่า นับเป็นเวลากว่า 30 ปีที่ "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ถูกจัดขึ้นทุกเดือนที่หาดริ้น เกาะพะงัน ซึ่งกลายเป็นจุดสังสรรค์ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเอเชีย ถึงขนาดที่ว่าแทบทุกคนวางแผนจะมาสนุกสุดเหวี่ยงบนชายหาดอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และเหล่านักเดินทางจากทั่วโลกต่างร่วมกันดื่ม กิน และเต้น
โดยในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมาปาร์ตี้ดูอลังการมากยิ่งขึ้น เพราะมีบรรยากาศคล้ายงานคาร์นิวาล มีการแสดงต่างๆ อาทิ การกลืนไฟ การเล่นโยนของ และการจุดพลุไฟ ซึ่งการเดินทางมาเกาะพะงันโดยปกติจะมีเรือแล่น 4 เที่ยวต่อวัน จากท่าเรือบ่อผุด และท่าเรือพระใหญ่ ที่เกาะสมุย เพื่อมายังเกาะพงัน และมีเรือเร็วไว้ให้บริการตลอดทั้งคืน โดยสามารถจองตั๋วการเดินทางทั้งไปและกลับได้ที่บริษัททัวร์บริเวณแถวท่าเรือ
    "นายกษิดิ์เดช" บอกด้วยว่า สำหรับที่พักโดยเฉลี่ยแล้วที่หาดริ้นมีที่พักไว้รองรับแขก
ผู้มาเยือนประมาณ 3 พันเตียง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะฉะนั้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาร่วมงานปาร์ตี้ควรสอบถามและจองที่พักให้เรียบร้อยก่อนการเดินทางมายังเกาะพงัน และหากไม่ได้พักที่หาดริ้น ก็ยังสามารถเรียกใช้บริการรถแท๊กซี่ เพื่อที่จะได้นำไปส่งที่งานปาร์ตี้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ส่วนที่พักบนเกาะพะงันมีหลายประเภท โดยการจองห้องพักส่วนใหญ่จะพักกันประมาณ 3-4 วัน ในช่วงระหว่างที่มีงานปาร์ตี้ คือจะมาพักก่อนถึงวันงาน 2 หรือ 3 วัน
  "ทวีศักดิ์ อินทร์พรหม" 
นายอำเภอเกาะพะงันจ.สุราษฎร์ธานี บอกว่า "งานฟูลมูนปาร์ตี้" นักท่องเที่ยวแบ่งเป็นชาวต่างชาติกว่าร้อยละ 90 ส่วนร้อยละ 10 จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งทางเกาะพะงันมีมาตรการรักษาความปลอดภัยใน "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด และถือเป็นนโยบายของทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ต้องการให้ช่วยกันป้องกันให้เป็น "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ที่สะอาด จึงออกมาตรการ 6 ข้อ คือ 3 ม ได้แก่ อายุไม่ถึง 18 ปี ห้ามเข้ามาร่วมงานโดยเด็ดขาด, ไม่มีอาวุธ, และไม่มียาเสพติด และ 3 ป คือ
ปลอดเหล้าปลอม ปลอดมลภาวะ และความปลอดภัย
        "นายอำเภอเกาะพะงัน" บอกอีกว่า ทางฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงันยังมีมาตรการตั้งด่าน โดยเป็นการสนธิกำลังผสมระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอส.ตรวจสกัดสิ่งต้องห้ามตามเส้นทางที่จะเข้าไปร่วม "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ด้วย ที่สำคัญยังมีจุดอำนวยความสะดวก ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยาบาล รวมถึงอาสาสมัครไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ เช่น ของหาย อุบัติเหตุ เพื่อนหาย รวมถึงมีการจัดแบ่งพื้นที่เป็น
Sleep Area หรือโซนนอนพักไว้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เมาสุราอีกด้วย ขณะเดียวกันการฟื้นฟูบริเวณชายหาดริ้นหลังการจัด "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ดังกล่าว ก็ได้ขอความร่วมมือจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วม "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ช่วยบริจาคเงิน เพื่อนำเงินรายได้ไปฟื้นฟูบริเวณชายหาดริ้นด้วย
        "สมศักย์ ภูรีศรีศักย์" รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า ได้มอบหมายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำแผนยกระดับการท่องเที่ยว "ฟูลมูนปาร์ตี้" บริเวณหาดริ้น เกาะพงัน เพื่อดึง
นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย รวมถึงล้างภาพลักษณ์การเป็นแหล่งมั่วสุมเรื่องเพศ ซึ่ง ททท.ได้เตรียมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานท้องถิ่น จัดทำแผนงานร่วมกัน โดยเตรียมจัดการแข่งขันกีฬาทางน้ำ เช่น แชร์บอล มวยไทย ฯลฯ นอกจากนี้เตรียมยกระดับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยตลอดที่มีการจัดงานปาร์ตี้
    "รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา" บอกอีกว่า ททท.เตรียมโฆษณา
ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว "ฟูลมูนปาร์ตี้" เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวคนไทยและชาวต่างชาติมีความรู้สึกต้องการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวสักครั้งในชีวิตการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งโครงการยกระดับ "ฟูลมูนปาร์ตี้" คาดว่าจะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10-15% รวมถึงเพิ่มอัตราที่พักโรงแรมบนเกาะพะงัน และบริเวณใกล้เคียงเต็ม 100% ทุกครั้งที่มีการจัดงาน
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ซึ่งจัดขึ้นทุกเดือน
บนเกาะพะงัน ได้กลายเป็นจุดสังสรรค์ให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงันและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จึงต้องเข้มงวดกวดขันดูแลความสงบเรียบร้อย รวมถึงมีมาตรการรักษาความปลอดภัย "งานฟูลมูนปาร์ตี้" ให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดและมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสแฝงตัวเข้ามาล้วงกระเป๋าของนักท่องเที่ยวอีกด้วย...!!!
          "ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ถือเป็นงาน "ฟูลมูนปาร์ตี้" อีกครั้งหนึ่งในรอบเดือนตุลาคมที่ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างเดินทางมาที่หาดริ้น เกาะพะงันแห่งนี้ เพื่อมาปาร์ตี้ฉลองพระจันทร์วันเพ็ญกัน"
                                                              นวย เมืองธน
*********************************************

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ส.ป.ก.พลิกฟื้นดินแล้ง น้ำบาดาลเพื่อเกษตรกร

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ถือเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินของรัฐและเอกชน เพื่อกระจายสิทธิ์การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรและผู้ไร้ที่ดินทำกิน โดยได้มีการเชื่อมโยงและให้ความรู้ ขณะเดียวกันต้องมีการพัฒนาไปพร้อมกับการจัดสรรที่ดิน จึงจะทำให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินได้รับประโยชน์จากการใช้ที่ดินอย่างเต็มที่
             นอกจากนี้ ส.ป.ก.ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินและปรับปรุงสภาพพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีความเหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรรม นอกจากจะเน้นการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกรแล้ว ยังจำเป็นต้องพัฒนาสาธารณูปโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินที่อาศัยเพียงน้ำฝนอย่างเดียวเท่านั้น หรือที่ดินนอกเขตชลประทานการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลมาใช้เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน
           ผมหยิบยกบทบาทของ ส.ป.ก.ในการเชื่อมโยงให้ความรู้




การพัฒนาเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน และได้รับประโยชน์จากการใช้ที่ดินอย่างเต็มที่ เพราะมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมการส่งเสริมพัฒนาการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก และการพัฒนาแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยคุณภาพมาตรฐานสากล ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขต ส.ป.ก. ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราชบุรี กับคณะผู้บริหารสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
           "บรรลือศักดิ์ ไกรโชค" ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี 


บอกว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีร่วมกับสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต เขต 8 (ราชบุรี) ได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้งเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำให้แก่เกษตรกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออกในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราชบุรีจำนวน 120 ราย รวมพื้นที่ 1,500 ไร่
         จนประสบความสำเร็จ สามารถพลิกฟื้นที่ดินที่เคยแห้งแล้งจากการขาดแคลนน้ำติดอันดับของประเทศ กลายเป็นพื้นที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสม
ในการปลูกพืชเชิงเศรษฐกิจ เช่น มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงพันธุ์หนังกลางวัน มะม่วงพันธุ์ทองดำ มะม่วงพันธุ์มันขุนศรี มะม่วงพันธุ์แก้วลืมรัง มะม่วงพันธุ์อาร์ทู ส่งออกไปยังประเทศออสเตรีย มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน เป็นต้น มีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมดประมาณ 400 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 700 ตัน/ปี นอกจากการส่งเสริมการปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออกแล้ว ยังได้ขยายการปลูกพืชเศรษฐกิจอีกหลายประเภท อาทิ ปลูกมะดอกมะลิเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและปากคลองตลาด สามารถเก็บเกี่ยวสร้างรายได้สัปดาห์ละ
ประมาณ  3 หมื่นบาท หรือทำรายได้ทั้งปีรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท/ราย  
    "ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี" บอกถึงแนวทางการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในที่ดินทำกินของเกษตรกรในเขต ส.ป.ก.ว่า ทาง ส.ป.ก.ราชบุรีได้นำระบบประปาบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลสูบขึ้นสู่ถังเหล็กขนาดความจุ 30 ลบ.ม.จากนั้นวางระบบท่อจ่ายน้ำเข้าสู่แปลงของเกษตรกร เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นพื้นที่โครงการตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่การเกษตรเชิงบูรณาการ โดยการพัฒนานำน้ำบาดาลมาใช้ประโยชน์ เมื่อระบบต่างๆ เสร็จสมบูรณ์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืช
ชนิดต่างๆ ได้ตลอดทั้งปี  
            "บรรลือศักดิ์" บอกอีกว่า ที่ผ่านมา ส.ป.ก.ราชบุรีได้เข้าไปอบรมเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายให้สามารถผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับระบบตลาดสินค้าที่เกษตรกรรุ่นใหม่ควรทราบ เช่น การมุ่งลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพในการผลิต มาตรฐานสินค้า การแปรรูป รวมไปถึงการสนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและจำหน่าย เพื่อมุ่งสู่ระบบตลาดนำการผลิตไปจนถึงการเข้าใจระบบตลาดเสรี พร้อมที่จะแข่งขันในประชาคมอา
เซียนที่จะมีขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย 
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ชวน ชาวนาฟาง" อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 59/2 หมู่ 6 ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ได้รับที่ดินจาก ส.ป.ก.จำนวน 9 ไร่ และปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก บอกว่า การที่ ส.ป.ก.ให้การ
สนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลครั้งนี้ นับว่าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเหมือนเป็นการถูกหวย เพราะแหล่งน้ำมีความสำคัญกับการเพาะปลูกของเราอย่างมาก
        ขณะที่ "สมชัย คำแก้ว" เกษตรกรชาว ต.แก้มอ้น อีกรายที่เข้ามาอาศัยทำกินในเขตปฏิรูปที่ดิน และปลูกดอกมะลิเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและปากคลองตลาด สามารถเก็บเกี่ยวสร้างรายได้สัปดาห์ละประมาณ 3 หมื่นบาท บอกว่า ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน เป็นพื้นที่ที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนอย่างเดียว ถ้าปีไหนฝนไม่ตกก็ไม่สามารถปลูกพืชทำกินได้
        จากปัญหาดังกล่าวทาง ส.ป.ก.จึงให้การช่วยเหลือโดยจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรขึ้น จนพื้นที่มีน้ำกิน น้ำใช้ ในการเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์...!!!
                         นวย เมืองธน
*************************************************

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สตูลขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน รุกจุดขายตลาดวังประจันรับเออีซี

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-"ด่านวังประจัน" หมู่ที่ 4  ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ตรงข้าม "ด่านวังเกลียน" รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นด่านชายแดน ด่านหนึ่งในอีกหลายๆด่านทั่วประเทศ ที่เสมือนเป็นประตูบ้าน ที่กำลังเร่งพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านต่างๆกับประเทศมาเลเซีย ไม่ว่าจะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ซึ่งจะก่อเกิดเศรษฐกิจอื่นๆ ตามมาอีกมาก ในการที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558
            ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ด่านวังประจัน" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูบทบาทและภารกิจของฝ่ายปกครองในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ชายแดนและการท่องเที่ยวรับประชาคมอาเซียน หรือ AEC ซึ่งที่ "ด่านวังประจัน" แห่งนี้ นอกจากป็นที่ทำการของด่านศุลกากรแล้ว ยังมีตลาดชายแดนวังประจัน ที่เป็นเสมือนแหล่งจับจ่ายซื้อหาสินค้าต่างๆ ของผู้คนทั้งสองแผ่นดินทั้งคนไทย และมาเลเซีย
 เนื่องจากชายแดน ณ จุดนี้ อยู่ในเขตอุอุทยานแห่งชาติทะเลบัน
จ.สตูล โดยมีอาณาเขตเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทย-มาเลเซีย ซึ่งนักท่องเที่ยวหากได้มาจับจ่ายซื้อสินค้าที่ตลาดชายแดนวังประจัน แห่งนี้ ก็เสมือนหนึ่งได้มาเดินตลาดนัดท่ามกลางขุนเขาธรรมชาติ อันสวยงามแล้ว การพัฒนาและจัดระเบียบตลาดชายแดนวังประจัน ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฝ่ายปกครองจังหวัดสตูลให้ความสำคัญ
    "เหนือชาย จิระอภิรักษ์" ผู้ว่าฯสตูล  บอกว่า การพัฒนาตลาดชายแดนวังประจัน มีสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการหลายด้าน เพื่อรองรับการ
ขยายตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยด้านการคมนาคมเสนอขอขยายเส้นทางจากอำเภอควนโดน สู่ด่านชายแดนเป็น 4 ช่องจราจร สถานที่ราชการ เช่น ด่านศุลกากรและอื่นๆ ต้องพัฒนาให้ทันสมัย สามารถรองรับการขนส่งและอื่นๆ ย่านธุรกิจ ซึ่งการค้าขาย ต้องมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และไม่มีการรุกล้ำสถานที่ราชการ กีดขวางการจราจร จึงต้องมีการวางระบบผู้ค้า ผู้ขายใหม่ให้เป็นระเบียบสวยงาม โดยเฉพาะหาบเร่ แผงลอย ที่เคยวางขายกลางถนน ก็ต้องจัดหาสถานที่เหมาะสมให้ขาย


                 "ผู้ว่าฯสตูล"  บอกอีกว่า ก่อนหน้านี้มีส่วนราชการ คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสตูล ได้เข้ามาปลูกสร้างอาคาร สิ่งก่อสร้าง บริเวณพื้นที่บริการด่านชายแดน แต่ไม่มีการใช้งานตามวัตถุประสงค์ เอกชนได้บุกรุกเข้ายึดครองทำประโยชน์ เลยต้องมีการจัดระบบใหม่ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ห้องน้ำ สถานที่ละหมาด ต้องจัดสร้างให้เพียงพอ ขยะต้องมีการจัดเก็บบำบัดอย่างเป็นระบบ รวมทั้งที่จอดรถต้องมีการจัดสร้างให้เพียงพอกับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
 และเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน ทางจังหวัดไดัใช้งบประมาณดำเนินการ 15 ล้านบาท โดยมอบหมายให้มีการศึกษาออกแบบจัดระเบียบพื้นที่การค้าบริเวณ ตลาดนัดชายแดนไทย-มาเลเซียใหม่ ให้มีความสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อยและได้มาตรฐาน
    "นายเหนือชาย" บอกด้วยว่า บางกิจกรรมก็ได้เปิดโอกาสให้เอกชนมาบริหารจัดการควบคู่ไปด้วย แต่ต้องไม่ขัดต่อระเบียบของรัฐ จากการศึกษาระเบียบของอุทยานแห่งชาติ พบว่าสามารถอนุญาตให้เอกชนเข้าไปดำเนินการเชิงธุรกิจ เช่น
 ร้านค้า โรงแรมที่พัก ซึ่งมีอายุการเช่ายาวนานถึง 30 ปี และบริเวณด่านวังประจัน มีพื้นที่เขตบริการของอุทยานแห่งชาติทะเลบันจำนวนหนึ่ง สามารถให้เอกชนเช่า เข้าประกอบธุรกิจได้ เชื่อว่าถ้าเกิดธุรกิจประเภทโรงแรมที่พักที่สากลทันสมัยจะมีผู้ใช้บริการมากขึ้น และปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว ทั้งขาเข้า ขาออก เดินทางผ่านด่านชายแดนวังประจัน สัดส่วนใกล้เคียงกันมากกว่า 2 หมื่นคนในแต่ละสัปดาห์ โดยจะคึกคักมากเป็นพิเศษในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดช่วงเทศกาลของ 2 ประเทศ
 

            "พิศาล อาแว" นายอำเภอควนโดน จ.สตูล บอกว่าจังหวัดสตูล ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติทะเลบัน จำนวน 49 ไร่ 20 ตารางวา เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2525 เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย ได้ตามที่ขอโดยไม่ต้องเพิกถอนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อใช้ในการก่อสร้างศูนย์ราชการด่านศุลกากรวังประจัน หมู่ที่ 4 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล สร้างสถานที่ราชการเพื่อเปิดเป็นจุดผ่านแดนไทย-มาเลเซีย ต่อมาได้มีการเปิดด่านศุลกากรวังประจันขึ้น ทำให้เกิดตลาดนัดค้าขายขึ้นทั้งสองฝั่ง โดยสินค้าที่นำไปจำหน่ายที่ตลลาดนัดทางฝั่งไทย จะเป็นสินค้าด้านการเกษตร เช่น ข้าวสาร ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อะลูมิเนียม เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้ายาง เครื่องหนัง และของใช้เบ็ดเตล็ด เป็นต้น 
        ส่วนสินค้าที่จำหน่ายที่ตลาดวังเกลียน ฝั่งมาเลเซีย  " ด่านวังเกลียน" รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย จะเป็นผลไม้ น้ำมันพืช เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งสภาพการค้าบริเวณตลาดนัดชายแดนทั้งสองฝั่ง ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ได้เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติทะเลบันจำนวนมากขึ้นทุกปี และเมื่อเสร็จภารกิจการท่องเที่ยวก็จะจับจ่ายซื้อสินค้า
               ที่ตลาดนัดฝั่งไทย ซึ่งนับวันยิ่งทวีความกว้างขวางยิ่งขึ้น เป็นที่รู้จักกันโดยแพร่หลาย พ่อค้า แม่ค้า ก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดฝั่งไทย และฝั่งมาเลเซีย สร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดสตูลเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ทำการค้ามีจำนวนจำกัด ไม่เพียงพอกับร้านค้า มีการวางขายสินค้าบนถนน ทำให้เกิดความสับสนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีที่จอดรถและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะรับรองนักท่องเที่ยว ผู้มาจับจ่ายใช้สอย และสัญจรไปมา ทางจังหวัดสตูลจึงมีนโยบายที่จะปรับปรุงพื้นที่บริเวณดังกล่าว เพื่อให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาและรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตที่จะขยายเพิ่มมากยิ่งขึ้น
      "นายอำเภอควนโดน" บอกอีกว่า ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติทะเลบันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีสภาพเป็นภูเขา ป่าไม้ สัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ มีอากาศสดใส บริสุทธิ์ เป็นสภาพธรรมชาติ และเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เมื่อนักท่องเที่ยวเสร็จภารกิจจากการท่องเที่ยว ก็เดินทางไปจับจ่ายซื้อสินค้าไปฝากลูกหลาน นับวันยิ่งทวีความกว้างขวางยิ่งขึ้น เป็นที่รู้จักกันโดยแพร่หลาย พ่อค้าแม่ค้าก็ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดฝั่งไทย และฝั่งมาเลเซีย สร้างรายได้เป็นจำนวนมาก


           "วนวัฒน์ ทัศนเสถียร" นายด่านศุลกากรผู้อำนวยการสูงด่านศุลกากรวังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล บอกว่า นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย นิยมมาซื้อสินค้าที่ทางฝั่งไทย เพราะส่วนใหญ่สินค้าที่ขายในตลาดชายแดนวังประจัน เป็นสินค้าของไทยแทบจะทุกร้านก็ว่าได้ โดยพ่อค้า แม่ค้า ที่เป็นคนไทยนำมาขายเอง ส่วนคุณภาพสินค้าก็ถือว่าดี
ไม่ว่าจะเป็นครก หรือกระทะ เครื่องครัว ที่นอน หมอน มุ้งต่างๆ ถือเป็นสินค้าขายดี ที่ดึงดูดแก่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นอย่างมาก และเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
แล้ว จะทำให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น การพัฒนาและจัดระเบียบตลาดใหม่ จึงถือเป็นสิ่งดี เพราะทำให้มีความเป็นระเบียบมากขึ้น
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่มาตลาดชายแดนวังประจัน ผมก็มีโอกาสข้ามมาเยี่ยมชมตลาดวังเกลียน ฝั่งมาเลเซีย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ตั้งอยู่ห่างจากตลาดวังประจันเพียง 1 กิโลเมตร ในการผ่านด่านใช้ แค่บัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น ส่วนบรรยากาศและรูปแบบของตลาดวังเกลียน ไม่แตกแต่งจากฝั่งไทยมาก
เพราะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาเหมือนกัน สินค้าที่ขายดี หลักๆก็จะเป็นพวกสบู่เหลวนมแพะ จักรยาน และเสื้อผ้าต่างๆ...วันลานี้ขอลาไปก่อน คราวหน้ามาติดตามกันว่าผมจะพาไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ไหนกันบ้าง...!!!
      "จากสภาพพื้นที่ทำการค้ามีจำนวนจำกัด ไม่เพียงพอกับร้านค้า มีการวางขายสินค้าบนถนน ทำให้เกิดความสับสนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีที่จอดรถและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะรับรองนักท่องเที่ยว ผู้มาจับจ่ายใช้สอย และสัญจรไปมา ทางจังหวัดสตูลจึงมีนโยบายที่จะปรับปรุงพื้นที่บริเวณดังกล่าว เพื่อให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาและรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตที่จะขยายเพิ่มมากยิ่งขึ้น"
                                                                       นวย เมืองธน
**************************************