วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"แม่ฟ้าหลวง"ป้องกันยาเสพติด ทุกฝ่ายร่วมบูรณาการเข้มแข็ง

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-ครั้งหนึ่งผมเคยยืนอยู่บนฐานปฏิบัติการปางหนุน (มว.ม 2 ร้อย.ม.1 ฉก.ม.3) ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาแดนลาว แนวพรมแดนไทย-พม่า ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,430 เมตร และอยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยทหารเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 


            จากจุดนี้เองผมสามารถมองเห็นภูมิประเทศของประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า และเห็นวิวทิวทัศน์ป่าไม้ ภูเขาสูงชัน บรรยากาศสวยงามอย่างมาก แต่วิวทิวทัศน์ความสวยงามดังกล่าว กลับซ่อนความน่ากลัวไว้เบื้องหน้าผมอย่างมาก เพราะเบื้องหน้าที่ทอดสายตายาวไกลมองไปนั้น คือฐานทหารว้าจำนวนหลายฐาน เป็นที่ตั้งมั่นตลอดแนวชายแดนฝั่งพม่าในด้านนี้
            แถมยังมีโรงงานผลิตยาเสพติดอยู่หลายโรงงานกระจายซ่อนตัวอยู่ในความสวยงามที่ผมเห็น และที่สำคัญโรงงานผลิตยาเสพติดเหล่านี้ ยังพร้อมที่จะทะลักยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งยาบ้า ยาไอซ์ และเฮโรอีน เข้ามายังฝั่งประเทศไทย เพื่อทำร้ายประชาชนคนไทย โดยเฉพาะเด็กๆ และเยาวชน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย
             ผมหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะของกรมการปกครอง นำโดย "อวยชัย อินทร์นาค" หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และคณะ พร้อมด้วย "วรญาณ บุญณราช" นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ที่นำเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง เพื่อติดตามภารกิจการบูรณาการร่วมกันระหว่างทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานต่างๆ ในการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน และ "ฐานปฏิบัติการปางหนุน" ซึ่งเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ผมได้มาเยือน และได้รับรู้ถึงข้อมูลเส้นทางยาเสพติดตามแนวชายแดนไทยอีกด้วย
            "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้พูดคุยกับ "พ.ท.อัศม์พงษ์ นิลพันธ์" ผบ.บก.ควบคุม ฉก.ม.3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาฐานปฏิบัติการปางหนุน เกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง โดย "พ.ท.อัศม์พงษ์" บอกว่า พื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง ตลอดแนวชายแดนมีช่องทางเดินเท้าอย่างชัดเจนมากถึง 32 ช่องทาง ซึ่งราษฎรไทยและพม่าสามารถเดินข้ามไปมาได้ตลอดแนวชายแดน เนื่องจากพื้นที่เป็นแนวเทือกเขาทั้งหมด
            ซึ่งหมู่บ้านทั้งสองฝั่งแนวชายแดนไทย-พม่า ถือเป็นจุดล่อแหลมในเรื่องแหล่งพักยาเสพติด และภารกิจหลักของหน่วยทหารเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 คือ การป้องกันแนวชายแดน ส่วนการปราบปรามยาเสพติด ถือเป็นภารกิจรองลงมา ดังนั้น การวางกำลังเจ้าหน้าที่จึงเน้นด้านการป้องกันชายแดนเป็นหลัก ที่สำคัญยังพบว่าแหล่งผลิตยาเสพติดในฝั่งพม่าตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวงของไทย และด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีด้วยกัน 2 แห่ง โดยแห่งแรกอยู่ที่บ้านขุนน้ำรวก เมืองโพ จ.ท่าขี้เหล็ก ส่วนแหล่งผลิตที่ 2 บ้านมาโก เมืองโก จ.ท่าขี้เหล็ก และยังแบ่งออกเป็นแหล่งผลิตย่อยๆ อีก 4 แห่ง แห่งแรกอยู่บริเวณดอยสามสูง อยู่ตรงข้าม อ.แม่สาย และอ.แม่ฟ้าหลวงของไทย บางจุดอยู่ห่างจากชายแดนฝั่งไทยแค่ 17 กิโลเมตรเท่านั้นเอง
              "พ.ท.อัศม์พงษ์" ยังบอกอีกว่า หมู่บ้านตามแนวชายแดนฝั่งพม่าอย่างน้อย 7 แห่ง เป็นแหล่งพักยาเสพติดที่สำคัญของขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อรอลำเลียงเข้าสู่ประเทศไทยตอนในต่อไป ส่วนวิธีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าฝั่ง ก็จะเป็นรูปแบบของกองคาราวาน ตั้งแต่ 10-15 คน และมีกองกำลังติดอาวุธสงครามคอยคุ้มกัน เพื่อป้องกันการโจมตีจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย และจะเดินลัดเลาะมาตามเส้นทางธรรมชาติ
             จากนั้นก็ใช้รถจักรยานยนต์ลักลอบลำเลียง ทยอยขนเข้าไปพักตามหมู่บ้านต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย และใช้รถยนต์ลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยอ้อมผ่านจุดสกัดกั้นจุดตรวจต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะถูกเจ้าหน้าที่ซ้อนแผนด้วยการวางกำลังดักซุ่มโจมตี โดยวิเคราะห์ตั้งแต่โรงงานผลิตยาเสพติดทางฝั่งพม่า ตลอดจนเส้นทางเดินเท้าของขบวนการยาเสพติด จึงทำให้ที่ผ่านมาสามารถสกัดกั้นและตรวจยึดยาเสพติดได้จำนวนมาก แม้จะยังไม่สามารถสกัดกั้นได้ผลถึง 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม
             ส่วนฐานปฏิบัติการณ์สงขลา ร้อย ทพ.3109 ฉก.ทพ.31 ตั้งอยู่บนดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดกองกำลังผาเมืองประจำการอยู่ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมได้มาเยี่ยมเยือนการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันแนวชายแดนด้านนี้ และการสกัดกั้นขบวนการยาเสพติดที่มักจะมีการลักลอบลำเลียงขนยาเสพติด และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอยู่บ่อยครั้ง โดย "พ.ต.สุมิตร แสนดวงดี" ผบ.ร้อย ทพ.3109 ที่ดูแลควบคุมฐานปฏิบัติการณ์สงขลา บอกว่า ที่ผ่านมาผลจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารพรานกับคาราวานติดอาวุธคุ้มกันยาเสพติดหลายครั้งหลายครา ส่งผลให้ขบวนการค้ายาเสพติดต้องเสียชีวิตจำนวน 20 ศพ ทั้งเสียชีวิตที่ฝั่งไทย และข้ามไปเสียชีวิตยังฝั่งพม่า บางศพไม่มีญาติ ก็ต้องถูกฝังไว้กลางป่า ณ จุดปะทะกัน นี่คือความสูญเสียของขบวนการค้ายาเสพติด
           "พ.ต.สุมิตร" บอกว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค.56 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้ลาดตระเวนไปตามถนนพื้นที่ในหมู่บ้านป่าคา ม.3 ต.แม่ฟ้าหลวง พบชายฉกรรจ์ประมาณ 5 คน เดินลัดเลาะ
ไปตามถนนทางเดินภูเขา สภาพสวมรองเท้าผ้าใบแบบชนเผ่าว้า และถืออาวุธครบมือ เจ้าหน้าที่ทหารจึงให้สัญญาณหยุดตรวจ แต่ชายฉกรรจ์ทั้งหมดกลับใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ เพื่อเปิดทางแล้วพากันวิ่งหลบหนี จากนั้นทหารพรานจึงใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้นานกว่า 5 นาที เมื่อสิ้นเสียงปืน เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ ไม่พบชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว แต่มีรอยเลือดหยดติดต้นหญ้า
 ตามแนวป่า เชื่อว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบกระเป๋าเป้มียาไอซ์ชนิดเกล็ดสีขาวซุกซ่อนอยู่ภายในเต็มทั้ง 4 ถุง น้ำหนักถุงละ 1 กก. รวมทั้งหมด 4 กก. และพบยาบ้าอีกจำนวน 4,000 เม็ด นอกจากนี้ บริเวณจุดเกิดเหตุยังพบลูกกระสุนและปลอกกระสุนปืนอาก้าของคนร้าย เบื้องต้นยาไอซ์มีการซื้อขายชายแดนกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท รวมมูลค่าของกลางประมาณ 4 ล้านบาท ส่วนยาบ้าราคาเม็ดละ 100 บาท รวมมูลค่า 4 แสนบาท
           "วรญาณ บุญณราช" นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง บอกว่า
เนื่องจาก อ.แม่ฟ้าหลวง เป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผ่านมาฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ป.ป.ส. และผู้นำท้องถิ่นได้มีการบูรณาการร่วมกันในการทำงาน ลำพังหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ และการแก้ไขปัญหาต้องใช้ความอดทนและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจริงๆ โดยพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีชายแดนยาว 92 กิโลเมตร 4 ตำบล 76 หมู่บ้าน มีประชากรในพื้นที่มากกว่า 70,000 คน ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 9 ชนเผ่า
         "นายวรญาณ" กล่าวอีกว่า จากการที่ อ.แม่ฟ้าหลวง
 มีภูมิประเทศอยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีแหล่งผลิตยาเสพติดหลายแห่ง รวมถึงแหล่งพักยาอยู่ตามหมู่บ้านหลายจุดโดยเฉพาะ ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปัจจุบันการแพร่ระบาดและขบวนการค้ายาเสพติดยังเป็นปัญหาค่อนหนักของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง ทางฝ่ายปกครองจึงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการสร้างแนวร่วมและปฏิบัติการจิตวิทยาให้มีความเชื่อมั่นในรัฐ และดึงมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้สามารถควบคุม
และรับรู้ความเคลื่อนไหวปฏิบัติการสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดได้หลายครั้ง นอกจากนี้ ยังนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษายาเสพติดเพื่อคืนคนดีสู่สังคม
       โดย "นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง" ยังได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมการบูรณาการร่วมของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อดูการบำบัดผู้ติดยาเสพติดประเภทเฮโรอีน และฝิ่น โดยใช้กระบวนการชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการให้ยาเมทาโดน ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยผึ้ง หมู่ที่ 2 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดย "เภสัชกรหญิงลักขณา ณ สุวรรณ" โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง บอกว่า การใช้ยาเมทาโดนในการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ประเภทเฮโรอีน และฝิ่น เป็นการใช้ยาเพื่อลดอาการเสี้ยนยา และขาดยาจากเฮโรอีน เมื่อผู้ป่วยได้รับยาในปริมาณพอเหมาะ โดยขั้นตอนการบำบัด จะยาให้ทั้งหมด 90 วัน เบื้องต้นจะให้ยา 4 วันแรกก่อน หากไม่มีปัญหาก็จะให้ต่ออีก 4 วัน จากนั้นจะให้ทุก 7 วันจนครบ 90 วัน โดยก่อนให้ยาจะต้องมีการประเมินว่าผู้เข้ารับการบำบัดได้ใช้ยาอะไรบ้าง เป็นแบบฉีดหรือสูบ และจะมีการติดตามผลทั้งจากชุมชนและครอบครัวอีกด้วย
              "วาทิน ดำรงเลาหพันธ์" ผอ.ส่วนประสานพื้นที่สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 บอกว่า ในพื้นที่ภาคเหนือมีการทำงานในลักษณะนี้อยู่ 3 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่, เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ส่วนที่อ.แม่ฟ้าหลวง ทาง ป.ป.ส.จะคอยประสานกับสาธารณสุขจังหวัดเป็นหลักในการเข้ามาในพื้นที่ เพราะรูปแบบการบำบัดลักษณะนี้ ต้องมีการประสานกับเอ็นจีโอที่อยู่ในพื้นที่ด้วย ซึ่งหากมีปัญหาอะไร ป.ป.ส.ก็จะเป็นตัวกลางในการอำนวยการบูรณาการด้วย ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข และเอ็นจีโอ ฯลฯ เพราะรูปแบบการบำบัดลักษณะนี้ บางครั้งก็จะเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และแนวทางการปฏิบัติด้วย
            "อวยชัย อินทร์นาค" หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กรมการปกครอง บอกว่า วันนี้ได้มาเห็นความพร้อมเพียงของทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจ พลเรือน ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมแรงร่วมใจกันดีมาก คิดว่าแนวทางบำบัดผู้ติดยาดังกล่าวคงจะสัมฤทธิ์ผล นอกจากการบำบัดแล้ว การติดตามผลว่ามีการกลับมาเสพซ้ำหรือไม่ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการค้นหาผู้เสพ ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะรู้ข้อมูลดี ซึ่งทางฝ่ายปกครองก็ได้กำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องคอยชี้นำผู้เสพ และชักชวนให้ออกมาบำบัดยาเสพติด ก็ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "วรญาณ บุญณราช" นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง บอกว่า สิ่งสำคัญทางฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานก็พยายามดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งเรื่องการปราบปราม ป้องกัน และการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด เพราะการแก้ไขปัญหาระยะยาว ถ้าชุมชนให้ความร่วมมือในการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ก็น่าจะเกิดความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าชุมชนตระหนักว่ายาเสพติดเป็นพิษภัยต่อสังคม ก็ต้องหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าปัญหายาเสพติดก็จะหมดไป หรือทุเลาเบาบางลงอย่างแน่นอน...!!!                          
                                                       นวย เมืองธน
video

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น