วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บ้านเทอดไทยชนเผ่าเด่น เสน่ห์วัฒนธรรมตลาดเช้า

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอแม่ฟ้าหลวง" จ.เชียงราย ถือพื้นที่เป็นภูเขาสูง อยู่รอยตะเข็บชายไทย-พม่า และเต็มไปด้วยกองกำลังฝ่ายต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ทางการทหาร ที่ยึดพื้นที่สูงไว้ เพื่อความได้เปรียบยามมีศึกสงครามเกิดขึ้น ในอ.แม่ฟ้าหลวงนั้น มีชนเผ่าต่างๆอาศัยอยู่ในพื้นที่มากมาย อาทิ ชนเผ่าลาหู่, เมี่ยน, อาข่า, ลีซู,ไทใหญ่, ลัวะ, และจีน ฯลฯ  จึงเป็นบ่อเกิดศิลปวัฒนธรรม และประเพณีต่างๆขึ้นมาอย่างหลากหลายในอ.แม่ฟ้าหลวง
                สำหรับ "ตำบลเทอดไทย" อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย นั้น ถือเป็นตำบลที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยโดยตรง อดีตต.เทอดไทย แห่งนี้ แต่เดิมชื่อ "บ้านหินแตก" ในปีพ.ศ. 2519-2525 "ขุนส่า" ราชาเฮโรอีน ในฐานะผู้นำกองทัพกู้ชาติไต เคยเข้ามาใช้พื้นที่ "บ้านหินแตก" เป็นฐานที่มั่นอย่างถาวร ซึ่งช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2519 - 2525 "ขุนส่า" ได้ใช้ "บ้านหินแตก" เป็นฐานที่มั่นอย่างถาวร กระทำการผิดกฎหมาย และถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตยาเสพติด  หรือผงขาว ส่งขายทั่วโลก
              โดยในปี พ.ศ. 2528  รัฐบาลไทยได้ทำการยึดพื้นที่ "บ้านหินแตก" จากกลุ่ม "ขุ่นส่า" คงทิ้งไว้แต่อดีตที่เหลืออยู่ เช่น บ้านพักที่ขุนส่าที่ใช้เป็นศูนย์บัญชาการขณะนั้น และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก "บ้านหินแตก" มาเป็น "บ้านเทอดไทย" และเป็นที่มาของ "ตำบลเทอดไทย" ในปัจจุบัน
             "ตำบลเทอดไทย" มีชนเผ่ากลุ่มอ่าข่า อาศัยอยู่หลายกลุ่ม อาทิ กลุ่ม " เปี๊ยะอ่าข่า", "ลอเมี๊ญะอ่าข่า", และ "อู่โล้"  โดยกลุ่ม "เปี๊ยะอ่าข่า" ถือเป็นอ่าข่ากลุ่มแรกที่ได้มาอาศัยอยู่ในบริเวณดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน และมาอยู่ก่อนที่มีการแบ่งดินแดนประเทศไทยและพม่า และกลุ่ม"เปี๊ยะอ่าข่า" จะอาศัยอยู่กันที่บ้านพญาไพรลิทู่
             ส่วน "ล่อเมี๊ญะอ่าข่า" ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านพญาไพรเล่ามา ก็เป็นกลุ่ม "ล่อเมี๊ญะอ่าข่า" ที่เข้ามาในประเทศไทย เป็นกลุ่มแรก เมื่อปี พ.ศ. 2515 อ่าข่ากลุ่มนี้ยังอยู่อีกที่บ้านม้งเก้าหลัง และบ้านหัวแม่คำ และ "อู่โล้อ่าข่า" ก็มีจำนวนไม่น้อยในต.เทอดไทยนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านผาจี และบ้านแม่หม้อ เป็นต้น
              สำหรับ "บ้านเทอดไทย" นั้น ช่วงที่ผมมีโอกาสแวะเวียนมาทำข่าวที่อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงรายนั้น ก็ได้พักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ที่ "บ้านเทอดไทย" และก็ได้รับการบอกเล่าจากผู้นำนำชุมชนในพื้นที่ ถึง "ตลาดยามเช้าบ้านเทอดไทย" ค่ำคืนวันนั้น ผมจึงบอกกับตัวเองว่า... เช้าวันพรุ่งนี้ อย่างไรเสีย ผมต้องไม่พลาดโอกาสในการ"ตะลอน ตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมตลาดเช้าแห่งนี้ให้ได้ 
             แต่ขณะเดียวกันช่วงเช้าวันนั้น แม้อากาศภายนอกห้องพัก จะอากาศปลอดโปร่งดีมากขนาดไหนก็ตาม แต่สำหรับผมแล้วช่างเป็นวันที่ทรมานสุดๆในการที่จะลุกขึ้นจากที่นอน แต่สุดท้ายผมก็ไม่พลาด เพราะถ้าพลาดก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้เยี่ยมชมตลาดเช้าแห่งนี้อีกเมื่อไหร่ครับ
               "ตลาดยามเช้าบ้านเทอดไทย" เป็นตลาดเล็กๆ บรรยากาศเหมือนตลาดตามหมู่บ้านๆ ชนบท ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดยบรรดาพ่อค้า แม่ค้า จะนำข้าวของต่างๆ  อาทิ ผักสด, อาหารสด, เนื้อ, อาหารพื้นบ้านนานาชนิด ข้าวของเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ มากมายมาวางขายสองข้างถนนเป็นแนวยาวประมาณ 200-300 เมตร และด้วยเหตุที่ "บ้านเทอดไทย" เป็นชุมชนที่อยู่ของชาวบ้าน ซึ่งพื้นเพเป็นชาวเขาหลายเผ่า เราจึงสามารถพบเห็นชาวเขาหลายเผ่า ที่มาเดินจับจ่ายซื้อสินค้า อาหารต่างๆในตลาดยามเช้าแห่งนี้ครับ
           ที่สำคัญ ตลาดหลายแห่งที่ผมเคยพบเห็นอาจเป็นเพียงที่จับจ่ายซื้ออาหาร แต่ที่ "ตลาดเช้าบ้านเทอดไทย" ถือได้ว่าเป็นสถานที่ซึ่งสะท้อนวิถีของผู้คนในชุมชนบ้านเทอดไทยก็ว่าได้ โดยเฉพาะการได้พบเห็น "หญิงชาวลาหู่อุ้มลูก" โดยใช้ผ้าขาวม้าผูกอ้อมหลังตัวเด็ก มัดบนไหล่ของแม่ มาเดินซื้อของที่ตลาดเช้าที่นี่ และเป็นการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
           และถึงแม้ว่าจะเป็นภาพที่ชินตาสำหรับชาวบ้านในพื้นที่ แต่สำหรับผู้ที่มาเยือนอย่างผม ถือเป็นการตื่นตา ตื่นใจ กับการได้เห็นวิถีชาวบ้าน ประเพณีต่างๆ มากมายด้วยตาตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การบอกเล่า หรือเห็นในทีวี และหนังสือ
             บางคนบอกว่า "พฤติกรรมการกินอาหารเช้า" บ่งบอกนิสัย เพราะอาหารเช้าในแต่ละวันของคนเรานั้น มักนิยมกินอาหารที่แตกต่างกัน หลายคนเลือกที่จะกินอาหารเช้าแบบเบาๆ ไม่หนักท้อง เช่น น้ำชา กาแฟ น้ำเต้าหู้ คู่กับขนมอีกเล็กน้อย ส่วนบางคน ก็อาจเลือกที่จะกินอาหารให้อิ่มและหนักท้องไว้ก่อน
            ซึ่งลักษณะการกินที่แตกต่างกันนี้ สามารถบ่งบอกนิสัยของคนได้ อาทิ คนที่ชอบดื่ม กาแฟ นม หรือโอวัลติน คู่กับขนมปัง ไข่ดาว คนที่ชอบกินอาหารประเภทนี้ ว่ากันว่า มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบที่จะเป็นผู้นำ เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ชอบใช้การกระทำมากกว่าคำพูด
             ส่วนคนที่ชอบกินข้าวต้ม หรือโจ๊ก เป็นคนมองโลกในแง่ดี มีเพื่อนมาก และเป็นคนมีน้ำใจต่อเพื่อนฝูง สำหรับคนชอบกินอาหารจานเดียว หรือข้าวราดแกง มักเป็นคนอารมณ์ร้อน ลักษณะโกรธง่ายหายเร็ว แต่รักใครรักจริงมีเพื่อนมาก สุดท้ายคนที่ไม่กินอาหารเช้าเลย คนประเภทนี้มีเพื่อนน้อย แต่เป็นเพื่อนที่มีความจริงใจ เป็นคนไม่แสดงออก ปากหนักแต่มักจะเก็บไปคิดคนเดียว กล้าทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อความรัก
              สำหรับผม "พฤติกรรมการกินอาหารเช้า" กับการทายนิสัยนั้น คงใช้กับผมไม่ได้  หรือใช้ได้ทั้งหมดก็ไม่ทราบได้ เพราะการกินอาหารเช้าของผม ขึ้นอยู่กับโอกาสเวลา เสียส่วนใหญ่ ถ้าเจอโจ๊กผมก็กิน หรือไปไหนหากเจอข้าวราดแกง ไข่พะโล้ ผมก็จัดหนักเช่นกัน และหากเบื่ออาหารจริงๆ น้ำเต้าหู้ร้อนๆ ปาท่องโก๋ ก็โอเคน่ะ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีกินจริงๆก็กาแฟร้อนๆ แก้วเดียวก็โอเคจบ
              แต่การได้มาเดินทอดน่องที่ "ตลาดเช้าบ้านเทอดไทย" แห่งนี้ สิ่งที่ตื่นตาตื่นใจเห็นจะเป็นอาหารเช้านานาชนิด ทั้งประเภทเส้น, นึ่ง และอื่นๆอีกมากโข เสียดายที่ผมเรียกชื่ออาหารต่างๆเหล่านั้นไม่ถูก เลยจัดหนักแค่ "ซาลาเปาไส้หมู" ไปหนึ่งลูก ของน้าผู้ชายที่มาขายที่ตลาดแห่งนี้ แถมน้องๆนักข่าวต่างสังกัด ที่มาเดินตลาดด้วยกัน ซื้อให้กินอีกต่างหากครับ 
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจาก "ตลาดยามเช้าบ้านเทอดไทย" จะเป็นมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของ "บ้านเทอดไทย" แล้ว ที่ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ยังเป็นแหล่งปลูกชาเขียวชั้นดี คือ "ไร่ชาพญาไพร" หรือ "ไร่ชาฉุยฟง" อยู่ในเขตพื้นที่บ้านพญาไพร ของบริษัท ฉุยฟงที จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตใบชารายใหญ่ที่สุดของจ.เชียงราย โดยมีประสบการณ์ยาวนานในการเพาะปลูกชามากว่า 40 ปีแล้ว
               "ไร่ชาฉุยฟง" ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 1 พันไร่ อยู่ในภูมิประเทศโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูง และอยู่ติดชายแดนพม่าแค่ 5 กิโลเมตรเท่านั้น และที่นี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี ด้วยความสวยงามของไร่ชาที่กว้างใหญ่กว่าพันไร่ และปลูกโค้งงวน ตามสันเขาลดหลั่นเป็นขั้นบันได ซึ่งดูสวยงามแปลกตากว่าไร่ชาที่อื่นๆ จนทำให้

                 ปัจจุบัน "ไร่ชาฉุยฟง" กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในจ. เชียงราย ที่นักท่องเที่ยวผ่านมาแถบนี้ต้องแวะเวียนมาเยี่ยมชมไร่ชาแห่งนี้ก็ว่าได้...!!!
                                                        นวย เมืองธน
***************************************

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"จินดาภรณ์" ศูนย์ฟื้นฟูเด่น ชุมชนเข้มแข็งต้านยาเสพติด

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ตอนสายๆ ช่วงแสงแดดกำลังสาดส่องพอเหมาะ พอดี ไม่ร้อนมากนัก ผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพจินดาภรณ์ (วิทยาลัยลูกผู้ชาย) ที่หมู่ 6 บ้านลิวงศ์ ต.ท่าหมอไทร อ.จะนะ จ.สงขลา กับคณะผู้บริหารของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
            ที่ได้พาคณะสื่อมวลชนมาสัญจร มาศึกษาดูงาน ณ ศูนย์แห่งนี้ เมื่อช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยศูนย์ฯ แห่งนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายปกครองอำเภอจะนะ จ.สงขลา และให้อาสาสมัคร (อส.) มีหน้าที่คอยดูแลผู้ที่มาเข้ารับการบำบัดยาเสพติดในสถานที่แห่งนี้
             "ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพจินดาภรณ์" แห่งนี้ แตกต่างจากศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ผมเคยไปเยี่ยมชมมาหลายแห่ง อาจเป็นด้วยสภาพแวดล้อมของศูนย์ฯจินดาภรณ์ แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ เหมืองแร่เก่า ที่ถูกทิ้งรกร้างไปก่อนหน้านี้ ประกอบการบริเวณรายรอบยังศูนย์ฯ ยังพอให้เห็นต้นไม้ เล็ก ใหญ่ อยู่บ้าง บรรยากาศโล่ง โปร่ง เงียบ และสงบ แถมพื้นที่บางส่วนยังถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ปลูกพืชชนิดต่างๆ โรงเพาะเห็ด บ่อเลี้ยงปลา และเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้ ได้รับการฝึกอาชีพทางด้านการเกษตรอีกด้วย 
               ผมเองมีโอกาสได้เดินทอดน่อง ดูพื้นที่ทำการเกษตรต่างๆ ภายในศูนย์ฯจินดาภรณ์แล้ว ทำให้ผมเกิดการจินตาการต่างๆมากมาย ที่สำคัญ คือ การได้พักสมองอย่างดียิ่ง ทิ้งความคิดรกสมองที่สะสมมาจากกรุงเทพฯ ลงอย่างเฉียบพลัน
             แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม แต่บรรยากาศภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า กระท่อมมุงจาก หม้อหุงข้าวเก่าๆ ที่เสียบหูแขวนไว้กับกิ่งไม้แห้ง ร่องรอยของการก่อฟืนไฟ กองเล็กๆ ทำให้ผมจินตนาการมองเห็นภาพบบรรยากาศความสุขสงบของคนที่นั่งอยู่รอบกองไฟขณะนั้นเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญภาพร่องรอยความสุขสงบที่ว่า คงไม่สามารถได้พบเห็นง่ายๆที่กรุงเทพฯ ครับ
             จากภาพที่เห็นและสภาพแวดล้อมของศูนย์แห่งนี้ ที่ผมได้มาสัมผัส ผมจึงไม่แปลกใจ ที่เด็กๆและเยาวชน หลายคนที่เข้ามารับการบำบัดยาเสพติดในสถานที่แห่งนี้ จะบอกเล่าให้ฟังคล้ายๆกันว่า ศูนย์แห่งนี้อบอุ่น เพราะนอกจากจะได้รับการฟื้นฟูด้านจิตใจแล้ว ยังได้รับการฝึกอาชีพต่างๆ อีก ที่ผ่านมาเด็กๆและเยาวชน
            ก่อนเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ เคยติดยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นยาไอซ์ หรือการเสพน้ำจากใบกระท่อม เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพื่อนๆ ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พอหลังจากสมัครใจเข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูที่ศูนย์แห่งนี้แล้ว พวกเค้าจึงได้รู้ว่า "ยาเสพติด"ไม่ใช่สิ่งดี เพราะนอกจากส่งผลกระทบกับครอบครัวตัวเองแล้ว ยังส่งผลเสียกับสุขภาพด้วย
        "อภิชัย สุธรรมดี" ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.จะนะ จ.สงขลา บอกว่า "นายอำเภอจะนะ" ได้มอบหมายให้รับผิดชอบดูแลศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพจินดาภรณ์แห่งนี้ ซึ่งศูนย์ฯ แห่งนี้เปิดทำการมาประมาณ 5 ปี ปัจจุบันมีผู้เข้ารับบำบัด 38 คน โดยผู้เข้ามาอยู่ที่ศูนย์ฯ จะมาจากอ.จะนะ และจากอำเภอต่างๆของจ.สงขลา
 รวมถึงผู้ที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เคยมาบำบัดยาเสพติดที่แห่งนี้ด้วย ซึ่งหลักสูตรระยะเวลาในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดจะแบ่งเป็น 2 รอบ รอบละประมาณ 45 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วหากผู้ปกครองยังไม่มั่นใจว่าบุตร หลานจะสามารถเลิกยาเสพติดได้ขาด ก็สามารถฝากทางศูนย์ฯ ดูแลต่อได้ ส่วนใหญ่ที่มาอยู่จะเป็นเยาวชนอายุเฉลี่ยระหว่างอายุ 15 ปีขึ้นไปและไม่เกิน 25 ปี หลังจากผู้ปกครองนำมาฝากไว้ ก็จะทำกิจกรรมร่วมกันภายในศูนย์ฯแห่งนี้
              "ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง" บอกอีกว่า ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ จะใช้หลักสูตรคล้ายๆทหารใหม่ ในการฟื้นฟูบำบัดผู้ที่เข้ามาอยู่ที่นี่ อาทิ ช่วงเวลาตีห้าครึ่ง ทุกคนต้องตื่นมาออกกำลังกาย แต่สิ่งที่ "ศูนย์จินดาภรณ์" จะแตกต่างจากที่อื่นๆก็ คือ ศูนย์ฯแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะเมื่อก่อนมีการจับผู้เสพยาได้มาก พอจับได้ก็ไม่รู้จะเอาไปไหน  พอจับดำเนินคดี เสียค่าปรับเรียบร้อยแล้ว พอตอนเช้าเด็กๆก็ออกมาเดินกันแล้ว จึงเกิดปัญหาตามมาอีก หลังจากนั้นทางอำเภอจะนะจึงได้ร่วมกันกับทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และอาสารักษาดินแดน ในพื้นที่ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ฯแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นพื้นที่เหมืองเก่า ที่อดีตเคยรุ่งเรืองเมื่อ 50 ปีก่อนหน้านี้ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่
           "ณรงค์พร ณ พัทลุง" นายอำเภอจะนะ บอกว่า "ศูนย์จินดาภรณ์" แห่งนี้ เคยมีเยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้ารับบำบัดยาเสพติด ผู้ปกครองส่งเข้ามาให้ทางศูนย์ฯดูแล และกำนัน ผู้ใหญ่ ถือเป็นกำลังสำคัญ ในการเข้ามาช่วยกิจกรรมของศูนย์ฯแห่งนี้ โดยผู้ที่เข้ามารับการบำบัด เราจะปล่อยกลับบ้านก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าเมื่อเยาวชนกลับไปแล้วจะไม่หันเข้าหายาเสพติดอีก ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ผู้ปกครอง ต่างให้ความไว้วางใจนำบุตร หลาน มาฝากที่ศูนย์ฯแห่งนี้
          "สุนีย์ ชั่งหมาน" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านลิวงศ์ ต.ท่าหมอไทร อ.จะนะ จ.สงขลา บอกว่า เข้ามาช่วยงานที่ศูนย์จินดาภรณ์ ตั้งแต่ปลายปี 2552 พอได้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็มาช่วยเลย คอยเป็นพี่เลี้ยงเด็กๆและเยาวชน ทั้งในเรื่องการเจ็บป่วยของเด็ก ด้านอาหาร และความเรียบร้อยต่างๆภายในศูนย์ สมัยตอนเปิดศูนย์ระยะแรก ลำบากมากเพราะไม่มีงบประมาณอุดหนุน ชาวบ้านในพื้นที่จึงต้องลงขันกันในเรื่องอาหารที่มาดูแลในศูนย์ฯ ใครมีปลาดุก ก็เอามา ร้านค้าไหนพอมีเงินหน่อยก็นำข้าวสารมามอบให้ ปัจจุบันแม้สถานการณ์ยาเสพติดจะมีอยู่บ้าง

 แต่ก็ลดน้อยลงกว่าเดิม ส่วนหนึ่งมาจากการที่ชุมชนมีความเข้มแข็ง และให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี
              "กอรี เจ๊ะอุมา" กำนันตำบลท่าหมอไทร อ.จะนะ จ.สงขลา บอกว่า ปัญหายาเสพติดในต.ท่าหมอไทร ขณะนี้ลดลงมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จากเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ตั้งศูนย์ฯแห่งนี้ขึ้นมา เยาวชนถูกจับยาเสพติด ยังไม่ทันถึงโรงพัก ก็มีการเดินเรื่องขอประกันตัวกัน พอมีการเปิดศูนย์แห่งนี้ขึ้นมา หากมีหลักฐานชัดว่าติดยาเสพติด ก็จะจะต้องถูกนำมาบำบัดทันที ซึ่งทำให้เด็กๆเกิดความหวาดกลัว ทำให้มีการเสพยาลดลง เมื่อก่อนคิดว่าการก่อตั้งศูนย์ฯนี้จะทำเฉพาะแค่ตำบล คือ เอาแค่ลูกหลานมาบำบัดรักษา แต่พอทำได้ระยะหนึ่งก็มีผู้ปกครองนอกพื้นที่มาฝากให้เด็กอยู่ในศูนย์ฯที่นี่ ซึ่งตอนนี้เด็กและเยาวชน ในต.ท่าหมอไทร ที่มาอยู่ที่ศูนย์ฯแห่งนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่เยาวชนจะมาจากอำเภอข้างเคียง 
         "ยาเสพติดที่ระบาดอยู่ขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำกระท่อม ยาบ้า และยาไอซ์  ซึ่งหลังจากที่เด็ก และเยาวชน ออกจาก "ศูนย์จินดาภรณ์ " แล้ว ผู้ใหญ่บ้าน ของแต่ละหมู่บ้าน ก็จะมีการติดตามผลว่าเด็กๆและเยาวชนที่ผ่านการบำบัดแล้ว หันกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกหรือไม่ ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติดภายในหมู่บ้าน ชุมชนที่ได้ผล"  กำนันตำบลท่าหมอไทร กล่าว
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพจินดาภรณ์ ถือเป็นศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดระดับอำเภอแห่งแรกของจ.สงขลา จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ภายใต้แนวความคิด "ผู้เสพคือผู้ป่วย"
              โดยใช้สายใยแห่งความรักและกระบวนมีส่วนร่วมของชุมชนมาเป็นยารักษา ทั้งด้านศาสนาและการประกอบอาชีพ โดยมีแนวทางในการบำบัดผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพยาเสพติด แบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ กายภาพบำบัด ในการออกกำลังกายในแบบของการฝึกทหารควบคู่กันไป
            เพื่อกำจัดสารพิษที่ตก ค้างอยู่ในร่างกายของผู้เสพ, การใช้จิตบำบัด ใช้ศาสนาขัดเกลาจิตใจของเยาวชน และการอาชีวบำบัด มีการฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้เข้ารับการบำบัด เพื่อให้มีวิชาชีพติดตัว หลังจากได้รับการบำบัดเสร็จสิ้นไปแล้ว....!!!
                                                           นวย เมืองธน
***************************************

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"หนองฮี"ชุมชนเข้มแข็ง ทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-บรรพบุรุษของ "ชาวหนองฮี" เป็นชาวเผ่าภูไทยอพยพจากเมืองอ่างคำ แขวงคำม้วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ที่บ้านป่าติ้ว บริเวณบ้านนางิ้ว อ.ปลาปาก จ.นครพนมในปัจจุบัน
               จากนั้นอพยพมาอยู่ที่บ้านไผ่ล้อม บริเวณทางทิศใต้บ้านนายอ ต.นางาม อ.เรณูนครในปัจจุบัน ต่อมาอยู่บ้านไผ่ล้อมได้ไม่นานก็เกิดโรคระบาดขึ้น  จึงพากันย้ายหนีความเจ็บป่วยมาตั้งอยู่ที่บ้านเหล่าป่าผาง บริเวณริมน้ำห้วยแคน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านโพนทัน หมู่ ที่ 3 ต.หนองฮี ซึ่งไม่ไกลจากที่เดิมมากนัก หลังจากอยู่ที่บ้านเหล่าป่าผางได้ไม่นาน ก็เกิดโรคระบาดขึ้นอีก จึงพากันอพยพมาอยู่ที่บ้านโพธิ์ไทร บริเวณบ้านผักอีตู่ หมู่ 5 ต.หนองฮีในปัจจุบัน 
              เมื่ออยู่บ้านโพธิ์ไทรได้ประมาณ 25 ปี ก็เกิดโรคห่า หรือที่ชาวบ้านเข้าใจว่า "ผีปอบ" อาละวาดอย่างหนัก จึงปรึกษากันระหว่างผู้ใหญ่ และตกลงกันว่าต้องย้ายบ้านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้เลือกเอาบริเวณหนองน้ำแห่งหนึ่ง มีลักษณะยาวรีไปทางทิศเหนือ ปัจจุบันปรากฏเป็นหนองน้ำหลังตลาดสดหนองฮี แล้วย้ายหมู่บ้านมาที่บริเวณหนองน้ำนี้ จึงตั้งชื่อหมู่บ้านตามน้ำนี้ว่า "หนองฮี" มาจนถึงปัจจุบัน ในการย้ายหมู่บ้านครั้งนี้ ชาวบ้านได้แตกออกเป็นหลายส่วน ส่วนหนึ่งแยกไปทางบ้านกุงโกน อีกส่วนย้ายไปทางบ้านโคกสูง ต.โคกสูง อ.ปลาปาก จ.นครพนม
              ผมหยิบยกเรื่องราวของ "หนองฮี" มาเขียนถึง แน่นอนว่าผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ ต.หนองฮี แห่งนี้ ช่วงที่ "อวยชัย อินทร์นาค" หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง นำคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และคณะสื่อมวลชนสัญจรติดตามบทบาทภารกิจของกำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมประจำปี 2556 และบทบาทฝ่ายปกครองในการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม ครับ
             "อวยชัย อินทร์นาค" หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง บอกว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่กรมการปกครองต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ปัญหายาเสพติดและการรักษาความสงบเรียบร้อย เช่น คดีต่างๆ การลักขโมย ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ถือว่าเกี่ยวข้องกัน เป็นเรื่องของกำนันและผู้ใหญ่บ้านโดยตรง โดยกำนันและผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ช่วยเหลือทางราชการ คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก 
ส่วนการพัฒนาส่งเสริมอาชีพก็เป็นลำดับรองลงมา
           "นายอวยชัย" ยังบอกว่า ปัจจุบันปัญหายาเสพติดมีค่อนข้างมาก กำนันและผู้ใหญ่บ้านจึงได้รับมอบหมายให้เข้าไปช่วยดูแลแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงตำบล ซึ่งบางครั้งต้องไปค้นหาผู้เสพ ผู้ค้า ส่วนผู้เสพก็ต้องนำมาบำบัด และมีผู้ค้า ผู้เสพ อยู่ในหมู่บ้านของตนเอง กำนันและผู้ใหญ่บ้านในฐานะเป็นบุคคลอยู่ในพื้นที่ จะสามารถรู้ข้อมูลได้เป็นอย่างดี สำหรับในปี 56 นี้ รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 3 แสนคนทั่วประเทศ ในการนำผู้เสพซึ่งถือ
 

เป็นผู้ป่วยมาบำบัด
          ดังนั้น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน จึงถือเป็นกำลังหลักสำคัญในการช่วยทางอำเภอและเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงการแจ้งเบาะแส ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ว่าใครเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย หรือรายใหญ่ และใครมีพฤติกรรมติดยาเสพติดบ้าง และถ้าสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่นั้นๆ ยังไม่ดีขึ้น ทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านก็ต้องแบกรับภารกิจหนักในการดูแลพื้นที่ต่อไป
          "ศิริชัย ไตรสารศรี" นายอำเภอปลาปาก จ.นครพนม บอกว่า "อ.ปลาปาก" มีประชาชน 5 ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ประกอบอาชีพ

เกษตรกรรมเป็นส่วนมาก
          สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดในพื้นที่ "อ.ปลาปาก" ถือว่าค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ รวมทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านค่อนข้างเข้มแข็ง มีการบูรณาการการทำงานกันอย่างจริงจัง ส่วนการจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) นั้น เป็นความร่วมมือของฝ่ายปกครอง ร่วมกับสภ.หนองฮี ในการจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านออกตรวจตราหมู่บ้านในยามค่ำคืน โดยราษฎรที่มาเป็นชรบ.นั้น ถือว่ามาด้วยจิตอาสาสมัคร ไม่มีเงินเดือน

ซึ่งทุกคนสละเวลาหลังเลิกงานช่วงเย็นจนถึงดึกในแต่ละวันมาเข้าเวรออกตรวจตราร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมตามหมู่บ้านต่างๆ ตลอดจนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน หรือชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ และมีการดำเนินการมานานแล้ว
          "พ.ต.ท.เสฎฐวุฒิ รอดจันทร์" สารวัตรใหญ่ สภ.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม บอกว่า ในส่วนของ สภ.หนองฮี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ทางผู้บังคับบัญชามีนโยบายในการป้องกันปราบปรามในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด และการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน แต่ด้วย
กำลังพล หรืองบประมาณต่างๆ มีจำนวนน้อย ซึ่งต้องรับผิดชอบในพื้นที่ 3 ตำบล แต่ก็ได้รับความร่วมมือจาก กำนัน และหัวหน้าชุมชนต่างๆ ที่ตั้งชุด ชรบ.ขึ้นมา เพื่อให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกวันๆ ละไม่ต่ำกว่า 5 นาย ซึ่ง ชรบ.จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน สามารถอำนวยความสะดวกทั้งการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรทุกวัน
              "นิยม กิมาลี" หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ต.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม บอกว่า การเข้ามาเป็น ชรบ.นั้น เข้ามาโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งยึดหลักของการอาสา คือ การเสียสละในการรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของชาวชุมชนหนองฮี ปลูกจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกัน และชุมชนจะเข้มแข็งได้ ต้องสามารถดูแลกันเองได้ ส่วนการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มี อาทิ การตรวจค้น ตั้งด่านจุดตรวจ จุดสกัด ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ช่วงปราบปรามยาเสพติด ช่วงวันปีใหม่ และงานเทศกาลต่างๆ ฯลฯ
        โดยชุด ชรบ.จะเข้าไปร่วมอำนวยความสะดวกทั้งหมด ในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน
         "สุทิศ คงอยู่" กำนันตำบลหนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม ในฐานะได้รับรางวัลกำนันยอดเยี่ยมประจำปี 2556 บอกถึงแนวทางในการทำงานว่า ที่ผ่านมาได้นำความรู้ต่างๆ ที่มีการถ่ายทอดจากชุมชนในพื้นที่อื่นๆ และนำไปพัฒนาต่อยอดถ่ายทอดให้กับชาวบ้านในชุมชน ต.หนองฮี จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ อาทิ กลุ่มฝึกอาชีพต่างๆ เช่น ช่างเงิน ช่างทอง โอทอปห้าดาว ฯลฯ เพื่อลดการเดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ และเกิดความเข้มแข็งในชุมชน และยังจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือชรบ. เพื่อทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ
ตลอดจนการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในพื้นที่อีกด้วย
              "กำนันตำบลหนองฮี" บอกอีกว่า ในส่วนของการป้องกันปราบปรามยาเสพติดนั้น เมื่อรู้ว่ามีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนติดยาเสพติด ก็จะทำวิธีเชิงรุกด้วยการเข้าไปตรวจปัสสาวะนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ โดยไม่แจ้งล่วงหน้าให้ทางโรงเรียนรู้ เพราะกลัวข่าวรั่ว เมื่อพบว่านักเรียนคนไหนติดยาเสพติด ก็จะนำเข้าสู่กระบวนการบำบัด รักษาให้หายขาด ซึ่งผลสะท้อนกลับมาก็ดีขึ้น ครู อาจารย์ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในครั้งนั้น ผมมีโอกาสมานั่งกินข้าวมื้อเที่ยงที่ ต.หนองฮี มื้อนั้นถือเป็นมื้อที่อร่อยสำหรับผมเป็นพิเศษ แม้กับข้าวมือนั้นจะไม่มีอะไรพิสดาร มีเพียงน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด และสารพัดผักต่างๆ ที่เป็นเครื่องเคียงมาจิ้มกับน้ำพริก กินกับข้าวสวยร้อนๆ ตามด้วยไข่เจียวชนิดหนา และยังไม่นับเมนูเด็ดอื่นๆ อีกหลายเมนู
               ก็อดคิดถึงบรรยากาศที่บ้านของตัวเองไม่ได้ มันเป็นบรรยากาศที่แสนอบอุ่นมากครับ ต้องขอขอบคุณ "ไตรสมุทร จันทร์ศรีเมือง" นายก อบต.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม ที่ดูแลและจัดการให้ผมและคนอื่นๆ อิ่มท้องกันถ้วนหน้าในวันนั้น...!!!
                                                         นวย เมืองธน
***********************************