วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ครั้งหนึ่งที่..ปากอ่าวบางตะบูน ศาลยุติธรรมสัมมนาสื่อสร้างสัมพันธ์

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-"ปากอ่าวบางตะบูน" ตั้งอยู่ ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อยู่ติดทะเล ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงชายฝั่ง อาทิ ปล่อยอวนดักจับปลาทะเล เลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยกระปุก กระชังปลากระพง โป๊ปลาทู บ่อกุ้ง บ่อปูทะเล และโพงพาง
             ที่สำคัญบริเวณ "ปากอ่าวบางตะบูน" ยังเป็นจุดชม "วาฬบรูด้า" ซึ่งเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของไทย และเป็นสัตว์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน มีลักษณะลำตัวสีเทาดำ รูปร่างค่อนข้างเพรียว อีกทั้งยังสามารถชมนกกาน้ำใหญ่ และนกนานาชนิดอีกมากมาย 
             นอกจากนี้ "ปากอ่าวบางตะบูน" ยังมีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นทางทะเล และตกดิน สามารถมองเห็นทัศนียภาพทางทะเลอันสวยงาม และหมู่บ้านชาวประมงที่บริเวณสะพานเฉลิมพระเกียรติ โดยตลอดเส้นทางหมู่บ้านบางตะบูน จะมีการจำหน่ายปูม้าต้ม เนื้อปูที่แกะแล้ว และก้ามปูใบ้ สามารถชมแหล่งผลิตเนื้อปูได้ที่หมู่บ้านเนื้อปู โดยชาวบ้านมีอาชีพต้มปูม้าแกะเนื้อทุกส่วนส่งขายทั่วประเทศอีกด้วย
          ส่วน "บ้านปากอ่าว" ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของ "อ่าวบางตะบูน" เป็นหมู่บ้านที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีดั่งเดิม มีการละเล่นพื้นบ้าน, การรำวงย้อนยุค , การแข่งขันเรือยาว และการแต่งเรือองค์ถวายผ้ากฐิน หากใครได้แวะเวียนมาที่คลองบ้านสามแพรก หมู่ที่ 8 บ้านสามแพรก ต.บางตะบูน ก็สามารถล่องเรือชมฝูงหิ่งห้อยในยามค่ำคืนได้อีกด้วย
             "ชาวบางตะบูน" มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ชาวบ้านส่วนใหญ่นอกจากประกอบอาชีพประมงชายฝั่งแล้ว อาชีพหนึ่งที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่โบราณ คือ อาชีพเผาถ่าน สำหรับไม้ที่ใช้ในการเผาถ่านเป็นไม้ในพื้นที่ซึ่งมีหลายชนิด แต่ไม้ที่เผาแล้วได้ถ่านคุณภาพดีคือ ไม้โกงกาง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกเป็นสวนป่านับพันๆ ไร่ เพื่อใช้ผลิตเป็นถ่านคุณภาพดี
               ส่วนอีกหนึ่งอาชีพที่ชาวบางตะบูนทำสืบต่อกันมานาน คือ การเย็บจาก ซึ่งการเย็บจากมุงหลังคาจะใช้ใบจากที่แก่มาเย็บเป็นตับจาก ปัจจุบันตลาดมีความต้องการจากมุงหลังคา เพื่อใช้ในธุรกิจร้านอาหาร หรือทำโรงเรือนต่างๆ เพราะทำให้ไม่ร้อนอบอ้าว และการเย็บจากสามารถทำได้ตลอดทั้งปี
              มนต์เสน่ห์ของ "ปากอ่าวบางตะบูน" นอกจากจะเห็นสายน้ำที่แยกมาจากแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณวัดคุ้งตำหนัก ลงสู่ทะเลฝั่งอ่าวไทยแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมวิวสวยๆ และเก็บภาพบนสะพานเฉลิมพระเกียรติปากอ่าวบางตะบูน  ที่สำคัญ "ปากอ่าวบางตะบูน" แห่งนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเกลือที่มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และยังมีวัดสำคัญๆ ตั้งอยู่หลายแห่งที่พุทธศาสนิกชนต่างให้ความเลื่อมใสศรัทธา อาทิ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" ตั้งหมู่ 3 ต.บางตะบูนออก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ฯลฯ
              สำหรับ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" แห่งนี้ ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่" ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ" โฆษกศาลยุติธรรม นำคณะข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรม และสื่อมวลชนมาร่วมกันทำบุญเลี้ยงพระเพลในช่วงกลางวัน ก่อนจะมีการสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ ที่ไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งในวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสมาก แต่มีปรากฏการณ์อยู่เหนือท้องฟ้าเกิดขึ้น คือ  "ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด" ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนที่มาเดินทางมาร่วมทำบุญ
กันอย่างมาก แต่ที่รู้ๆ ในวันนั้นทั้งสื่อมวลชนหลายสิบชีวิต และข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรม นอกจากจะได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้าแล้ว "เจ้าอาวาสวัดปากอ่าวบางตะบูน" ยังแจก "ลูกอมปลุกเสก" ให้กับทุกคนอีกด้วย สำหรับ "ลูกอม" ถือเป็นเครื่องรางของขลังอย่างหนึ่งครับ
          "วัดปากอ่าวบางตะบูน" ถูกสร้างขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยู่บริเวณปากอ่าวแม่น้ำบางตะบูน ปลายสุดของแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้อุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลและพันธุ์ไม้ชายเลนมากมาย จึงทำให้วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
 เชิงอนุรักษ์ป่าชายเลน ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 พ.ค.55 ได้เกิดมีพายุหมุนลูกใหญ่โหมกระหน่ำพัดหอบหลังคาหอไตร "วัดปากอ่าวบางตะบูน"  จนได้รับความเสียหาย โดยหลังคาหอไตรที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างได้หักพังลงมาทั้งแถบ ลงมาทับกุฏิทรงไทยของพระลูกวัดเสียหายไป 2 หลัง ห้องพระ 6 ห้อง โดยมีพระภิกษุที่กำลังอยู่ในห้องได้รับบาดเจ็บ 3 รูป นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูป สิ่งของเครื่องใช้ของวัดได้รับความเสียหายและยังอยู่ภายในซากของหอไตรที่พังทับอยู่ โดยหอไตรที่ได้รับความเสียหายกำลังสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่


เก็บรักษาพระไตรปิฎก และพิพิธภัณฑ์ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่ถูกลมพายุหมุนหอบพัดพังลงมาทั้งหมด แล้วลงมาทับกุฏิสงฆ์ที่เป็นเรือนไทย 2 หลัง ประเมินค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท และจากความเสียหายดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้เลือกที่จะนำคณะมาร่วมกันทำบุญที่ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" แห่งนี้
           อ่อ...ลืมบอกไปครับ ติดกับ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" ยังมี "ศาลเจ้าพ่อกวนอู" ซึ่งเป็นศาลเจ้าของชาวไทยเชื้อสายจีนที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นสถานที่จัดกิจกรรมพิธีกรรมทางศาสนา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 เป็นสถานที่ที่คนไทยเชื้อสายจีนนับถือศาสนาพุทธได้ร่วมกันบริจาคเพื่อสร้างศาลเจ้าพ่อกวนอูขึ้นมา โดยจัดพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษของชาวจีนในทุกขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี ซึ่งมีจะมีพิธีไหว้เจ้าร้อยแปดองค์ เจ้าพ่อกง เจ้าแม่ทับทิม และเจ้าแม่แห่งโชคลาภ ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนับถือ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลานและมีความสุข ความเจริญ ในการประกอบอาชีพ
              หลังจากสื่อมวลชนและข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรมต่างอิ่มบุญกันถ้วนหน้า ก็เร่งตบเท้าออกเดินทางมา "สัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์" ที่ไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี โดยมี "ท่านวิรัช ชินวินิจกุล" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ตำแหน่งปัจจุบันเป็น "รองประธานศาลฎีกา" ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 15/2556 พิจารณาวาระโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการและประธานแผนกในศาลฎีกา ณ ห้องประชุม อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ เมื่อวันที่ 19 ก.ค.56 โดย ก.ต.มีมติเห็นชอบ
             โดย "ท่านวิรัช" ได้เดินทางมาเป็นประธานการสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกับสื่อมวลชนในวันดังกล่าว และมี "ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ" โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานของศาลยุติธรรมและสร้างความสัมพันธ์ในการประสานความร่วมมือด้านการข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสาร นโยบาย รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ต่อประชาชน
            "ท่านวิรัช" กล่าวว่า ในอนาคตเชื่อว่าปัญหาทางการเมืองน่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น และมีการต่อสู้กันในทุกมิติ หลายๆ รูปแบบ แต่ศาลยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชน และมีความเป็นกลาง ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองก็ตาม ซึ่งความเป็นกลางของศาลนั้น ประชาชนต้องได้รับการบริการตอบสนองจากศาล ไม่ใช่เป็นกลางโดยไม่ทำอะไรเลย ศาลต้องเป็นองค์กรที่สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก ซึ่งในระยะแรกๆ ประชาชนอาจจะไม่กล้า แต่ถ้าเราลงไปหาประชาชน โดยเฉพาะการจัดบรรยาย อบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้รู้ว่าศาลมีความเป็นกลาง สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้
           "ท่านวิรัช" กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในส่วนของศาล สิ่งหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมักอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐนั้น ซึ่งศาลต้องทำความเข้าใจว่าศาลยังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขาได้ และกลุ่มที่จะรับรู้เรื่องของศาลได้ดีก็คือ กลุ่มเยาวชน ซึ่งต้องการให้รับรู้การทำงานของศาลว่ายังมีสถาบันที่ให้ความเป็นธรรมกับพวกเค้าได้ ให้ความเป็นธรรมกับคนในครอบครัวได้ และให้ความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ได้ ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงได้ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เยาวชนในด้านกระบวนการของศาลและให้ความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด
            "ท่านวิรัช" กล่าวด้วยว่า หลังจากกลุ่มเยาวชนได้ผ่านการอบรมแล้ว ก็ไปเป็นอาสาสมัครตามศาลต่างๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเด็กและเยาวชนสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการศาลให้กับญาติพี่น้องและผู้มาติดต่อกับศาลได้เป็นอย่างดี และสามารถช่วยให้ญาติพี่น้องและผู้มาติดต่อศาลไม่ต้องถูกผู้ที่ไม่หวังดีหลอกลวงได้   
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสเดินทางมาถึง ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี หากไม่เอ่ยถึง "หาดแหลมผักเบี้ย" ก็ดูเหมือนจะใจจืดใจดำไปหน่อย บังเอิญที่ด้านหลังไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่ผมมาสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ในครั้งนี้ อยู่ติดกับ "หาดแหลมผักเบี้ย" พอดิบพอดี
               ก็เลยได้มีโอกาสแว๊บ...แว๊บ...ดอด...ออกมาชมวิวทิวทัศน์หาดทรายแห่งนี้ อยู่หลายรอบ ก็ได้สูตรโอโซน "เบิ่งธรรมชาติ" พอเป็นกระษัย หลับตาท่ามกลางสายลมทะเล...หย่อนกาย...ทำสมองให้โล่ง...ถือเป็นการชูรส...เติมพลังให้เราอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว...วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                        นวย เมืองธน
**************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น