วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ครั้งหนึ่งที่..ปากอ่าวบางตะบูน ศาลยุติธรรมสัมมนาสื่อสร้างสัมพันธ์

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-"ปากอ่าวบางตะบูน" ตั้งอยู่ ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อยู่ติดทะเล ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงชายฝั่ง อาทิ ปล่อยอวนดักจับปลาทะเล เลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยกระปุก กระชังปลากระพง โป๊ปลาทู บ่อกุ้ง บ่อปูทะเล และโพงพาง
             ที่สำคัญบริเวณ "ปากอ่าวบางตะบูน" ยังเป็นจุดชม "วาฬบรูด้า" ซึ่งเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของไทย และเป็นสัตว์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน มีลักษณะลำตัวสีเทาดำ รูปร่างค่อนข้างเพรียว อีกทั้งยังสามารถชมนกกาน้ำใหญ่ และนกนานาชนิดอีกมากมาย 
             นอกจากนี้ "ปากอ่าวบางตะบูน" ยังมีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นทางทะเล และตกดิน สามารถมองเห็นทัศนียภาพทางทะเลอันสวยงาม และหมู่บ้านชาวประมงที่บริเวณสะพานเฉลิมพระเกียรติ โดยตลอดเส้นทางหมู่บ้านบางตะบูน จะมีการจำหน่ายปูม้าต้ม เนื้อปูที่แกะแล้ว และก้ามปูใบ้ สามารถชมแหล่งผลิตเนื้อปูได้ที่หมู่บ้านเนื้อปู โดยชาวบ้านมีอาชีพต้มปูม้าแกะเนื้อทุกส่วนส่งขายทั่วประเทศอีกด้วย
          ส่วน "บ้านปากอ่าว" ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของ "อ่าวบางตะบูน" เป็นหมู่บ้านที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีดั่งเดิม มีการละเล่นพื้นบ้าน, การรำวงย้อนยุค , การแข่งขันเรือยาว และการแต่งเรือองค์ถวายผ้ากฐิน หากใครได้แวะเวียนมาที่คลองบ้านสามแพรก หมู่ที่ 8 บ้านสามแพรก ต.บางตะบูน ก็สามารถล่องเรือชมฝูงหิ่งห้อยในยามค่ำคืนได้อีกด้วย
             "ชาวบางตะบูน" มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ชาวบ้านส่วนใหญ่นอกจากประกอบอาชีพประมงชายฝั่งแล้ว อาชีพหนึ่งที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่โบราณ คือ อาชีพเผาถ่าน สำหรับไม้ที่ใช้ในการเผาถ่านเป็นไม้ในพื้นที่ซึ่งมีหลายชนิด แต่ไม้ที่เผาแล้วได้ถ่านคุณภาพดีคือ ไม้โกงกาง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกเป็นสวนป่านับพันๆ ไร่ เพื่อใช้ผลิตเป็นถ่านคุณภาพดี
               ส่วนอีกหนึ่งอาชีพที่ชาวบางตะบูนทำสืบต่อกันมานาน คือ การเย็บจาก ซึ่งการเย็บจากมุงหลังคาจะใช้ใบจากที่แก่มาเย็บเป็นตับจาก ปัจจุบันตลาดมีความต้องการจากมุงหลังคา เพื่อใช้ในธุรกิจร้านอาหาร หรือทำโรงเรือนต่างๆ เพราะทำให้ไม่ร้อนอบอ้าว และการเย็บจากสามารถทำได้ตลอดทั้งปี
              มนต์เสน่ห์ของ "ปากอ่าวบางตะบูน" นอกจากจะเห็นสายน้ำที่แยกมาจากแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณวัดคุ้งตำหนัก ลงสู่ทะเลฝั่งอ่าวไทยแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมวิวสวยๆ และเก็บภาพบนสะพานเฉลิมพระเกียรติปากอ่าวบางตะบูน  ที่สำคัญ "ปากอ่าวบางตะบูน" แห่งนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเกลือที่มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และยังมีวัดสำคัญๆ ตั้งอยู่หลายแห่งที่พุทธศาสนิกชนต่างให้ความเลื่อมใสศรัทธา อาทิ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" ตั้งหมู่ 3 ต.บางตะบูนออก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ฯลฯ
              สำหรับ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" แห่งนี้ ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่" ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ" โฆษกศาลยุติธรรม นำคณะข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรม และสื่อมวลชนมาร่วมกันทำบุญเลี้ยงพระเพลในช่วงกลางวัน ก่อนจะมีการสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ ที่ไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งในวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสมาก แต่มีปรากฏการณ์อยู่เหนือท้องฟ้าเกิดขึ้น คือ  "ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด" ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนที่มาเดินทางมาร่วมทำบุญ
กันอย่างมาก แต่ที่รู้ๆ ในวันนั้นทั้งสื่อมวลชนหลายสิบชีวิต และข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรม นอกจากจะได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้าแล้ว "เจ้าอาวาสวัดปากอ่าวบางตะบูน" ยังแจก "ลูกอมปลุกเสก" ให้กับทุกคนอีกด้วย สำหรับ "ลูกอม" ถือเป็นเครื่องรางของขลังอย่างหนึ่งครับ
          "วัดปากอ่าวบางตะบูน" ถูกสร้างขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยู่บริเวณปากอ่าวแม่น้ำบางตะบูน ปลายสุดของแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้อุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลและพันธุ์ไม้ชายเลนมากมาย จึงทำให้วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
 เชิงอนุรักษ์ป่าชายเลน ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 พ.ค.55 ได้เกิดมีพายุหมุนลูกใหญ่โหมกระหน่ำพัดหอบหลังคาหอไตร "วัดปากอ่าวบางตะบูน"  จนได้รับความเสียหาย โดยหลังคาหอไตรที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างได้หักพังลงมาทั้งแถบ ลงมาทับกุฏิทรงไทยของพระลูกวัดเสียหายไป 2 หลัง ห้องพระ 6 ห้อง โดยมีพระภิกษุที่กำลังอยู่ในห้องได้รับบาดเจ็บ 3 รูป นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูป สิ่งของเครื่องใช้ของวัดได้รับความเสียหายและยังอยู่ภายในซากของหอไตรที่พังทับอยู่ โดยหอไตรที่ได้รับความเสียหายกำลังสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่


เก็บรักษาพระไตรปิฎก และพิพิธภัณฑ์ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่ถูกลมพายุหมุนหอบพัดพังลงมาทั้งหมด แล้วลงมาทับกุฏิสงฆ์ที่เป็นเรือนไทย 2 หลัง ประเมินค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท และจากความเสียหายดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้เลือกที่จะนำคณะมาร่วมกันทำบุญที่ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" แห่งนี้
           อ่อ...ลืมบอกไปครับ ติดกับ "วัดปากอ่าวบางตะบูน" ยังมี "ศาลเจ้าพ่อกวนอู" ซึ่งเป็นศาลเจ้าของชาวไทยเชื้อสายจีนที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นสถานที่จัดกิจกรรมพิธีกรรมทางศาสนา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 เป็นสถานที่ที่คนไทยเชื้อสายจีนนับถือศาสนาพุทธได้ร่วมกันบริจาคเพื่อสร้างศาลเจ้าพ่อกวนอูขึ้นมา โดยจัดพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษของชาวจีนในทุกขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี ซึ่งมีจะมีพิธีไหว้เจ้าร้อยแปดองค์ เจ้าพ่อกง เจ้าแม่ทับทิม และเจ้าแม่แห่งโชคลาภ ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนับถือ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลานและมีความสุข ความเจริญ ในการประกอบอาชีพ
              หลังจากสื่อมวลชนและข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรมต่างอิ่มบุญกันถ้วนหน้า ก็เร่งตบเท้าออกเดินทางมา "สัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์" ที่ไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี โดยมี "ท่านวิรัช ชินวินิจกุล" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ตำแหน่งปัจจุบันเป็น "รองประธานศาลฎีกา" ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 15/2556 พิจารณาวาระโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการและประธานแผนกในศาลฎีกา ณ ห้องประชุม อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ เมื่อวันที่ 19 ก.ค.56 โดย ก.ต.มีมติเห็นชอบ
             โดย "ท่านวิรัช" ได้เดินทางมาเป็นประธานการสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกับสื่อมวลชนในวันดังกล่าว และมี "ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ" โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานของศาลยุติธรรมและสร้างความสัมพันธ์ในการประสานความร่วมมือด้านการข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสาร นโยบาย รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ต่อประชาชน
            "ท่านวิรัช" กล่าวว่า ในอนาคตเชื่อว่าปัญหาทางการเมืองน่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น และมีการต่อสู้กันในทุกมิติ หลายๆ รูปแบบ แต่ศาลยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชน และมีความเป็นกลาง ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองก็ตาม ซึ่งความเป็นกลางของศาลนั้น ประชาชนต้องได้รับการบริการตอบสนองจากศาล ไม่ใช่เป็นกลางโดยไม่ทำอะไรเลย ศาลต้องเป็นองค์กรที่สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก ซึ่งในระยะแรกๆ ประชาชนอาจจะไม่กล้า แต่ถ้าเราลงไปหาประชาชน โดยเฉพาะการจัดบรรยาย อบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้รู้ว่าศาลมีความเป็นกลาง สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้
           "ท่านวิรัช" กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในส่วนของศาล สิ่งหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมักอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐนั้น ซึ่งศาลต้องทำความเข้าใจว่าศาลยังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขาได้ และกลุ่มที่จะรับรู้เรื่องของศาลได้ดีก็คือ กลุ่มเยาวชน ซึ่งต้องการให้รับรู้การทำงานของศาลว่ายังมีสถาบันที่ให้ความเป็นธรรมกับพวกเค้าได้ ให้ความเป็นธรรมกับคนในครอบครัวได้ และให้ความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ได้ ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงได้ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เยาวชนในด้านกระบวนการของศาลและให้ความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด
            "ท่านวิรัช" กล่าวด้วยว่า หลังจากกลุ่มเยาวชนได้ผ่านการอบรมแล้ว ก็ไปเป็นอาสาสมัครตามศาลต่างๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเด็กและเยาวชนสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการศาลให้กับญาติพี่น้องและผู้มาติดต่อกับศาลได้เป็นอย่างดี และสามารถช่วยให้ญาติพี่น้องและผู้มาติดต่อศาลไม่ต้องถูกผู้ที่ไม่หวังดีหลอกลวงได้   
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสเดินทางมาถึง ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี หากไม่เอ่ยถึง "หาดแหลมผักเบี้ย" ก็ดูเหมือนจะใจจืดใจดำไปหน่อย บังเอิญที่ด้านหลังไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่ผมมาสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ในครั้งนี้ อยู่ติดกับ "หาดแหลมผักเบี้ย" พอดิบพอดี
               ก็เลยได้มีโอกาสแว๊บ...แว๊บ...ดอด...ออกมาชมวิวทิวทัศน์หาดทรายแห่งนี้ อยู่หลายรอบ ก็ได้สูตรโอโซน "เบิ่งธรรมชาติ" พอเป็นกระษัย หลับตาท่ามกลางสายลมทะเล...หย่อนกาย...ทำสมองให้โล่ง...ถือเป็นการชูรส...เติมพลังให้เราอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว...วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                        นวย เมืองธน
**************************************

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตามดูภารกิจปกครอง เมืองริมโขงมุกดาหาร

            "ะลอนตามอำเภอใจ"- ในอดีต "มุกดาหาร" ถือเป็นเมืองชายแดนปลายพระราชอาณาเขต ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่จนจรดแดนญวน ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อปราบกบฏเจ้าอนุวงษ์ฯ กองทัพกรุงเทพฯ และกองทัพหัวเมืองแถบลุ่มแม่น้ำโขง
ได้ยกทัพข้ามโขงไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในดินแดนลาวให้อพยพข้ามโขงมาตั้งบ้าน ตั้งเมืองอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง หรือภาคอีสานของไทยให้มากที่สุด เพื่อมิให้เป็นกำลังแก่ข้าศึก จังหวัดชายแดน เช่น จ.กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ฯลฯ
ดังนั้น ในปัจจุบัน จ.มุกดาหาร จึงมีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ และมีอยู่ถึง 8 กลุ่มชาติพันธุ์
          แน่นอนครับว่าเมื่อผมเอ่ยถึง "มุกดาหาร" ผมต้องมาที่จังหวัดแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ภารกิจการเยือนมา จ.มุกดาหาร ครั้งนี้ไม่ได้มาเที่ยวหรือมาพักผ่อนหย่อนใจน่ะขอบอก เนื่องจาก "กรมการปกครอง" นำโดย "อวยชัย อินทร์นาค" หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง ได้นำคณะสื่อมวลชนสัญจรลงพื้นที่ติดตามบทบาทภารกิจของกำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมประจำปี 2556 และบทบาทฝ่ายปกครอง
 ในการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ณ พื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะดังกล่าวในครั้งนี้ด้วย
          โครงการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ตามโครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน 1 ท้องถิ่น 1 ค่าย ในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด อ.เมืองมุกดาหาร หรือศพอ.เมืองมุกดาหาร ที่สำคัญโครงการนี้ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและฝ่ายปกครอง ในฐานะผู้นำชุมชน ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชน จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และถือเป็นภารกิจหลัก ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือเป็นจุดแรกที่คณะของกรมการปกครอง และสื่อมวลชนได้มาเยี่ยมชมการทำงานในโครงการดังกล่าว
              "อวยชัย อินทร์นาค" หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง บอกว่า การที่เด็กๆ และเยาวชนเสพยาเสพติดชนิดต่างๆ อยากจะบอกว่ายาเสพติดเหล่านี้ถือเป็นเพื่อนชั่วคราว ไม่ได้เป็นเพื่อนแท้ของเรา และเป็นมิตรเทียม ไม่ใช่มิตรแท้ เมื่อคบหากันไปนานๆ เพื่อนคนนี้ (ยาเสพติด) ก็จะฆ่าเรา
               เมื่อยาเสพติดไม่ใช่เพื่อนแท้ของเรา เด็กๆ และเยาวชนก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคบหาเพื่อนเหล่านี้ (ยาเสพติด) และอยากฝากไปถึงพ่อ แม่ ผู้ปกครองว่า แม้จะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจภายในครอบครัว คือ ต้องทำมาหากิน หาเลี้ยงครอบครัว หาเงิน หาทอง มาให้ลูกๆ หลานๆ เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น ซึ่งเราอย่าไปมุ่งหาเงิน หาทอง อย่างเดียว ต้องใส่ใจกับชีวิตของลูกๆ หลานๆ ด้วย ซึ่งอยากจะฝากว่าเราต้องคุยกับลูกๆ หลานๆ บ้าง และนำไปสู่การเชื่อมโยงให้ครอบครัวมีความสุข  

            ขณะที่ "น้องเอ" เด็กชายคนหนึ่ง เรียนอยู่ชั้น ม.1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมืองมุกดาหาร ซึ่งได้เข้าโครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน 1 ท้องถิ่น 1 ค่าย เล่าให้ผมฟังว่า การที่ได้มาเข้าค่ายแห่งนี้ ทำให้ได้รับความรู้ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะความรัก ความสามัคคีกับเพื่อนๆ และอีกหลายอย่าง โดยก่อนหน้าที่จะมาอยู่ที่ค่ายแห่งนี้ ตนเคยเสพยาบ้า เนื่องจากเพื่อนๆ ชวน และคิดว่าหลังจากที่ออกจากค่ายแห่งนี้แล้ว หากเพื่อนๆ มาชวนให้เสพยาเสติดอีก ก็คงเลิกคบหากับเพื่อนๆ เหล่านี้อย่างแน่นอน
          "น้องเอ" บอกอีกว่า ตนอยากฝากถึงเยาวชนคนอื่นๆ ว่า อย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย เพราะยาเสพติดไม่ใช่ของเล่น เพราะเมื่อติดยาเสพติดแล้ว จะทำให้เราตกนรกทั้งเป็น เวลาไม่มีเงินซื้อยาเสพ เมื่อไปขอเงินแม่
 แม่ไม่ให้ก็ถึงขั้นตีพ่อแม่ ทำร้ายแม่ ซึ่งผิดมาก เพราะตนเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาก่อน และรู้สึกเสียใจกับพฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมา
         "จิรพงษ์ แก้วมณี" นายอำเภอเมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอำเภอเมืองมุกดาหาร บอกว่า ในปี 2556 ศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอำเภอเมืองมุกดาหารได้รับรางวัลองค์กร หน่วยงานที่มีผลงานด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดดีเด่นระดับประเทศ ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดในพื้นที่
เนื่องจากมีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้มีช่องทางการลักลอบขนยาเสพติด แต่เพราะชุมชนมีความเข้มแข็ง และทุกฝ่ายบูรณาการการทำงานร่วมกัน จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ส่วนผู้ติดและผู้เสพนั้น ได้นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน 1 ท้องถิ่น 1 ค่าย พัฒนาศักยภาพพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ศพ อ.เมืองมุกดาหาร การบำบัดในระบบเมทริกส์โปรแกรม และโครงการค่ายวิวัฒน์พลเมือง
           "นายอำเภอเมืองมุกดาหาร" บอกอีกว่า จุดเด่น
 โครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน 1 ท้องถิ่น 1 ค่าย คือ การนำเยาวชนผู้หลงผิดเสพยาเสติดเข้ามาบำบัด ฟื้นฟู ให้ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะโทษภัยของยาเสพติด ยาเสพติดมีประโยชน์หรือไม่อย่างไร มีโทษหรือไม่อย่างไร ให้เอาไปคิด ไปศึกษา สรุปได้ก็คือ เด็กและเยาวชนที่มาเข้าค่ายก็เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของพิษภัยยาเสพติด เมื่อเสพเข้าไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ไม่เกิดประโยชน์ต่อครอบครัว และไม่เกิดประโยชน์แก่ชุมชน เราก็มีส่วนร่วมในขบวนการบำบัดฟื้นฟู ส่วนผู้ที่มาเข้าค่ายก็ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนๆ ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อได้ข้อมูลทางอำเภอก็จะไปทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง รวมถึงเด็กๆ และเยาวชน เพื่อนำเข้าบำบัดรักษา ฟื้นฟูในรุ่นต่อไป ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอำเภอเมืองมุกดาหาร
         "ตอนนี้มีผู้ปกครองติดต่อเพื่อจะเอาลูกหลานมาเข้าบำบัดฟื้นฟูกับทางอำเภอเป็นจำนวนมาก แต่บางรายเขาไม่สามารถทำความเข้าใจกับลูกหลานเขาได้ ก็ขอให้ทางอำเภอเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ เราก็เหมือนเป็นที่พึ่งให้กับทางผู้ปกครอง" นายอำเภอเมืองมุกดาหาร กล่าวทิ้งท้าย
            อีกจุดหนึ่ง ที่ทางคณะกรมการปกครอง และสื่อมวลชน ได้เยี่ยมชมภารกิจฝ่ายปกครองในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน คือ ที่ด่านตรวจความเรียบร้อยของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือชรบ.
 ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร โดย "ใส โทนแก้ว" กำนัน ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ในฐานะกำนันยอดเยี่ยมประจำปี 2556 บอกว่า ต.บางทรายใหญ่ ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยนำชุด ชรบ.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในพื้นที่จำนวน 4 จุด โดยที่ผ่านมาสามารถป้องกันการลักลอบการขนยาเสพติด การขนไม้พะยูง การขนสุนัขข้ามชาติ ได้สัมฤทธิ์ผล ตามนโยบายของรัฐบาล
   
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากการที่ได้ติดตามดูภารกิจฝ่ายปกครองในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ในการสนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยการตั้งด่านตรวจสกัดสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ หรือแม้แต่โครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน 1 ท้องถิ่น 1 ค่าย ในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหารนั้น ที่สำคัญกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นด่านแรก และเป็นกำลังสำคัญที่ใกล้ชิดกับประชาชน และถ่ายทอดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ข้อมูล ข่าวสาร มาสู่อำเภอ เพื่อนำมาสู่การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างที่เห็น และที่สำคัญกว่านั้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วนไม่ร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง...!!!               ......"กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นด่านแรก และเป็นกำลังสำคัญที่ใกล้ชิดกับประชาชน และถ่ายทอดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ข้อมูล ข่าวสาร มาสู่อำเภอ เพื่อนำมาสู่การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างที่เห็น และที่สำคัญกว่านั้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วนไม่ร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง".......
                                                          นวย เมืองธน
*************************************

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มะเขือเทศราชินี "แม่ฉุย" Q ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

         "ะลอนตามอำเภอใจ"-"มะเขือเทศ" หรือ Tomato ส่วนชื่อทางวิทยาศาสตร์มะเขือเทศ คือ Lycopersicon Esculentum Mill  มะเขือเทศถือเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ตามหลักพฤกษศาสตร์ "มะเขือเทศ" ที่นิยมรับประทานกันมากก็คือ มะเขือเทศสีดา และมะเขือเทศราชินี

             ที่สำคัญ "มะเขือเทศ" จัดเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมรับประทานกันมากที่สุด โดยนิยมรับประทานมากกว่าผลไม้ยอดนิยมอันดับ 2 อย่างกล้วย มากถึง 16 ล้านตันต่อปี ส่วนผลไม้อันดับ 3 คือ แอปเปิ้ล และส้ม ตามลำดับ
             "มะเขือเทศ" นอกจากจะเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดในโลกแล้ว ประโยชน์ของมะเขือเทศยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอยู่หลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี, วิตามิเอ, วิตามินเค, วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, ธาตุแคลเซียม, ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก โดย "มะเขือเทศ" ขนาดปานกลางนั้นจะมีปริมาณของวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งลูก และ"มะเขือเทศ" หนึ่งผลมีปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายต้องการจำนวน 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว นอกจากนี้ "มะเขือเทศ" ยังมีสารจำพวก ไลโคพีน (Lycopene),

แคโรทีนอยด์, เบต้าแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้น "มะเขือเทศ" ยังเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ขับปัสสาวะ รักษาความดัน เป็นต้น
          ผมหยิบยกเรื่องราวของ "มะเขือเทศ" มาเขียนถึงนั้น แฟนๆ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าผมเปลี่ยนแนวมาเป็น... 




กูรูด้านสุขภาพนะครับ เหตุที่นำเรื่องของ "มะเขือเทศ" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสร่วมเดินทางมากับคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือมกอช. ที่นำคณะสื่อมวลชนมาสัญจรดูงาน "กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม" ม.5 ต.ดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม ที่ปลูกมะเขือเทศราชินี และนำออกจำหน่ายภายใต้แบรนด์ "แม่ฉุย" จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศขณะนี้
            "นันทิยา อุ่นประเสริฐ" รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) บอกว่า ช่วงปี 2553 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมมือกับทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้จัดทำร่างหลักสูตรสร้างวิทยากรพร้อมทั้งจัดการฝึกอบรมในรุ่นแรก
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าร่วมเป็นวิทยากรจิตอาสาด้วย พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ และจัดฝึกอบรมให้แก่นิสิต นักศึกษา เกษตรกร ทางด้านกระบวนการผลิตแบบ GMP ส่งผลให้มีสมาชิกและเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีในการประสานความร่วมมือกัน ทำให้สินค้าของเกษตรกรส่งออกไปต่างประเทศได้มากขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
        "จึงอยากส่งเสริมให้คนของเราปลูกผักผลไม้ที่มีมาตรฐานได้รับการรับรอง GAP การปฏิบัติที่ดีของการปลูกพืช ต้องมีระบบเพื่อป้องกันปัญหามาสู่ผู้บริโภคได้ทุกขั้นตอน มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการปลูกพืช ทาง มกอช. จะให้ตราสัญลักษณ์ตัว Q เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคได้ทราบว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นได้ผ่านมาตรฐานคุณภาพแล้ว โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ และการให้ความรู้แก่เกษตรกร" คุณนันทิยา กล่าว
        "คุณนันทิยา" ยังบอกว่า ขณะนี้ทาง มกอช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่ใกล้ชิดกับเกษตรกร เช่น ในพื้นที่ อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ก็จะมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับเกษตรจังหวัด เกษตรตำบลในพื้นที่ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำระบบที่ถูกต้องมาสู่เกษตรกร
เพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดทำระบบได้อย่างถูกต้อง มีมาตรฐาน และได้รับการรับรอง โดยเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูก ทั้งนี้ เนื่องจากมะเขือเทศเป็นผลผลิตที่ต้องรับประทานสด โดยจัดให้เป็นโครงการนำร่องหรือต้นแบบผู้ผลิตมีความปลอดภัย เลือกใช้สินค้าหรือสารเคมีที่ได้รับการรับรอง หรือขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ทำให้ได้ผลผลิตดี ราคาดี และมีผลกำไรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ช่วยให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดียิ่งขึ้น ในการรวมกลุ่มกันก็เป็นผลดีอย่างหนึ่งที่ทำให้มีสินค้าไปส่งตามความต้องการได้ทั่วถึงมากขึ้นไม่ล้นตลาดเหมือนที่เคยผ่านมา
  
           "ประยงค์ วงษ์สกุล" ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม เล่าว่า เริ่มแรกมีสมาชิกทั้งหมด 146 ราย มีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยงกันในอาชีพการเกษตร นำพาความเข้มแข็งและทำอาชีพได้อย่างเป็นระบบสู่ความยั่งยืน เดิมปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ หรือบางคนเรียกว่า "มะเขือเทศราชินี" โดยได้รับการส่งเสริมด้านเมล็ดพันธุ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ประกอบกับทาง มกอช.ทำโครงการมาตรฐานตัว Q โดยมีอาสาสมัครมาให้ความรู้กับผู้นำกลุ่มเพื่อพัฒนาตัวเอง ส่งผลให้การผลิตมีความปลอดภัยสู่ผู้บริโภค
           "ในตอนแรกคิดว่าจะปลูกมะเขือเทศแบบปลอดภัยได้หรือไม่ ต้องปลูกด้วยเคมีอย่างเดียว ถ้าปลูกด้วยอินทรีย์ไม่ได้แน่ จึงได้มีการทดลองโดยใช้อินทรีย์อย่างเดียว ภายในระยะเวลาปีเศษ แต่ในสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือฤดูกาลที่แปรเปลี่ยน จึงไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศได้ จึงมีการปรับเปลี่ยนโดยใช้ทั้งอินทรีย์และเคมีผสมผสานกันไป ก็ได้มีการทดลองปฏิบัติกับแกนนำกลุ่ม ซึ่งก็ได้ข้อคิดจากโครงการ Q อาสา จากอาจารย์ที่มาสอนว่าการปลูกพืชแต่ละชนิดนั้นต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ให้รอบด้าน และวิเคราะห์ว่าเราปลูกเพื่ออะไรและจะกระจายผลผลิตไปยังตลาดไหน" คุณประยงค์ กล่าว

              "ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม" ยังบอกครับว่า การปลูก "มะเขือเทศราชินี" ในระยะเริ่มแรกเราตั้งเป้าหมายว่าจะปลูกมะเขือเทศปลอดภัย โดยในปีแรกตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะให้สมาชิกของเราได้รับรองกระบวนการผลิต 50% ปีที่สอง 75% และในปี 2557 ได้รับการรับรอง 100% แต่เนื่องจากมะเขือเทศพันธุ์นี้ให้ผลดกมาก เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งไม่สอดรับกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้ประสบปัญหาราคาตกต่ำ และที่สำคัญคือยังขาดความรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในด้านการปลูกพืชให้มีคุณภาพและปลอดภัย ทางกลุ่มจึงร่วมมือกับทาง มกอช. ในการให้ความรู้ความทางวิชาการแก่กลุ่มสมาชิกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจาก "มะเขือเทศราชินี" ล้นตลาดและมีผลผลิตที่ไม่ได้ขนาด แถมยังมีตำหนิ "คุณประยงค์" และชาวบ้านจึงเกิดไอเดียพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยนำมาแปรรูปเป็น "มะเขือเทศราชินีอบแห้ง" และ "เชื่อมอบแห้งสามรส" เพราะการแปรรูปนั้นเป็นการเพิ่มมูลค่า และทำให้มะเขือเทศมีรสชาติโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ "แม่ฉุย" โดยการสนับสนุนจากสหกรณ์จังหวัดนครปฐม โดยจุดแข็งของกลุ่ม คือ ความขยัน อดทน ปัจจุบันทาง มกอช.ได้ให้การสนับสนุนอบรมให้ความรู้แก่สมาชิกและสมาชิกยังสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่เพื่อนสมาชิกได้อีกด้วย และยังเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ลูกหลานและผู้ที่สนใจทั่วไป ส่งผลให้ผลผลิตมะเขือเทศราชินีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูมได้รับมาตรฐาน GAP อีกด้วย...!!!
                                                       นวย เมืองธน