วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เกาะติดบทบาทสภาเกษตรกรสองแคว

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา คำว่า "สภาเกษตรกร" สังคมและประชาชนทั่วไปอาจพอที่จะได้ยินติดหูเพิ่มมากขึ้น
             จากบทบาทหนึ่งของ "ประธานสภาเกษตรกร" ในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะตัวแทนสภาเกษตรกรภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ที่นำทีมเกษตรกร และเป็นตัวแทนเกษตรกรยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลคงราคารับจำนำข้าวที่ตันละ 15,000 บาท และให้สภาเกษตรกรแห่งชาติเข้าไปมีส่วนร่วมหารือเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)
             โดยให้มีสภาเกษตรกรฯ เข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อลดกระแสการประท้วง แล้วให้ตัวแทนเกษตรกรอย่าง "สภาเกษตรกรแห่งชาติ" ที่ถูกจัดตั้งตาม พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนด กขช. และพ.ร.บ.ดังกล่าว ในมาตรา 11 ซึ่งระบุให้อำนาจหน้าที่ของสภาฯ ให้ความคิดเห็น คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาของเกษตรกรด้วย หากรัฐบาลใช้กลไกนี้ ก็จะไม่บีบให้ชาวนาต้องเคลื่อนไหวตามท้องถนน
              ที่สำคัญ การที่รัฐบาลประกาศลดราคาจำนำข้าวกะทันหัน ทำให้ชาวนาต้องแบบรับภาระ เพราะมีการลงทุนไปแล้ว และการทำนาต่อรอบก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 เดือน บวกกับต้นทุนที่เพิ่มหลังมีการรับจำนำในราคานี้ ทั้งค่าจ้างรถไถ รถเกี่ยวข้าว ค่าปุ๋ย ค่าเช่าที่และค่าแรง เป็นต้น และถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถมองเห็นภาพค่อนข้างชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่หนึ่งของ "สภาเกษตรกรจังหวัด" ที่เป็นเสมือนกลไกหนึ่งที่ต้องเข้าไปช่วยดูแลเกษตรในจังหวัดต่างๆ
           ผมหยิบยกเรื่องราวของ "สภาเกษตรกร" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูบทบาทการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์" และ"สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก" โดยมี "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่นำคณะและสื่อมวลชนมาดูศึกษางานดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้หากพอจำได้ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เคยเขียนเรื่องราวบทบาทการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์" ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี
 การผลิตทุเรียนคุณภาพ พร้อมกับเยี่ยมชมสวนทุเรียนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศของ จ.อุตรดิตถ์ มาแล้วครั้งหนึ่ง
           ส่วนในครั้งนี้ คงต้องบอกเล่าเรื่องราวบทบาทหน้าที่ของ "สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก" ที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้เข้าไปสังเกตการณ์ และร่วมรับฟังการประชุมของ "สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก" ครั้งที่ 6 ที่สำนักงานสภาเกษตรฯ ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก โดยมีตัวแทนสมาชิกจากอำเภอต่างๆ ทั่วทั้ง จ.พิษณุโลก เข้ามาร่วมถกปัญหา
และแนวทางแก้ไข รวมทั้งการขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรของ จ.พิษณุโลกอีกด้วย
          "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักแต่การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ พอได้จับไมค์ก็พูดไม่ค่อยเป็น ไม่กล้าพูด บางทีถึงขั้นมือไม้สั่น ซึ่งเกษตรกรต้องฝึกพูดบ้าง โดยเฉพาะสมาชิกสภาเกษตรกร ทุกคนต้องฝึกพูด ฝึกอภิปราย ฝึกประมวลการนำเสนอในที่ประชุม เห็นด้วยอย่างไร หรือไม่เห็นด้วย ก็ต้องว่ากันไป ซึ่งก็ต้องแสดงออกบ้าง เพราะว่าวันหนึ่งสมาชิกสภาเกษตรกร อาจต้องเป็นตัวแทนของเกษตรกรไปร่วมประชุมกับผู้ว่าฯ กับการค้าภายใน และหน่วยงานอื่นๆ

       ทั้งนี้ จะได้สามารถนำความรู้ที่ฝึกฝนในการพูดไปอภิปรายให้เค้ารับฟังได้ ซึ่งวิธีนำเสนอก็ไม่ใช่พูดในสิ่งที่เป็นปัญหาของเรา เวลาอภิปรายก็ต้องพูดในสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอในที่ประชุมให้รับรู้ว่าคืออะไร ต้องตั้งสติแล้วก็พูด ซึ่งการฝึกพูดในการอภิปรายถือเป็นความจำเป็นของสมาชิกสภา
เกษตรกร
เพราะสภาเกษตรกรถือเป็นเวทีพูด ไม่ใช่มานั่งอย่างเดียว
         "ร.อ.อุบล พุทธรักษ์" ประธานสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลกนั้นได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร อาทิ การการค้าภายในจังหวัด เกษตรจังหวัด ประมง ปศุสัตว์ และอีกหลายหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่งต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาเกษตรกรฯ ที่ช่วยกันประสานติดต่อหน่วยงานต่างๆ ด้วย
        ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก
           "ร.อ.อุบล" ได้หยิบยกเรื่องการสำรวจข้อมูลเกษตรกรดีเด่น และปราชญ์ชาวบ้านสาขาต่างๆ มาพูดในที่ประชุมด้วย พร้อมระบุว่าจากข้อมูลที่ส่งเข้ามานั้น สำนักงานสภาเกษตรกรฯ สามารถผลิตสื่อไวนิล หรือป้ายไวนิล เผยแพร่ให้กับปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเกษตรกรและประชาชน นอกจากนี้ ในวันประชุมสภาฯ ดังกล่าว ยังมีเรื่องราวอีกหลายหัวข้อที่ถูกนำมาถกกันในที่ประชุม ซึ่งแต่ละปัญหาถือเป็นบทบาทหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก"
         นอกจากนี้ 
    "ปรีชา เรืองจันทร์" ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ยังมาร่วมพูดคุยถึง "อนาคตเกษตรกรในทศวรรษใหม่ ภายใต้การขับเคลื่อนสภาเกษตรกรแห่งชาติ" การมีส่วนร่วมของสภาเกษตรกรแห่งชาติในการพัฒนาและแก้ปัญหาทางการเกษตร รวมถึงนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดย "คุณปรีชา" บอกว่า การมี "สภาเกษตรกร" เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่เท่ห์ ซึ่งต้องจุดประกายไปสู่พี่น้องเกษตรกรชัดๆ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราว อย่างน้อยที่สุดเราก็มีพี่เลี้ยง แต่ขอให้พี่เลี้ยงอยู่ในอุดมคติของตัวเอง ทำงานให้กับ
เกษตรกรอย่างจริงจัง และสามารถเป็นปากเสียงของพี่น้องเกษตรกรได้ ซึ่งการที่มีสภาเกษตรกรเกิดขึ้นมา ถือว่าได้ประโยชน์ เพราะการทำงานที่มุ่งไปข้างหน้าเกษตรกรมีที่พึ่งพิง
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และ"ร.อ.อุบล พุทธรักษ์" ประธานสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก ยังได้นำคณะมาดูโรงสีข้าวแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพื่อติดตามบทบาทสภาเกษตรกรแห่งชาติในการมีส่วนร่วมใน "โครงการรับจำนำข้าว" ภายใต้นโยบายของรัฐบาล ซึ่ง "คุณประพัฒน์" บอกว่า เนื่องจากที่ผ่านมาสภาเกษตรกรฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับนโยบายของรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าว โดยจะมีตัวแทนเกษตรกรร่วมดูแลการตรวจรับข้าวจากโรงสี
            ภายหลังจากสภาเกษตรกรแห่งชาติใช้ระยะเวลาดำเนินงานกว่า 4 ปี จึงเกิดสภาเกษตรกรแห่งชาติชุดแรกขึ้น ตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ซึ่งมีตัวแทนเกษตรกรอย่างแท้จริงเข้ามามีส่วนร่วม เป็นกระบอกเสียงในการทำงานร่วมกับรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายด้านการเกษตรไม่เคยผ่านความเห็นจากเกษตรกร ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
             "คุณประพัฒน์" กล่าวว่า สิ่งแรกที่สภาเกษตรกรฯ จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การจัดทำแผนแม่บทที่จะสามารถดูแลเกษตรกรได้ครบวงจร ทั้งการแก้ปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตร และวางแผนการผลิต รวมถึงการสร้างตลาดให้กับเกษตรกร และคาดว่าจะสามารถจัดทำแผนต่างๆ เหล่านี้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2557 จึงถือเป็นบทบาทการทำงานของสภาเกษตรกรฯ ที่ต้องติดตามดูกันต่อไป...!!!
                                                          นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น