วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หนุนเกษตรทุเรียนอุตรดิตถ์ บทบาทหนึ่งสภาเกษตรกร

            "ะลอนตามอำเภอใจ"- "เมืองลับแล" หรือที่เรียกกันว่า อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ในปัจจุบันนั่นเอง มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าอำเภอเล็กๆ แห่งนี้มีชายคนหนึ่งเดินหลงเข้าไปในป่า พบหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมา
             ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง พอตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนเองซ่อนไว้ ครั้นได้แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป ส่วนหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบ
            เพราะชายหนุ่มแอบหยิบมา นางจึงเกิดความวิตกมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วย เพราะปรารถนาจะได้เห็น "เมืองลับแล"
            หญิงสาวก็ยินยอม จึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมือง ซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่าคนในหมู่บ้านล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชายส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์ จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาของนาง ชายหนุ่มเกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอม แต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มจึงได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแล จนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน
           ปัจจุบัน "เมืองลับแล" หรืออ.ลับแล มีของดีที่สร้างชื่อเสียงให้กับ จ.อุตรดิตถ์ อยู่มากมาย โดยเฉพาะอ.ลับแล ถือว่ามีพื้นที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดของ จ.อุตรดิตถ์ มีทุเรียนพันธุ์หมอนทอง "หลงลับแล" และ "หลินลับแล" 
             โดยเฉพาะพันธุ์"หลงลับแล"และ "หลินลับแล" เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของ อ.ลับแล ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นจุดขายของ "ทุเรียนลับแล" โดยปีนี้ "ทุเรียนหลงลับแล" จำหน่ายกิโลกรัมละ 350 บาท ส่วน "หลินลับแล" กิโลกรัมละ 500-550 บาท ก็ประมาณว่าถ้าผลทุเรียนหนักสองกิโลกรัม ก็ตกผลละหนึ่งพันบาท หรือกว่าหนึ่งพันบาท แล้วแต่จะต่อรองราคากันนะ
             ผมหยิบยกเรื่องราวของ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ มาเขียนถึง แน่นอนครับว่าได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอแห่งนี้ ในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ร่วมกับคณะสื่อมวลชนสัญจร โดยมี "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นำคณะฯ และสื่อมวลชนมาดูบทบาทการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์" การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีด้านการผลิตทุเรียนคุณภาพ พร้อมกับเยี่ยมชมสวนทุเรียนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศของ "ณัฐพล โสภณปิยวัฒน์" เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" และสวนลองกองที่บ้านขุนห้วย อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ที่สำคัญหลายคนบอก "ขาสั่น" รวมถึง "คุณประพัฒน์" เองก็สารภาพว่างานนี้ "ขาสั่น" จริงๆ เพราะทั้งคณะของ "คุณประพัฒน์" และคณะสื่อมวลชนต้องขึ้นเขาไปชมสวนทุเรียนกัน ก็ประมาณว่าบุกขึ้นเขาเพื่อไปเก็บภาพทุเรียนคาต้นบนเขาอะไรประมาณนั้น
   
  "คุณณัฐพล" เจ้าของสวนทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" บอกว่า ในระยะเริ่มแรกปลูกทุเรียนอยู่ประมาณร้อยกว่าไร่ ก็ทำเกษตรแบบตามมีตามเกิด ทำแบบดั้งเดิม ปลูกทุเรียนแบบขาดองค์ความรู้ ผลผลิตออกมาจึงได้น้อย พอสภาสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ได้เข้ามาให้ความรู้และเทคนิคต่างๆในการปลูกทุเรียน และเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ผลผลิตก็เพิ่มขึ้นกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันรายได้หลักๆ ของตนก็มาจากการปลูกลองกองและทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" โดยทำการเกษตรแบบคู่ขนานกันมา ซึ่งในแต่ละปีราคาก็จะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศด้วย ส่วนผลผลิตที่ได้ก็นำส่งไปขายที่ตลาดกลางค้าส่งผลไม้ ต.นานกกก อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ปัจจุบันผลผลิตทุเรียนฯ ยังไม่สามารถนำส่งไปขายยังต่างประเทศได้ เนื่องจากผลผลิตยังมีน้อย จึงจำหน่ายเฉพาะผู้บริโภคภายในประเทศไทยเท่านั้น
         "คุณณัฐพล" บอกอีกว่า ที่ผ่านมาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ก็เข้ามาช่วยแนะนำ วิจัยรูปแบบการพัฒนาคุณภาพทุเรียนหลงลับแล ดำเนินการศึกษาความสัมพันธ์ของสภาพอากาศ และการเขตเกษตรกรรมที่เหมาะสม ที่มีต่อวงจรพัฒนาการ
และการเปลี่ยนแปลงปริมาณอาหารสะสม ธาตุอาหาร ในการผลิตทุเรียนหลงลับแลในระบบวนเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระบบวนเกษตร สำหรับไม้ผลอัตลักษณ์ภายใต้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อเติมเต็มข้อมูลทางวิชาการให้สมบูรณ์ สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร และการที่สวนของตนมีผลผลิตทุเรียนดีนั้น ส่วนหนึ่งก็ได้ความรู้มาจากอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ฯ เพราะตนก็ไม่มีความรู้ในด้านโรคพืชต่างๆ ที่สำคัญสวนของตนไม่ได้ใช้สารเคมีเลย เพราะต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติ
        "บัญชา อรุณเขต"  
 ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ บอกว่า บทบาทของสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์มีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ และส่งเสริมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร ซึ่งสวนของ "คุณณัฐพล" เป็นสวนหนึ่งที่สภาเกษตรกรฯ ได้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยี อบรมกลุ่มเกษตรกรทุเรียน ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งในอีกหลายๆ ตัวอย่างที่สภาเกษตรกรฯ เข้าไปเพิ่มทักษะความรู้ให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่เรื่องของดิน ฟ้า อากาศ จนถึงการตัดแต่งกิ่ง การตัดช่อ ซึ่งขณะนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ และทางสภาเกษตรกรแห่งชาติก็ได้ติดตามผลงาน
การทำงานของสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์เรื่อยมา
         "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ บอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีสภาเกษตรกรฯ ก็เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับเกษตรกร ซึ่งมีช่องว่างเยอะมากระหว่างระบบราชการกับเกษตรกร กิจกรรมบางอย่างหน่วยงานราชการทำไม่ได้ ถ้าเราเอาความรู้ด้านการเกษตรกับเกษตรกรถ่ายทอดกันเองจะเกิดช่องว่างน้อยมาก และเมื่อเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็นำองค์ความรู้ที่ได้มากระจายความรู้ให้กับเกษตรกรคนอื่นๆต่อไป
 เวลาเกิดปัญหาก็สามารถถามตรงได้เลย 
 เพราะเป็นคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ไม่ต้องรอนักวิชาการมาเดือนหน้า ปีหน้า ที่สำคัญเป็นความรู้ที่ได้มาจากการปฏิบัติจนสำเร็จผลแล้วจึงนำมาถ่ายทอดสู่กัน ไม่ใช่ความรู้ที่มาจากวิชาการแดนไกล
        "คุณประพัฒน์" บอกอีกว่า ความรู้ที่เกษตรกรนำมาถ่ายทอดกัน เป็นความรู้ที่ปฏิบัติได้จริง และถ่ายทอดได้ง่าย ไม่ใช่ความรู้ที่ได้มาจากทฤษฎี ซึ่งต้องมาแปลการปฏิบัติแล้วถึงมาถ่ายทอด ที่สำคัญความรู้ที่ได้มาจากการปฏิบัติมันย่อยง่าย ใช้ง่าย เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่หนึ่งของสภาเกษตรกรทุกจังหวัดในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร
สามารถนำความรู้ต่างๆ มาเผยแพร่ และกระจายให้กับเกษตรกร และถ้าความรู้ไม่พอ ก็ต้องไปดึงเอาความรู้จากภายนอกมาเพิ่มเติม อาทิ การนำนักวิชาการจากสถาบันการศึกษามาเพิ่มเติมความรู้ในแง่ของวิชาการ ถ้าไม่พอก็ไปเอามาอีก โดยหน้าที่ของสภาเกษตรกรจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมเอาความรู้ทั้งหลายมาถ่ายทอดสู่พี่น้องเกษตรกร
         "ในอดีตถ้าไม่มีสภาเกษตรกร สิ่งเหล่านี้ไม่เกิด จึงเป็นหน้าที่หนึ่งของสภาเกษตรกรทุกจังหวัด นี่ขนาดสภาเราเพิ่งก่อตั้งมายังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย งานต่างๆ ก็เริ่มเดินได้แล้ว จริงๆ แล้วทั่วประเทศถ้าเดินสายดูงานของเรา จะเห็นกิจกรรมลักษณะเช่นนี้มากมายเลย ซึ่งสภามีงบประมาณนิดเดียวเอง แม้งบประมาณมีไม่มาก 

แต่ก็สามารถนำงบประมาณมาทำประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้โดยตรง ไม่ต้องมีพิธีรีตรองมากมาย ไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการมากมาย ไม่มีนักการเมืองทั้งหลายมาคอยสั่งการมากมาย "นายของเราคือเกษตรกร" นี่คือความแตกต่าง" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "สวิน ม่วงวงษ์" เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน อ.แล จ.อุตรดิตถ์ ได้เล่าถึงความเป็นมาของทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" และทุเรียนพันธุ์ "หลินลับแล" ว่าทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" ต้นเดิมขึ้นอยู่ที่ม่อนน้ำจำ หมู่ 7 บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เจ้าของเดิมคือ "หลง อุประ" บ้านนาปอย ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เป็นทุเรียนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ด ซึ่งร่วมดำเนินการจัดประกวดระหว่างกรมวิชาการการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อปี 2520
   
ส่วนทุเรียนพันธุ์ "หลินลับแล" ต้นเดิมปลูกโดย "หลิน ปันดาล" บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดยปี 2493 ได้นำเมล็ดทุเรียนมาปลูกแล้วเกิดการกลายพันธุ์มีลักษณะที่แปลกกว่าทุเรียนพันธุ์อื่นๆ จึงนำให้เพื่อนบ้านกินกัน หลายคนบอกว่ามีรสชาติดี ต่อมาในปี 2520 เจ้าของต้นเดิมได้ส่งทุเรียนพันธุ์นี้เข้าประกวดในการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ด ซึ่งร่วมดำเนินจัดการประกวดระหว่างกรมวิชาการการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งในปีดังกล่าวแม้ทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" จะได้รับรางวัลยอดเยี่ยมก็ตาม แต่ทุเรียนพันธุ์ "หลินลับแล" ก็ได้รับความนิยมจากนักบริโภคทุเรียนไม่น้อยกว่าทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล"
             ที่สำคัญ จังหวัดอุตรดิตถ์มีการปลูกทุเรียนกันมานานกว่า 100 ปีแล้ว ในอดีตปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ต่อมาทุเรียนได้มีการผสมข้ามพันธุ์กันไปมา และได้กำเนิดทุเรียนพันธุ์ดีของเมืองลับแล คือ ทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" และ"หลินลับแล" นอกจากนั้นยังได้ขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง, ก้านยาว ฯลฯ กันมากขึ้นอีกด้วย...!!!
                                                        นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น