วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เกาะติดบทบาทสภาเกษตรกรสองแคว

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา คำว่า "สภาเกษตรกร" สังคมและประชาชนทั่วไปอาจพอที่จะได้ยินติดหูเพิ่มมากขึ้น
             จากบทบาทหนึ่งของ "ประธานสภาเกษตรกร" ในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะตัวแทนสภาเกษตรกรภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ที่นำทีมเกษตรกร และเป็นตัวแทนเกษตรกรยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลคงราคารับจำนำข้าวที่ตันละ 15,000 บาท และให้สภาเกษตรกรแห่งชาติเข้าไปมีส่วนร่วมหารือเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)
             โดยให้มีสภาเกษตรกรฯ เข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อลดกระแสการประท้วง แล้วให้ตัวแทนเกษตรกรอย่าง "สภาเกษตรกรแห่งชาติ" ที่ถูกจัดตั้งตาม พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนด กขช. และพ.ร.บ.ดังกล่าว ในมาตรา 11 ซึ่งระบุให้อำนาจหน้าที่ของสภาฯ ให้ความคิดเห็น คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาของเกษตรกรด้วย หากรัฐบาลใช้กลไกนี้ ก็จะไม่บีบให้ชาวนาต้องเคลื่อนไหวตามท้องถนน
              ที่สำคัญ การที่รัฐบาลประกาศลดราคาจำนำข้าวกะทันหัน ทำให้ชาวนาต้องแบบรับภาระ เพราะมีการลงทุนไปแล้ว และการทำนาต่อรอบก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 เดือน บวกกับต้นทุนที่เพิ่มหลังมีการรับจำนำในราคานี้ ทั้งค่าจ้างรถไถ รถเกี่ยวข้าว ค่าปุ๋ย ค่าเช่าที่และค่าแรง เป็นต้น และถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถมองเห็นภาพค่อนข้างชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่หนึ่งของ "สภาเกษตรกรจังหวัด" ที่เป็นเสมือนกลไกหนึ่งที่ต้องเข้าไปช่วยดูแลเกษตรในจังหวัดต่างๆ
           ผมหยิบยกเรื่องราวของ "สภาเกษตรกร" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูบทบาทการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์" และ"สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก" โดยมี "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่นำคณะและสื่อมวลชนมาดูศึกษางานดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้หากพอจำได้ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เคยเขียนเรื่องราวบทบาทการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์" ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี
 การผลิตทุเรียนคุณภาพ พร้อมกับเยี่ยมชมสวนทุเรียนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศของ จ.อุตรดิตถ์ มาแล้วครั้งหนึ่ง
           ส่วนในครั้งนี้ คงต้องบอกเล่าเรื่องราวบทบาทหน้าที่ของ "สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก" ที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้เข้าไปสังเกตการณ์ และร่วมรับฟังการประชุมของ "สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก" ครั้งที่ 6 ที่สำนักงานสภาเกษตรฯ ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก โดยมีตัวแทนสมาชิกจากอำเภอต่างๆ ทั่วทั้ง จ.พิษณุโลก เข้ามาร่วมถกปัญหา
และแนวทางแก้ไข รวมทั้งการขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรของ จ.พิษณุโลกอีกด้วย
          "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักแต่การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ พอได้จับไมค์ก็พูดไม่ค่อยเป็น ไม่กล้าพูด บางทีถึงขั้นมือไม้สั่น ซึ่งเกษตรกรต้องฝึกพูดบ้าง โดยเฉพาะสมาชิกสภาเกษตรกร ทุกคนต้องฝึกพูด ฝึกอภิปราย ฝึกประมวลการนำเสนอในที่ประชุม เห็นด้วยอย่างไร หรือไม่เห็นด้วย ก็ต้องว่ากันไป ซึ่งก็ต้องแสดงออกบ้าง เพราะว่าวันหนึ่งสมาชิกสภาเกษตรกร อาจต้องเป็นตัวแทนของเกษตรกรไปร่วมประชุมกับผู้ว่าฯ กับการค้าภายใน และหน่วยงานอื่นๆ

       ทั้งนี้ จะได้สามารถนำความรู้ที่ฝึกฝนในการพูดไปอภิปรายให้เค้ารับฟังได้ ซึ่งวิธีนำเสนอก็ไม่ใช่พูดในสิ่งที่เป็นปัญหาของเรา เวลาอภิปรายก็ต้องพูดในสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอในที่ประชุมให้รับรู้ว่าคืออะไร ต้องตั้งสติแล้วก็พูด ซึ่งการฝึกพูดในการอภิปรายถือเป็นความจำเป็นของสมาชิกสภา
เกษตรกร
เพราะสภาเกษตรกรถือเป็นเวทีพูด ไม่ใช่มานั่งอย่างเดียว
         "ร.อ.อุบล พุทธรักษ์" ประธานสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลกนั้นได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร อาทิ การการค้าภายในจังหวัด เกษตรจังหวัด ประมง ปศุสัตว์ และอีกหลายหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่งต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาเกษตรกรฯ ที่ช่วยกันประสานติดต่อหน่วยงานต่างๆ ด้วย
        ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก
           "ร.อ.อุบล" ได้หยิบยกเรื่องการสำรวจข้อมูลเกษตรกรดีเด่น และปราชญ์ชาวบ้านสาขาต่างๆ มาพูดในที่ประชุมด้วย พร้อมระบุว่าจากข้อมูลที่ส่งเข้ามานั้น สำนักงานสภาเกษตรกรฯ สามารถผลิตสื่อไวนิล หรือป้ายไวนิล เผยแพร่ให้กับปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเกษตรกรและประชาชน นอกจากนี้ ในวันประชุมสภาฯ ดังกล่าว ยังมีเรื่องราวอีกหลายหัวข้อที่ถูกนำมาถกกันในที่ประชุม ซึ่งแต่ละปัญหาถือเป็นบทบาทหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก"
         นอกจากนี้ 
    "ปรีชา เรืองจันทร์" ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ยังมาร่วมพูดคุยถึง "อนาคตเกษตรกรในทศวรรษใหม่ ภายใต้การขับเคลื่อนสภาเกษตรกรแห่งชาติ" การมีส่วนร่วมของสภาเกษตรกรแห่งชาติในการพัฒนาและแก้ปัญหาทางการเกษตร รวมถึงนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดย "คุณปรีชา" บอกว่า การมี "สภาเกษตรกร" เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่เท่ห์ ซึ่งต้องจุดประกายไปสู่พี่น้องเกษตรกรชัดๆ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราว อย่างน้อยที่สุดเราก็มีพี่เลี้ยง แต่ขอให้พี่เลี้ยงอยู่ในอุดมคติของตัวเอง ทำงานให้กับ
เกษตรกรอย่างจริงจัง และสามารถเป็นปากเสียงของพี่น้องเกษตรกรได้ ซึ่งการที่มีสภาเกษตรกรเกิดขึ้นมา ถือว่าได้ประโยชน์ เพราะการทำงานที่มุ่งไปข้างหน้าเกษตรกรมีที่พึ่งพิง
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และ"ร.อ.อุบล พุทธรักษ์" ประธานสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก ยังได้นำคณะมาดูโรงสีข้าวแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพื่อติดตามบทบาทสภาเกษตรกรแห่งชาติในการมีส่วนร่วมใน "โครงการรับจำนำข้าว" ภายใต้นโยบายของรัฐบาล ซึ่ง "คุณประพัฒน์" บอกว่า เนื่องจากที่ผ่านมาสภาเกษตรกรฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับนโยบายของรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าว โดยจะมีตัวแทนเกษตรกรร่วมดูแลการตรวจรับข้าวจากโรงสี
            ภายหลังจากสภาเกษตรกรแห่งชาติใช้ระยะเวลาดำเนินงานกว่า 4 ปี จึงเกิดสภาเกษตรกรแห่งชาติชุดแรกขึ้น ตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ซึ่งมีตัวแทนเกษตรกรอย่างแท้จริงเข้ามามีส่วนร่วม เป็นกระบอกเสียงในการทำงานร่วมกับรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายด้านการเกษตรไม่เคยผ่านความเห็นจากเกษตรกร ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
             "คุณประพัฒน์" กล่าวว่า สิ่งแรกที่สภาเกษตรกรฯ จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การจัดทำแผนแม่บทที่จะสามารถดูแลเกษตรกรได้ครบวงจร ทั้งการแก้ปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตร และวางแผนการผลิต รวมถึงการสร้างตลาดให้กับเกษตรกร และคาดว่าจะสามารถจัดทำแผนต่างๆ เหล่านี้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2557 จึงถือเป็นบทบาทการทำงานของสภาเกษตรกรฯ ที่ต้องติดตามดูกันต่อไป...!!!
                                                          นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หนุนเกษตรทุเรียนอุตรดิตถ์ บทบาทหนึ่งสภาเกษตรกร

            "ะลอนตามอำเภอใจ"- "เมืองลับแล" หรือที่เรียกกันว่า อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ในปัจจุบันนั่นเอง มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าอำเภอเล็กๆ แห่งนี้มีชายคนหนึ่งเดินหลงเข้าไปในป่า พบหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมา
             ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง พอตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนเองซ่อนไว้ ครั้นได้แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป ส่วนหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบ
            เพราะชายหนุ่มแอบหยิบมา นางจึงเกิดความวิตกมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วย เพราะปรารถนาจะได้เห็น "เมืองลับแล"
            หญิงสาวก็ยินยอม จึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมือง ซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่าคนในหมู่บ้านล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชายส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์ จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาของนาง ชายหนุ่มเกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอม แต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มจึงได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแล จนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน
           ปัจจุบัน "เมืองลับแล" หรืออ.ลับแล มีของดีที่สร้างชื่อเสียงให้กับ จ.อุตรดิตถ์ อยู่มากมาย โดยเฉพาะอ.ลับแล ถือว่ามีพื้นที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดของ จ.อุตรดิตถ์ มีทุเรียนพันธุ์หมอนทอง "หลงลับแล" และ "หลินลับแล" 
             โดยเฉพาะพันธุ์"หลงลับแล"และ "หลินลับแล" เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของ อ.ลับแล ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นจุดขายของ "ทุเรียนลับแล" โดยปีนี้ "ทุเรียนหลงลับแล" จำหน่ายกิโลกรัมละ 350 บาท ส่วน "หลินลับแล" กิโลกรัมละ 500-550 บาท ก็ประมาณว่าถ้าผลทุเรียนหนักสองกิโลกรัม ก็ตกผลละหนึ่งพันบาท หรือกว่าหนึ่งพันบาท แล้วแต่จะต่อรองราคากันนะ
             ผมหยิบยกเรื่องราวของ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ มาเขียนถึง แน่นอนครับว่าได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอแห่งนี้ ในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ร่วมกับคณะสื่อมวลชนสัญจร โดยมี "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นำคณะฯ และสื่อมวลชนมาดูบทบาทการขับเคลื่อนการทำงานของ "สภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์" การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีด้านการผลิตทุเรียนคุณภาพ พร้อมกับเยี่ยมชมสวนทุเรียนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศของ "ณัฐพล โสภณปิยวัฒน์" เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" และสวนลองกองที่บ้านขุนห้วย อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ที่สำคัญหลายคนบอก "ขาสั่น" รวมถึง "คุณประพัฒน์" เองก็สารภาพว่างานนี้ "ขาสั่น" จริงๆ เพราะทั้งคณะของ "คุณประพัฒน์" และคณะสื่อมวลชนต้องขึ้นเขาไปชมสวนทุเรียนกัน ก็ประมาณว่าบุกขึ้นเขาเพื่อไปเก็บภาพทุเรียนคาต้นบนเขาอะไรประมาณนั้น
   
  "คุณณัฐพล" เจ้าของสวนทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" บอกว่า ในระยะเริ่มแรกปลูกทุเรียนอยู่ประมาณร้อยกว่าไร่ ก็ทำเกษตรแบบตามมีตามเกิด ทำแบบดั้งเดิม ปลูกทุเรียนแบบขาดองค์ความรู้ ผลผลิตออกมาจึงได้น้อย พอสภาสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ได้เข้ามาให้ความรู้และเทคนิคต่างๆในการปลูกทุเรียน และเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ผลผลิตก็เพิ่มขึ้นกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันรายได้หลักๆ ของตนก็มาจากการปลูกลองกองและทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" โดยทำการเกษตรแบบคู่ขนานกันมา ซึ่งในแต่ละปีราคาก็จะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศด้วย ส่วนผลผลิตที่ได้ก็นำส่งไปขายที่ตลาดกลางค้าส่งผลไม้ ต.นานกกก อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ปัจจุบันผลผลิตทุเรียนฯ ยังไม่สามารถนำส่งไปขายยังต่างประเทศได้ เนื่องจากผลผลิตยังมีน้อย จึงจำหน่ายเฉพาะผู้บริโภคภายในประเทศไทยเท่านั้น
         "คุณณัฐพล" บอกอีกว่า ที่ผ่านมาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ก็เข้ามาช่วยแนะนำ วิจัยรูปแบบการพัฒนาคุณภาพทุเรียนหลงลับแล ดำเนินการศึกษาความสัมพันธ์ของสภาพอากาศ และการเขตเกษตรกรรมที่เหมาะสม ที่มีต่อวงจรพัฒนาการ
และการเปลี่ยนแปลงปริมาณอาหารสะสม ธาตุอาหาร ในการผลิตทุเรียนหลงลับแลในระบบวนเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระบบวนเกษตร สำหรับไม้ผลอัตลักษณ์ภายใต้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อเติมเต็มข้อมูลทางวิชาการให้สมบูรณ์ สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร และการที่สวนของตนมีผลผลิตทุเรียนดีนั้น ส่วนหนึ่งก็ได้ความรู้มาจากอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ฯ เพราะตนก็ไม่มีความรู้ในด้านโรคพืชต่างๆ ที่สำคัญสวนของตนไม่ได้ใช้สารเคมีเลย เพราะต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติ
        "บัญชา อรุณเขต"  
 ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ บอกว่า บทบาทของสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์มีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ และส่งเสริมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร ซึ่งสวนของ "คุณณัฐพล" เป็นสวนหนึ่งที่สภาเกษตรกรฯ ได้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยี อบรมกลุ่มเกษตรกรทุเรียน ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งในอีกหลายๆ ตัวอย่างที่สภาเกษตรกรฯ เข้าไปเพิ่มทักษะความรู้ให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่เรื่องของดิน ฟ้า อากาศ จนถึงการตัดแต่งกิ่ง การตัดช่อ ซึ่งขณะนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ และทางสภาเกษตรกรแห่งชาติก็ได้ติดตามผลงาน
การทำงานของสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์เรื่อยมา
         "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ บอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีสภาเกษตรกรฯ ก็เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับเกษตรกร ซึ่งมีช่องว่างเยอะมากระหว่างระบบราชการกับเกษตรกร กิจกรรมบางอย่างหน่วยงานราชการทำไม่ได้ ถ้าเราเอาความรู้ด้านการเกษตรกับเกษตรกรถ่ายทอดกันเองจะเกิดช่องว่างน้อยมาก และเมื่อเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็นำองค์ความรู้ที่ได้มากระจายความรู้ให้กับเกษตรกรคนอื่นๆต่อไป
 เวลาเกิดปัญหาก็สามารถถามตรงได้เลย 
 เพราะเป็นคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ไม่ต้องรอนักวิชาการมาเดือนหน้า ปีหน้า ที่สำคัญเป็นความรู้ที่ได้มาจากการปฏิบัติจนสำเร็จผลแล้วจึงนำมาถ่ายทอดสู่กัน ไม่ใช่ความรู้ที่มาจากวิชาการแดนไกล
        "คุณประพัฒน์" บอกอีกว่า ความรู้ที่เกษตรกรนำมาถ่ายทอดกัน เป็นความรู้ที่ปฏิบัติได้จริง และถ่ายทอดได้ง่าย ไม่ใช่ความรู้ที่ได้มาจากทฤษฎี ซึ่งต้องมาแปลการปฏิบัติแล้วถึงมาถ่ายทอด ที่สำคัญความรู้ที่ได้มาจากการปฏิบัติมันย่อยง่าย ใช้ง่าย เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่หนึ่งของสภาเกษตรกรทุกจังหวัดในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร
สามารถนำความรู้ต่างๆ มาเผยแพร่ และกระจายให้กับเกษตรกร และถ้าความรู้ไม่พอ ก็ต้องไปดึงเอาความรู้จากภายนอกมาเพิ่มเติม อาทิ การนำนักวิชาการจากสถาบันการศึกษามาเพิ่มเติมความรู้ในแง่ของวิชาการ ถ้าไม่พอก็ไปเอามาอีก โดยหน้าที่ของสภาเกษตรกรจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมเอาความรู้ทั้งหลายมาถ่ายทอดสู่พี่น้องเกษตรกร
         "ในอดีตถ้าไม่มีสภาเกษตรกร สิ่งเหล่านี้ไม่เกิด จึงเป็นหน้าที่หนึ่งของสภาเกษตรกรทุกจังหวัด นี่ขนาดสภาเราเพิ่งก่อตั้งมายังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย งานต่างๆ ก็เริ่มเดินได้แล้ว จริงๆ แล้วทั่วประเทศถ้าเดินสายดูงานของเรา จะเห็นกิจกรรมลักษณะเช่นนี้มากมายเลย ซึ่งสภามีงบประมาณนิดเดียวเอง แม้งบประมาณมีไม่มาก 

แต่ก็สามารถนำงบประมาณมาทำประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้โดยตรง ไม่ต้องมีพิธีรีตรองมากมาย ไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการมากมาย ไม่มีนักการเมืองทั้งหลายมาคอยสั่งการมากมาย "นายของเราคือเกษตรกร" นี่คือความแตกต่าง" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "สวิน ม่วงวงษ์" เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน อ.แล จ.อุตรดิตถ์ ได้เล่าถึงความเป็นมาของทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" และทุเรียนพันธุ์ "หลินลับแล" ว่าทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" ต้นเดิมขึ้นอยู่ที่ม่อนน้ำจำ หมู่ 7 บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เจ้าของเดิมคือ "หลง อุประ" บ้านนาปอย ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เป็นทุเรียนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ด ซึ่งร่วมดำเนินการจัดประกวดระหว่างกรมวิชาการการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อปี 2520
   
ส่วนทุเรียนพันธุ์ "หลินลับแล" ต้นเดิมปลูกโดย "หลิน ปันดาล" บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดยปี 2493 ได้นำเมล็ดทุเรียนมาปลูกแล้วเกิดการกลายพันธุ์มีลักษณะที่แปลกกว่าทุเรียนพันธุ์อื่นๆ จึงนำให้เพื่อนบ้านกินกัน หลายคนบอกว่ามีรสชาติดี ต่อมาในปี 2520 เจ้าของต้นเดิมได้ส่งทุเรียนพันธุ์นี้เข้าประกวดในการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ด ซึ่งร่วมดำเนินจัดการประกวดระหว่างกรมวิชาการการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งในปีดังกล่าวแม้ทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" จะได้รับรางวัลยอดเยี่ยมก็ตาม แต่ทุเรียนพันธุ์ "หลินลับแล" ก็ได้รับความนิยมจากนักบริโภคทุเรียนไม่น้อยกว่าทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล"
             ที่สำคัญ จังหวัดอุตรดิตถ์มีการปลูกทุเรียนกันมานานกว่า 100 ปีแล้ว ในอดีตปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ต่อมาทุเรียนได้มีการผสมข้ามพันธุ์กันไปมา และได้กำเนิดทุเรียนพันธุ์ดีของเมืองลับแล คือ ทุเรียนพันธุ์ "หลงลับแล" และ"หลินลับแล" นอกจากนั้นยังได้ขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง, ก้านยาว ฯลฯ กันมากขึ้นอีกด้วย...!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ซำสูง"อำเภอต้นแบบเกษตร ผักปลอดสารพิษสร้างรายได้

         "ะลอนตามอำเภอใจ"-โครงการอำเภอเกษตรพัฒนา จ.ขอนแก่น ถือเป็นแนวทางการปฏิบัติในการแปลงแผนพัฒนาการเกษตรจังหวัดขอนแก่น หรือแผนพัฒนาจังหวัดขอนแก่น 4 ปี ด้านการเกษตรไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี 
            การพัฒนาเชิงบูรณาการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของส่วนราชการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ใน จ.ขอนแก่นอย่างครบวงจร โดยจ.ขอนแก่นเลือก อ.ซำสูง เป็นอำเภอนำร่องของโครงการเนื่องจากมีความพร้อมและมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์และเพียงพอ ให้เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้ได้มาตรฐานปลอดภัย รองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและประชาคม
เศรษฐกิจอาเซียน สำหรับปีงบประมาณ 2556 จ.ขอนแก่นมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดงบประมาณบูรณาการ 37 หน่วย 31 กิจกรรม ภายใต้งบประมาณ 3 ล้านบาท ลงสู่ อ.ซำสูง 
"สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต" ผู้ว่าฯขอนแก่น เล็งเห็นว่าการเกษตรที่สมบูรณ์จำเป็นต้องมีปัจจัยพื้นฐานอย่างครบถ้วน ทั้งในเรื่องของดิน น้ำ พืช การส่งเสริม ตลอดจนความเข้มแข็งของภาคประชาชน จึงมีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ กว่า 42 หน่วยงาน บูรณาการภารกิจต่างๆ ของตนเอง เพื่อพัฒนาการเกษตรร่วมกัน เช่น กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ ฯลฯ รวมทั้งส่วนราชการ ส่วนภูมิภาคในจังหวัด และภาคประชาชน ในการพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอให้
เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการเกษตรอย่าง ครบวงจร เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้มาตรฐานปลอดภัย รองรับความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดขอนแก่น ภูมิภาค และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ผมหยิบยกเรื่องราวราวของโครงการอำเภอเกษตรพัฒนา จ.ขอนแก่น มาเขียนถึง แน่นอนครับว่าผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมโครงการอำเภอเกษตรพัฒนา หมู่ 4 ต.ห้วยเตย อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น โดยมี "ธารทิพย์ กาญจนาภา" ผู้อำนวยการกลุ่มสื่อสารสร้างความเข้าใจการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) 
นำคณะสื่อมวลชนสัญจรมาดูงานด้านเกษตรครบวงจรที่อำเภอแห่งนี้ 
     "ประจัญ ขันพิมล" นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอซำสูง ผู้นำคณะลงพื้นที่ดูงานที่แปลงเกษตร บอกว่า ด้านพืช อ.ซำสูงมุ่งเน้นกิจกรรมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีใช้เองในชุมชน อาทิ การผลิตเมล็ดพันธุ์หลักถั่วลิสง การปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ การพัฒนาและส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภภัย และการพัฒนาส่งเสริมการผลิตอ้อย 
        ส่วนด้านปศุสัตว์ ก็มีกิจกรรมโคนอนนาคืนคุณค่าสู่ผืนดิน การส่งเสริมกลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์
และขยายพันธธุ์ กิจกรรมธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามแนวพระราชดำริ การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและปรับปรุงพันธุ์ด้วยน้ำเชื้อคุณภาพดี กิจกรรมเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม บำบัดและชันสูตรโรคสัตว์ ป้องกัน แก้ไข และเตรียมพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนก
สำหรับด้านประมง ก็มีการการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อดิน ประมงโรงเรียน และเพิ่มผลผลิตปลาในแหล่งน้ำประจำหมู่บ้าน ขณะที่การจัดการทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน ได้จัดกิจกรรมปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ จัดหา
 แหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นา ถ่ายทอด
เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ซ่อมแซมคลองส่งน้ำฯ และเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มผู้ใช้น้ำฯ  
     ส่วนด้านการพัฒนาเกษตร ได้เน้นกิจกรรมการเลี่ยงแมลงเศรษฐกิจ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน รวมทั้งในโรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีสู่บัญชีต้นทุนอาชีพ สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ พัฒนาอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน สำรวจหลักการ อุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป
        "นายประจัญ" กล่าวว่า นอก
 จากนี้ยังมีการติดตามและประเมินผล ได้แก่ กิจกรรมติดตามนิเทศงาน และติดตามประเมินผลที่ได้จากโครงการต่างๆ คาดว่าจะทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีความรู้เพิ่มมากขึ้น มีทักษะทางอาชีพ และวิธีสร้างรายได้ที่หลากหลาย มีแหล่งเรียนรู้ชุมชนในพื้นที่ มีเครือข่ายเรียนรู้ทางการเกษตร มีเครือข่ายทางการค้าผ่านสถาบันเกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพมาตรฐาน และสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในพื้นที่มากขึ้น
    ขณะ ที่ "เสาร์ ป้องเรือ" ชาวบ้าน ต.ห้วยเตย อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น พ่อค้าเร่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่รับผักชนิดต่างๆ จากโครงการอำเภอเกษตรพัฒนาของ อ.ซำสูง นำไปเร่ขายตามตรอก ซอก ซอยในหมู่บ้านต่างๆ ของ อ.ซำสูง บอกว่า ผักที่นำไปขายเป็นผักปลอดสารพิษ ซึ่งผักกะหล่ำปลีจะขายดีเป็นพิเศษ เนื่องจากชาวบ้านนิยมซื้อไปบริโภค นอกจากนี้ยังมีผักคะน้า กวางตุ้ง ก็ขายดี โดยปกติจะออกขายผักชนิดต่างๆ ตั้งแต่ช่วงตี 3 ของทุกวัน บางวันไม่ถึงเย็นก็ขายหมดแล้ว ซึ่งตนยึดอาชีพเร่ขายผักมาปีกว่าๆ แล้ว ถือว่าเป็นอาชีพอิสระอาชีพหนึ่งที่สร้างงานสร้างรายได้สู่ครอบครัว
"ธาร ทิพย์ กาญจนาภา" ผู้อำนวยการกลุ่มสื่อสารสร้างความเข้าใจการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) บอกว่า การส่งเสริมและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของ อ.ซำสูง ถือเป็นการสร้างคุณภาพและมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรในพื้นที่ เพื่อรองรับความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดขอนแก่น ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 และอ.ซำ
สูง ถือเป็นพื้นที่นำร่อง โดยมีเป้าหมายเกษตรกรจำนวน 1 พันครัวเรือนต่อปี มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2556-2558
         ช่วง สุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" โครงการอำเภอเกษตรพัฒนา ถือเป็นโครงการแก้ปัญหาความยากจน "คนซำสูงไม่ทอดทิ้งกัน" การส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ 
          จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ อ.ซำสูง กำหนดขึ้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของอำเภอที่กำหนด ไว้ โดยทางอำเภอได้นำที่สาธารณประโยชน์มาจัดสรรให้ราษฎรและคนยากจนที่เข้าร่วม โครงการเข้าทำกินในที่สาธารณประโยชน์โสกตุกลุก บ้านสว่าง, ซำโอง หมู่ที่ 4, 6 ต.ห้วยเตย เนื้อที่ทั้งหมด 207 ไร่ เพื่อจัดสรรให้ราษฎรทำกิน โดยปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ จำนวน 7.2 ไร่ มีราษฎรเข้าทำกิน 68 ราย ที่สาธารณประโยชน์บริเวณรอบหนองคำ หมู่ที่ 4 ต.ห้วยเตย เนื้อที่จัดสรรให้กับราษฎรทำกิน 2 ไร่ 
 มีราษฎรเข้าทำกิน 38 ราย เพื่อปลูกผักปลอดสารพิษ ได้แก่ คะน้า, กวางตุ้ง, ถั่วฝักยาว, พริก, มะเขือ, ผักบุ้ง, กะหล่ำปลี, ผักกาดขาด, หัวหอม, ผักชี, สะระแหน่, ผักชีลาว, ผักสลัด และผักพื้นบ้าน ฯลฯ 
ส่วนแหล่งจำหน่ายสำคัญๆ อาทิ ตลาดบางลำพู อ.เมือง จ.ขอนแก่น, ท็อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างเซ็นทรัลพาซ่าขอนแก่น และสาขาอื่นๆ, ตลาดเทศบางตำบลซำสูงและจุดจำหน่ายผักปลอดภัยจากสารพิษในเขต อ.ซำสูง ภายใต้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ อ.ซำสูง ส่วนการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทริปนี้ไม่
ขอแนะนำร้านอาหารที่ไหน เพราะชาวบ้านในพื้นที่ อ.ซำสูง มีบริการจัด "โต๊ะไทยพื้นบ้าน" ประกอบด้วยอาหารหลากหลายเมนู อาทิ ปลาทอด ต้มยำไก่บ้าน ส้มตำ นำพริกปลาทู ฯลฯ ที่สำคัญผักที่กินกับน้ำพริก คือผักปลอดสารพิษหลากหลายชนิดที่ชาวบ้านปลูกเองกับมือ...วันนี้ลาไปก่อน เด้อ...!!!
                                                                 นวย เมืองธน
***********************************