วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บ้านหัวทุ่งป่าชุมชนเด่น ท่องเที่ยวเชิงนิเวศสร้างเงิน

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ในอดีตที่ผ่านมา ภายหลังจากชุมชนบ้านหัวทุ่ง ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ริเริ่มมีการดูแลจัดการป่ามาเกือบ 35ปี นับตั้งแต่สมัยที่มีการสัมปทานป่าจนกระทั่งประกาศยกเลิกสัมปทานและประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาวนั้น รูปธรรมของการจัดการป่าโดยชุมชนยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านพยายามรักษาป่า แต่ก็ไม่สามารถจัดการได้อย่างจริงจังและเห็นผลเป็นรูปธรรม
            การประกาศจัดตั้งป่าชุมชนของเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนืออย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2540 โดยแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลรักษา และประกาศขอบเขตพื้นที่และออกกฎระเบียบอย่างเป็นทางการขึ้น จากจุดดังกล่าว ส่งผลทำให้ชาวบ้านเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่า ประโยชน์ ของการดูแลรักษาทรัพยากร
             บทเรียนจากอดีตที่ป่าเสื่อน้ำเหือดหายนั้น ก็กระตุ้นเตือนให้ชาวบ้านรักหวงแหน และไม่ต้องการที่จะให้เหตุการณ์เช่นกันเกิดขึ้นอีก "ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง" จึงเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนั่นเอง ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ชุมชนบ้านหัวทุ่ง" มาเขียนถึง เพราะในช่วงหนึ่งของการเดินทางมาที่ จ.เชียงใหม่ ก็มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูงานที่ "ชุมชนบ้านหัวทุ่ง" กับหน่วยงานของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เลือกชุมชนแห่งนี้ให้เป็นชุมตัวอย่างในด้านจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมชุมชนหนึ่ง
       "สุขเกษม สิงห์คำ" หรือ"พ่อหลวงสุขเกษม" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 บ้านหัวทุ่ง ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เล่าว่า สภาพพื้นที่และขอบเขตของการจัดการป่าชุมชนบ้านหัวทุ่งนั้น ครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 4 พันไร่ ซึ่งจัดเป็นพื้นที่ป่าใช้สอย 2 พันไร่ และเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์อีกประมาณ 2 พันไร่ ในกระบวน
       การจัดตั้งป่าชุมชนนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้เข้ามาให้ความรู้ คอยดูแลชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านจะเป็นผู้ออกแบบ กำหนดกฎระเบียบ กติกาในการดูแลรักษาป่าด้วยตนเอง
       "พ่อหลวงสุขเกษม" เล่าอีกว่า การจัดการป่าชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีกฎระเบียบที่ชาวบ้านร่วมกัน
        กำหนดและร่วมกันออกแบบ แต่ในชุมชนเองก็ยังคงมีการลักลอบตัดไม้อยู่ มีทั้งคนเห็นด้วยกับการจัดการป่าและไม่เห็นด้วย และด้วยความคิด มุมมอง ที่ต่างกันเช่นนี้เอง สำหรับคนที่เห็นด้วย ก็พร้อมเข้าเป็นแนวร่วม คอยเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลป่า ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดการป่า
          ก็ยังคงเลื่อยไม้ขายอย่างไม่เกรงกลัว สิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนเช่นนี้ ทำให้ผู้นำชุมชนต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ เพื่อหาแนวทางที่จะยับยั้งและควบคุมคนที่จะลักลอบตัดไม้ คือ การหาแนวร่วม ขยายผลกับคนลักลอบตัดไม้
         "อาชีพการสานตะกร้า" ถือเป็นผลิตผลที่ได้จากการจัดการป่าชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และกลายเป็นอาชีพที่สิ่งสำคัญหนึ่งของชุมชน โดย "พ่อหลวงสุขเกษม" บอกว่า ปี 2525 อาชีพหัตถกรรมจักสานของชาวบ้านมีความต้องการไม้ไผ่ในป่ามากขึ้น พอไผ่ออกหน่อชาวบ้านก็จะไปขุดมากิน แต่เวลาที่ไผ่เติบโตได้ที่ก็จะถูกตัดมาทำก๋วย คือตะกร้า หรือชะลอม เพื่อใช้เป็นภาชนะสำหรับใส่ของ มีทั้งขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป จนเกิดการตัดทำลายไม้ไผ่มากขึ้นเรื่อยๆ เกิดการรุกล้ำพื้นที่ป่า ไม้ไผ่เริ่มหมด จากป่าใกล้ๆบ้าน
           กลายเป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นกับชุมชน ทำให้แกนนำชุมชนและคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ร่วมกันหาแนวทางในการทำอาชีพและธรรมชาติให้สอดคล้องและพึ่งพิงกันได้
         ต่อมาปี 2542 ทางคณะกรรมการบริหารจัดการป่าจึงได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านให้มาร่วมกันปลูกป่าไผ่ขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องไปตัดไม้ไผ่จากในป่า และที่สำคัญหากว่ามีการนำไผ่มาปลูกในพื้นที่ๆ อยู่ใกล้บ้าน ก็จะทำให้ง่ายต่อการไปตัด จากนั้นชุมชนจึงได้ทำเรื่องขออนุมัติพื้นที่ของหน่วย
 พัฒนาการเคลื่อนที่ 32 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านหัวทุ่ง โดยขอพื้นที่ว่างทั้งหมด จำนวน 42 ไร่ ซึ่งทางหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 32 ก็ได้อนุมัติพื้นที่ทางด้านตะวันตกของหน่วยให้แก่ชุมชนในเวลาต่อมา
          "พ่อหลวงสุขเกษม" กล่าวว่า เมื่อได้ที่ดินในการปลูกไผ่ ชาวบ้านจึงมีการตกลงกันว่าจะนำพันธุ์ไม้ไผ่มาร่วมกันปลูก คนละ 15 กล้า จากจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมทั้งหมด 95 คน ปัจจุบันมีไม้ไผ่กว่า 2 พันกล้า และมีการวางมาตรการดูแลและการจัดการต่างๆ ที่ทำให้ชาวบ้านได้ใช้ไม้ที่ตนเองปลูก โดยไม่ต้องไปตัดไม้ไผ่ในป่า ทำให้ป่าไผ่
หรือ "ป่ากองจาง" กลับมาฟื้นฟูอยู่ในสภาพดังเดิมจนถึงปัจจุบันนี้
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง" ณ วันนี้ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ไม้ยืนต้นสูงตระหง่าน พืชพันธุ์ป่าระดับต่างๆ ตั้งแต่พืชระดับล่าง จนถึงพืชระดับบนที่สูงระฟ้า
รวมทั้งสมุนไพรต่างๆ อีกมากมาย ที่ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน
             จากสโลแกน "ป่าสวยน้ำใส สมุนไพรขึ้นชื่อ เรื่องลือข่าวเศรษฐกิจ วิถีชีวิตจักสาน สมานสามัคคี มีน้ำใจพัฒนา" ของ "บ้านหัวทุ่ง" จึงทำให้เรามองเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น แถมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของบ้านหัวทุ่ง ยังเป็นที่กล่าวขานสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศ จนชาวบ้านได้จัดบ้านพักโฮมสเตย์ไว้รองรับการเดินทางมาเยือนชุมชนแห่งนี้อีกด้วย...!!!
                                                  นวย  เมืองธน
*********************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น