วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เด็กๆเรียนรู้ ทำนาด้วยตัวเอง

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-ในอดีต อ.กะปง จ.พังงา เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในท้องที่เมืองตะโกลา ซึ่งปัจจุบันก็คือ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และมีแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้านไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดีย

            ครั้งโบราณชาวอินเดียนำสำเภาขึ้นมาค้าขายกับหมู่บ้านกะปงแห่งนี้เป็นประจำ สองฝั่งลำน้ำถือได้ว่าอุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่เหมาะต่อการทำมาหากิน ราษฎรจากเมืองตะโกลาจึงอพยพมาอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันลำน้ำดังกล่าวถูกโคลนตมจากการทำเหมืองแร่ไหลทับถมจนตื้นเขินใช้การไม่ได้ 
              ในสมัยนั้นด้านการปกครองมีนายบ้านเป็นหัวหน้า แต่ชื่ออะไรไม่ปรากฎ ในราว ร.ศ.116 ได้ยกฐานะเป็นอำเภอ ตั้งที่ว่าการอำเภอที่หมู่ที่ 2 ต.กะปง จัดการปกครองเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2497 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอกะปง หมู่ที่ 2 ต.กะปง มาตั้งอยู่ที่บ้านปากถัก หมู่ที่ 2 ต.ท่านา อันเป็นจุดศูนย์กลางของ อ.กะปง เพื่อสะดวกแก่ประชาชนทุกตำบลที่จะมาติดต่อราชการจนถึงปัจจุบันนี้
              ผมหยิบยกยกเรื่องราวของ อ.กะปง จ.พังงา มาเขียนเกริ่นนำ แน่นอนครับว่าผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ อ.กะปง แห่งนี้ ช่วงที่มาดูภารกิจบทบาทของ "นายอำเภอ" กับคณะของกรมการปกครอง ซึ่ง "ประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง นำคณะฯ เดินทางมายังศูนย์การเรียนรู้ด้านวิชาการทำงาน "โรงเรียนเยาววิทย์" หมู่ที่ 1 ต.เหมาะ อ.กะปง จ.พังงา เด็กๆ ชั้นอนุบาลทั้งชาย-หญิงมาต้อนรับคณะฯ อย่างอบอุ่น และดูเหมือนดินฟ้า อากาศ ในวันนนั้นจะเป็นใจเสียเหลือเกิน มีฝนตกลงมาเย็นฉ่ำ เหมาะกับการสาธิต
การทำนาเหลือเกิน
         เนื่องจากที่ "โรงเรียนเยาววิทย์" แห่งนี้ เด็กๆ จะถูกสอน ปลูกฝัง ให้รู้จักทำการเกษตร และทำนาด้วย พูดไม่ทันขาดคำ เผลอแพล๊บเดียว  "นายอำเภอกะปง" กระโดดไปอยู่กลางท้องนาท่ามกลางสายฝน "ดำนา" ปักต้นกล้า ร่วมกับเด็กๆ และอาสาสมัครของโรงเรียนฯ อย่างสนุกสนานทีเดียวเชียว ส่วนผมต้องย่องมาหลบฝนอยู่ภายในเต็นท์ เพราะกลัวไม่สบาย...อ่ะ แต่ที่เห็นหลายๆ คนลื่นกันกระจายที่คันนา
         สร้างบรรยากาศ และเสียงหัวเราะกันทีเดียว จะไม่ให้ขำได้ยังไง บางคนทั้งหัว ทั้งหน้า

เต็มไปด้วยโคลนในท้องนา จนแทบจำกันไม่ได้...ฮ่าๆๆ ส่วน "นายอำเภอกะปง" ผมยอมรับจริงๆเลยว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นนายอำเภอคนไหนดำนาคล่องแคล่วว่องไว เก่งขนาดนี้เลยจริงๆ ขอชมเชยจากใจ และเชื่อว่าหากชาวบ้าน..บ้านไหนขาดคนทำนา
 ปรึกษา "ท่านประกอบ" นายอำเภอกะปง คิดว่าคงไม่ผิดหวังแน่นอน...ฮ่าๆๆ
         "ประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง บอกว่า "โรงเรียนเยาววิทย์" จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับนักเรียนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิถล่มจังหวัดภาคใต้แถบอันดามันเมื่อปี 2547   รวมถึงเด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้าต่างๆ มาไว้เป็นนักเรียนประจำ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 รวมถึงเด็กมัธยมบางส่วน กว่า 100 คน ส่วนกิจกรรมการปลูกข้าว ดำนา มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้จากการทำนาข้าว รวมถึงบริโภคข้าว
จากนาที่เด็กๆ ลงแรงกันปลูก ดำ และเก็บเกี่ยวด้วยตัวอง และต่อยอดในการสร้างอาชีพให้กับเด็กๆ ในอนาคตอีกด้วย
       "กัญจนา ไหมละเอียด" ครูใหญ่โรงเรียนเยาววิทย์ เล่าว่า โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งโดยมูลนิธิ Children"s World Acadamy โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในการเสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิด มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้หลุดพ้นจากวัฏจักรความ
ยากจนด้วยการเรียนรู้วิถีเกษตรแบบพอเพียง
           นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังได้จัดโปรแกรมการอุปการะเด็ก เพื่อให้ผู้สนับสนุนที่สนใจได้มีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาอาชีพแก่เด็ก มุ่งสร้างทักษะที่จำเป็นในการศึกษาและสอนคุณค่าของประเพณีและวัฒนธรรม เป้าหมายของเราคือการสอนเด็กๆ ของเราให้มีทักษะในภาคปฏิบัติ งานฝีมือ และการทำธุรกิจ โดยโรงเรียนเยาววิทย์ได้สร้างบรรยากาศที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่น ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ เติบโตอย่างสนุกสนานร่าเริง ขณะ
เดียวกันก็ประกอบด้วยทักษะที่จำเป็นในการหาเลี้ยงชีพ
         "ครูใหญ่โรงเรียนเยาววิทย์" กล่าวอีกว่า ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนในประเทศไทยและเหล่าครูผู้สอนที่มีประสบการณ์จากนานาชาติ เราได้สร้างโรงเรียนที่เอื้อให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถเฉพาะตัว ปัจจุบันเราเลี้ยงตัวเองด้วยรายได้จากบ้านพัก ผลผลิตทางการเกษตร และการขายงานฝีมือของเด็กๆ ซึ่งคิดเป็น 10% ของเงินทุนที่ต้องการในแต่ละเดือน ส่วนเป้าหมายของเราคือทำรายได้ดังกล่าวต่อเดือนได้อย่างน้อย 30% ของเงินทุนที่ต้องการในแต่ละ
เดือน ภายในระยะเวลาสองปีข้างหน้า จากนั้นก้าวที่สำคัญต่อไปคือการเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินสนับสนุนจากภายนอกชุมชนการศึกษาที่ได้รับการจัดการอย่างดี
    "เยาววิทย์ได้รับการบริหารจัดการโดยทีมงานชาวไทยที่ยอดเยี่ยมในความร่วมมือกับผู้จัดการโครงการชาวเยอรมัน เหล่าคุณครูมาจากภูมิภาคนี้
และมีความเข้าใจถึงความต้องการของเด็กๆเยาววิทย์ พวกเขาไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงครูผู้สอนเท่านั้น แต่ยังเป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อน และเป็นผู้ฝึกในทุกๆ อย่าง เรายังเชิญผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เช่น กีฬา ศิลปะ หรือภาษาอังกฤษ มายังเยาววิทย์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของเด็กๆ อย่างต่อเนื่อง" ครูใหญ่กล่าว   
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เผลอคิดอะไรเรื่อยเปลื่อย ท่ามกลางธรรมชาติ ท้องไร่ ท้องนา ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย จากเม็ดที่หนา จนเม็ดฝนค่อยๆ จางหาย เหมือนท่านเทวดาจะรู้ว่าหากฝนยังไม่หยุดตก คณะของเราคงเดินทางกลับไม่ได้แน่ แถม "นายอำเภอกะปง" และเด็กๆ ดำนา ปักต้นกล้า กันเสร็จพอดี จึงต้องโบกมือลาจากกันไปท่ามกลางรอยยิ้มอันอบอุ่นของเด็กๆ น้องๆ "โรงเรียนเยาววิทย์" แห่งนี้...บ๊าย...บาย...!!!
                                                            นวย เมืองธน
**********************************

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"ม่อนแจ่ม"เสน่ห์ชาวดอย

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-"ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย" ตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ  22 องศาเซลเซียส เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขตหมู่บ้านหนองหอย ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ มีราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในเขตที่กำหนดให้เป็นพื้นที่เขตลุ่มน้ำชั้นที่ 1 อันเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารแห่งหนึ่งของประเทศ ชาวเขาประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเปิดที่ทำกินใหม่
            สำหรับการทำไร่เลื่อนลอยปลูกฝิ่นบนพื้นที่ประมาณ 400-500 ไร่ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญอันดับหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด
           นอกจากนี้มีการปลูกข้าวไร่และกะหล่ำปลีเป็นอาชีพหลัก ปี 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรหมู่บ้านหนองหอย และทรงมีพระราชดำริว่า... ควรจะมีการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรด้วย...
          ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2517 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง

ทรงเห็นว่าหมู่บ้านหนองหอยมีประชากรเพิ่มขึ้นและมีการปลูกฝิ่นมาก ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ และได้มีการขยายหมู่บ้านออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองหอยเก่าและบ้านหนองหอยใหม่ สมควรที่มูลนิธิโครงการหลวงจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่าง ๆ 
          อาทิ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยแนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ ทดแทนการปลูกฝิ่นและการทำไร่เลื่อนลอย, อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต้นน้ำลำธาร และปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น,
ยกสภาพความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้นทัดเทียมคนพื้นราบ, พัฒนาชาวเขาให้มีความสำนึกในความเป็นไทย ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ "ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย" จึงเริ่มต้นปฏิบัติงานตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา
          ผมหยิบยกเรื่อราวของ "ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ม่อนแจ่ม" ตั้งอยู่บนสันเขาบริเวณหมู่บ้านม้ง หนองหอย อ.แม่ริม และเป็นส่วนหนึ่งของ "ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย" เดิมทีบริเวณนี้ชาวบ้านเรียกว่า "กิ่วเสือ"
เป็นป่ารกร้าง สำหรับอากาศที่ "ม่อนแจ่ม" เย็นสบายตลอดปี มีหมอกยามเช้า สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ โดยเฉพาะทิวเขาสลับกันไปไกลสุดลูกหูลูกตา
       นอกจากนี้ ยังมองเห็นการปลูกพืชไร่ต่างๆ ของโครงการหลวง ที่สำคัญบนยอดม่อนแจ่มนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้จนทั่วได้อย่างสบาย เพราะมีการพัฒนาและปรับปรุงบริเวณม่อนแจ่มให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในลักษณะ "แค้มปิ้งรีสอร์ท"
      แหมๆๆๆ พอได้สัมผัสอากาศเย็นๆ บน "ม่อนแจ่ม" แทบไม่อยากย่างกลายกลับบ้านเลยจริงๆ เชียว
    เพราะการได้เดินทอดน่องชมวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ ชมแปลงพืชผักและผลไม้ เมืองหนาว แถมมีบรรดาร้านค้า ร้านอาหารไว้คอยบริการให้นั่งดื่ม นั่งจิบกาแฟ ...ชิว...ชิว บนกระท่อมไม้ไผ่ที่อยู่ติดริมเขาด้วยแล้ว ทำให้เกิดอาการลืมแสงสี ความวุ่นวายในเมืองหลวง อย่างกรุงเทพฯ ไปชั่วขณะหนึ่งเหมือนกันครับ เพราะบรรยากาศดีมาก ส่วนบ้านนพักก็จะเป็นกระท่อมทำจากไม้จำพวกไผ่ มุงหลังคาด้วยหญ้าคา สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว มีห้องน้ำในตัว หรืออยากกางเต้นท์ ก็มีสถานที่จัดเตรียมเอาไว้ให้นั่งกินลมชมวิว
           ส่วนจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบริเวณใกล้ๆ "ม่อนแจ่ม" ก็มี "ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย" ภายในมีแปลงผักและงานวิจัย ผักเมืองหนาว อาทิ แปลงสมุนไพร เลมอนทาร์ม มิ้น คาร์โมมายด์ โรสแมรี่, ไม้ผล เช่น พลัม องุ่นไร้เมล็ด สตรอเบอรี่หวานฉ่ำ, อาติโช๊ค, แปลงผักไฮโดรโพนิค เป็นเทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เช่น โอ้คลีฟแดง และผักตระกูลสลัด มะเขือเทศดอยคำ ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกัน หรือจะไปเดินศึกษาธรรมชาติ บริเวณ "ดอยม่อนล่อง" ซึ่งเป็นจุดชมวิว ชมทะเลหมอก บนหน้าผา 1,460 เมตร มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้าง ชมพรรณไม้

และดอกไม้ป่าหลากหลาย ที่นี่ก็มีไกด์ท้องถิ่น และมัคคุเทศก์น้อยของหมู่บ้านชาวเขาบริการนำเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวเขาอีกด้วย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มองพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินบน "ม่อนแจ่ม" ถือเป็นภาพที่คงต้องจำติดตา บรรยายความงดงามของ "ม่อนแจ่ม"

ไม่ถูกเลยจริงๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งบน "ม่อนแจ่ม" เมื่อมองลงไปจะเห็นทิวทัศน์ของ อ.แม่แตง และอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ แต่หากวันไหนท้องฟ้าเป็นใจเราอาจมองเห็นไกลถึงดอยหลวงเชียงดาว และขุนเขาต่างๆ ใน จ.เชียงราย เลยทีเดียว
          ส่วนช่วงดึกๆ ในคืนเดือนมืด เมื่อแหงนหน้ามองฟ้าจะเห็นทะเลดาวเต็มท้องฟ้า น่าอัศจรรย์อย่างมาก ที่นี่จะงดงามไปด้วยทะเลดาวเต็มท้องฟ้า ส่วนเมื่อก้ม แต่หากมองลงไปยังเบื้องล่างจะเห็นแสงไฟที่ส่องสว่างของ อ.แม่แตง และอ.แม่ริม ส่องสว่างสวยงามยิ่งนัก...หากใครได้มาแอ่ว "ม่อนแจ่ม" เชื่อว่าคงจะลืมความวุ่นวายต่างๆ ไปชั่วขณะเหมือนกัน...!!!
                                                          นวย เมืองธน
***********************************

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บ้านหัวทุ่งป่าชุมชนเด่น ท่องเที่ยวเชิงนิเวศสร้างเงิน

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ในอดีตที่ผ่านมา ภายหลังจากชุมชนบ้านหัวทุ่ง ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ริเริ่มมีการดูแลจัดการป่ามาเกือบ 35ปี นับตั้งแต่สมัยที่มีการสัมปทานป่าจนกระทั่งประกาศยกเลิกสัมปทานและประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาวนั้น รูปธรรมของการจัดการป่าโดยชุมชนยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านพยายามรักษาป่า แต่ก็ไม่สามารถจัดการได้อย่างจริงจังและเห็นผลเป็นรูปธรรม
            การประกาศจัดตั้งป่าชุมชนของเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนืออย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2540 โดยแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลรักษา และประกาศขอบเขตพื้นที่และออกกฎระเบียบอย่างเป็นทางการขึ้น จากจุดดังกล่าว ส่งผลทำให้ชาวบ้านเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่า ประโยชน์ ของการดูแลรักษาทรัพยากร
             บทเรียนจากอดีตที่ป่าเสื่อน้ำเหือดหายนั้น ก็กระตุ้นเตือนให้ชาวบ้านรักหวงแหน และไม่ต้องการที่จะให้เหตุการณ์เช่นกันเกิดขึ้นอีก "ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง" จึงเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนั่นเอง ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ชุมชนบ้านหัวทุ่ง" มาเขียนถึง เพราะในช่วงหนึ่งของการเดินทางมาที่ จ.เชียงใหม่ ก็มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูงานที่ "ชุมชนบ้านหัวทุ่ง" กับหน่วยงานของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เลือกชุมชนแห่งนี้ให้เป็นชุมตัวอย่างในด้านจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมชุมชนหนึ่ง
       "สุขเกษม สิงห์คำ" หรือ"พ่อหลวงสุขเกษม" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 บ้านหัวทุ่ง ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เล่าว่า สภาพพื้นที่และขอบเขตของการจัดการป่าชุมชนบ้านหัวทุ่งนั้น ครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 4 พันไร่ ซึ่งจัดเป็นพื้นที่ป่าใช้สอย 2 พันไร่ และเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์อีกประมาณ 2 พันไร่ ในกระบวน
       การจัดตั้งป่าชุมชนนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้เข้ามาให้ความรู้ คอยดูแลชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านจะเป็นผู้ออกแบบ กำหนดกฎระเบียบ กติกาในการดูแลรักษาป่าด้วยตนเอง
       "พ่อหลวงสุขเกษม" เล่าอีกว่า การจัดการป่าชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีกฎระเบียบที่ชาวบ้านร่วมกัน
        กำหนดและร่วมกันออกแบบ แต่ในชุมชนเองก็ยังคงมีการลักลอบตัดไม้อยู่ มีทั้งคนเห็นด้วยกับการจัดการป่าและไม่เห็นด้วย และด้วยความคิด มุมมอง ที่ต่างกันเช่นนี้เอง สำหรับคนที่เห็นด้วย ก็พร้อมเข้าเป็นแนวร่วม คอยเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลป่า ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดการป่า
          ก็ยังคงเลื่อยไม้ขายอย่างไม่เกรงกลัว สิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนเช่นนี้ ทำให้ผู้นำชุมชนต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ เพื่อหาแนวทางที่จะยับยั้งและควบคุมคนที่จะลักลอบตัดไม้ คือ การหาแนวร่วม ขยายผลกับคนลักลอบตัดไม้
         "อาชีพการสานตะกร้า" ถือเป็นผลิตผลที่ได้จากการจัดการป่าชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และกลายเป็นอาชีพที่สิ่งสำคัญหนึ่งของชุมชน โดย "พ่อหลวงสุขเกษม" บอกว่า ปี 2525 อาชีพหัตถกรรมจักสานของชาวบ้านมีความต้องการไม้ไผ่ในป่ามากขึ้น พอไผ่ออกหน่อชาวบ้านก็จะไปขุดมากิน แต่เวลาที่ไผ่เติบโตได้ที่ก็จะถูกตัดมาทำก๋วย คือตะกร้า หรือชะลอม เพื่อใช้เป็นภาชนะสำหรับใส่ของ มีทั้งขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป จนเกิดการตัดทำลายไม้ไผ่มากขึ้นเรื่อยๆ เกิดการรุกล้ำพื้นที่ป่า ไม้ไผ่เริ่มหมด จากป่าใกล้ๆบ้าน
           กลายเป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นกับชุมชน ทำให้แกนนำชุมชนและคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ร่วมกันหาแนวทางในการทำอาชีพและธรรมชาติให้สอดคล้องและพึ่งพิงกันได้
         ต่อมาปี 2542 ทางคณะกรรมการบริหารจัดการป่าจึงได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านให้มาร่วมกันปลูกป่าไผ่ขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องไปตัดไม้ไผ่จากในป่า และที่สำคัญหากว่ามีการนำไผ่มาปลูกในพื้นที่ๆ อยู่ใกล้บ้าน ก็จะทำให้ง่ายต่อการไปตัด จากนั้นชุมชนจึงได้ทำเรื่องขออนุมัติพื้นที่ของหน่วย
 พัฒนาการเคลื่อนที่ 32 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านหัวทุ่ง โดยขอพื้นที่ว่างทั้งหมด จำนวน 42 ไร่ ซึ่งทางหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 32 ก็ได้อนุมัติพื้นที่ทางด้านตะวันตกของหน่วยให้แก่ชุมชนในเวลาต่อมา
          "พ่อหลวงสุขเกษม" กล่าวว่า เมื่อได้ที่ดินในการปลูกไผ่ ชาวบ้านจึงมีการตกลงกันว่าจะนำพันธุ์ไม้ไผ่มาร่วมกันปลูก คนละ 15 กล้า จากจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมทั้งหมด 95 คน ปัจจุบันมีไม้ไผ่กว่า 2 พันกล้า และมีการวางมาตรการดูแลและการจัดการต่างๆ ที่ทำให้ชาวบ้านได้ใช้ไม้ที่ตนเองปลูก โดยไม่ต้องไปตัดไม้ไผ่ในป่า ทำให้ป่าไผ่
หรือ "ป่ากองจาง" กลับมาฟื้นฟูอยู่ในสภาพดังเดิมจนถึงปัจจุบันนี้
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง" ณ วันนี้ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ไม้ยืนต้นสูงตระหง่าน พืชพันธุ์ป่าระดับต่างๆ ตั้งแต่พืชระดับล่าง จนถึงพืชระดับบนที่สูงระฟ้า
รวมทั้งสมุนไพรต่างๆ อีกมากมาย ที่ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน
             จากสโลแกน "ป่าสวยน้ำใส สมุนไพรขึ้นชื่อ เรื่องลือข่าวเศรษฐกิจ วิถีชีวิตจักสาน สมานสามัคคี มีน้ำใจพัฒนา" ของ "บ้านหัวทุ่ง" จึงทำให้เรามองเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น แถมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของบ้านหัวทุ่ง ยังเป็นที่กล่าวขานสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศ จนชาวบ้านได้จัดบ้านพักโฮมสเตย์ไว้รองรับการเดินทางมาเยือนชุมชนแห่งนี้อีกด้วย...!!!
                                                  นวย  เมืองธน
*********************************