วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

สิทธิกฎหมายคู่ชีวิต คนหลากเพศพึงได้รับ

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย โดยเฉพาะคู่ชีวิตเพศเดียวกันที่ใช้ชีวิตร่วมกันดั่งครอบครัวคู่รักชายหญิงทั่วไป คงต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีจำนวนมาก แต่สถานภาพของคู่ชีวิตดังกล่าวกลับไม่มีกฎหมายรับรอง ทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

             ทั้งในเรื่องสิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีพึงได้ ซึ่งขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และตามหลักการในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพราะการปฏิเสธไม่ยอมรับให้คู่รักเพศเดียวกันสมรส หรือแต่งงานกัน อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน เพราะความแตกต่างทางเพศ หรือละเมิดสิทธินั่นเอง หากบุคคลเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีกฎหมายมารับรอง ก็จะทำให้ชีวิตคู่ของคนหลากหลายทางเพศดีกว่าที่เป็นอยู่...จริงหรือไม่
             เอาล่ะ...ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึงเกริ่นนำ...เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" การเสวนาทางวิชาการครั้งที่ 5 เรื่องความหลากหลายทางเพศกับกฎหมายการจดทะเบียนคู่ชีวิตของไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. ....ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี "พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน" เป็นประธานฯ ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ห้องโถงอาคารรัฐสภา โดยมี "เจริญ จรรย์โกมล" รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานเปิดการเสวนา เมื่อช่วงปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา (19 เม.ย.56) หลังจากที่ผ่านมาได้จัดเสวนากันไปใน 4 ภูมิภาคมาแล้ว 4 ครั้ง
             "พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์" อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ บอกว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ มีหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนทุกกลุ่ม แน่นอนว่ารวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย กรณีกฎหมายแพ่ง มาตรา 1448 "การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว" เกิดคำถามว่า ถ้าไปผ่าตัดแปลงเพศแล้ว จะสามารถสมรสกันได้หรือไม่ ตรงนี้มีคำตอบตามคำพิพากษาศาลฏีกาว่า "หญิง" ตามพจนานุกรมคือ คนที่ออกลูกได้ หมายความว่าคนที่แปลงเพศมาแล้ว แม้จะสามารถมีเพศสัมพันธุ์ได้ ก็ไม่อาจจะเป็นหญิงได้ เพราะไม่สามารถออกลูกได้
           นี่ก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ทั้งนี้ หากมองประเทศต่างๆ ที่ดูจะเป็นอนุรักษ์นิยมมากๆ อย่างประเทศเนปาล ก็ออกกฎหมายให้สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามตามเพศสภาพที่ปรากฏตามจริง แม้แต่ศาลฎีกาของเนปาลอนุญาตให้สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ บางประเทศเขากำหนดให้มีเรื่อง LGBT อยู่ในหลักสูตรการศึกษาเลย ส่วนประเทศไทยเรายังอยู่เพียงขั้นตอนของการผลักดันกฎหมายอยู่
           "นานาชาติได้มีหลักการยอกยาการ์ตาว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ให้ความคุ้มครองสิทธิ์ ขณะที่องค์การสหประชาชาติก็มีมติส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จะเห็นได้ว่าไทยไม่ใช่ผู้เพ้อฝันอยู่ผู้เดียว แต่นานาอารยะประเทศล้วนให้ความสำคัญ สังคมไทยจึงควรให้ความสำคัญในความแตกต่าง ไม่ให้กลุ่มคนดังกล่าวถูกละเมิดสิทธิหรือไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่" พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ กล่าว
            "วิรัตน์ กัลยาศิริ" รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า นอกจากกรรมาธิการ ซึ่งมาจากต่างพรรคการเมืองแล้ว นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ยังได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการขอเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติให้ความสำคัญกับกฎหมายทางเพศอย่างยิ่ง พร้อมยืนยันว่าร่างกฎหมาย ซึ่ง ส.ส.จะเป็นผู้เสนอให้นั้นจะให้โอกาสเท่าเทียมเช่นเดียวกับที่ประเทศอังกฤษ และเป็นลักษณะการรับรองให้เป็นคู่ชีวิตตามกฎหมาย
           คือมีสิทธิเท่าสิทธิคู่สมรสทุกประการ อาทิ การรับมรดก รับบำนาญ หรือกองทุนต่างๆ ก็ขอให้กลุ่มผู้หลากหลายทางเพศที่ร่วมเรียกร้องความเสมอภาคเสนอรายละเอียดของกฎหมายที่สั้นกระชับ และได้ประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันต้องรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อเสนอเป็นกฎหมายเข้ามาเช่นเดียวกัน เพื่อให้การผลักดันออกเป็นกฎหมายสำเร็จ
            "นที ธีระโรจนพงษ์" แกนนำเครือข่ายอัตลักษณ์ทางเพศ บอกว่า ผมมีแฟนหนุ่มซึ่งอยู่ร่วมกันกว่า 19 ปี ขอจดทะเบียนสมรส แต่ถูกปฏิเสธจากฝ่ายทะเบียน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งความต้องการจดทะเบียน ก็เพื่อให้มีผู้เซ็นรับรองกรณีตนประสบอุบัติเหตุและต้องรับการรักษาโดยด่วน และยืนยันว่าไม่ต้องการสิทธิเหนือบุคคลใด เพียงแต่ขอให้เท่าเทียมกับบุคคลอื่น และอยากเห็นไทยเป็นประเทศที่เจริญ และต้องการกระตุ้นให้ ส.ส.และ ส.ว. ทราบถึงความต้องการในความเสมอภาคเท่าเทียม โดยหวังให้ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่มีอารยะ ยอมรับความเสมอภาคเท่าเทียม
          "เจริญ จรรย์โกมล" รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 บอกว่า ในฐานะเป็นผู้ดูแลงานด้านกฎหมายของสภา จึงขอชื่นชมการเสนอกฎหมายดังกล่าว และเห็นว่าสังคมไทยควรรับฟังในสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งขณะนี้แม้จะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม แต่สมาชิกรัฐสภายังคงทำหน้าที่ตามปกติ และหากกระบวนการเสนอเสร็จสิ้นแล้ว ตนจะพิจารณาสั่งการร่างกฎหมายดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาในสมัยการประชุมหน้าช่วงเดือน ส.ค.56 โดยขอให้กำลังใจผู้ริเริ่มเสนอและหวังว่าจะได้เห็นทิศทางการออกกฎหมายของประเทศ
             "นพ.แท้จริง ศิริพานิช" กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า แม้แต่ในวงการแพทย์เอง ในอดีตก็เคยถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ แต่ปัจจุบันดีกว่าเดิมมาก ถือว่าเป็นลักษณะการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง แล้วเวลาที่กล่าวว่าหญิงแท้ชายจริง นี่ก็ต้องมีคำถามว่ามันเป็นลักษณะอย่างไร ซึ่งในอนาคตอาจจะไม่ต้องมาติ๊กช่องว่าเป็นชายหรือหญิงด้วยซ้ำ เขาจะอยู่ด้วยกันก็เป็นสิทธิของเขา เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรมากแล้ว แต่ถึงที่สุดเขาก็ต้องการความคุ้มครองทางกฎหมาย ต้องการสิทธิเกี่ยวกับครอบครัว แต่เรื่องนี้ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ถ้าเราก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ มันจะมีอีกหลายเรื่องที่พัฒนาตามไปด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หากว่าร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตสามารถออกบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ หรือคู่รักเพศเดียวกัน
คงจะได้รับการยอมรับจากสังคมไทยมากขึ้น สำคัญกว่านั้น คือกลุ่มคนเหล่านี้ควรได้รับสิทธิต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับบุคคลเพียงกลุ่มเดียวก็ตาม
            แต่ที่แน่ๆ หลังจากผมเสร็จภารกิจตะลอนฯ ที่รัฐสภา ก็ถูกชักชวนมาตะลอนฯ ชิว...ชิวต่อที่ "ร้านกินข้าวบ้านเพื่อน" ตั้งอยู่บนถนนพิชัย ใกล้ตลาดศรีย่าน แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. เดินทางมาจากรัฐสภาไม่ไกลนัก ตัวร้านเป็นบ้านไม้หลังเก่าประมาณสัก 70 ปีเห็นจะได้ ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านอาหารเล็กๆ ตกแต่งเรียบง่าย เน้นบรรยากาศเป็นกันเอง บนชั้น 2 ถูกดัดแปลงเป็นเหมือนชานบ้านรอคุณมานั่งเพลินๆ มีหลากหลายเมนูให้เลือกรับประทานกัน ทั้งอาหารไทย-ฝรั่ง แต่ถ้าถามผมว่า เมนูอะไรอร่อยบ้าง คงตอบไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่จะสั่งแต่ "ไข่เจียวหมูสับ" เฮ่อๆๆ...ใครมีโอกาสผ่านมาย่านนี้ ก็ลองแวะกันดูก็แล้วกัน...วันนี้โบกมือลากันไปก่อน...!!!
                                                   นวย  เมืองธน


วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

"ผามออีแดง" จุดชมวิวยอดฮิต

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-คดีปราสาทพระวิหาร เป็นความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 จากปัญหาการอ้างสิทธิเหนือบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจ.พระวิหาร
          เกิดจากการที่ทั้งไทยและกัมพูชา ถือแผนที่ปักปันเขตแดนตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502
         โดยคดีนี้ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ท่ามกลางความไม่พอใจ
ของฝ่ายไทย ซึ่งเห็นว่าศาลโลกตัดสินคดีนี้อย่างไม่ยุติธรรม ที่สำคัญการตัดสินคดีครั้งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องอาณาเขตทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชาในบริเวณดังกล่าวให้หมดไป และยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังต่อมาจนถึงปัจจุบัน
           สำหรับ อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อยู่ริมชายแดนไทย-กัมพูชา ในเขตอ.กันทรลักษณ์ ประกาศจัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2531 มีพื้นที่ตามแนวชายแดนตั้งแต่อ.น้ำยืนถึงอ.กันทรลักษณ์ เนื้อที่ราว 8 หมื่นไร่ บริเวณชายแดนไทยมีจุดชมทัศนียภาพทิวเขาพนมดงรัก
 แผ่นดินเขมรต่ำ  สามารถมองเห็นปราสาท เขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตรได้ และเชื่อกันว่าปราสาทเขาพระวิหารมีการก่อสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ประมาณ พ.ศ.1581
         ส่วนสภาพธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขามีสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ติดต่อกับประเทศกัมพูชา มีทิวทัศน์ที่สวยงามและเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ เหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจ พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็ง รัง พยุง นนทรีพะยอม แดง ฯลฯ มีไม้ตั้งแต่ขนาดกลางถึงใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่า
อาศัยอยู่ทั่วไป เช่น หมูป่า เก้ง กวาง กระต่ายป่า กระรอก ชะนี ชะมด นกชนิดต่าง ๆ และสัตว์เลื้อยคลาน เป็นต้น
          นอกจากนี้ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยังมี "ผามออีแดง" ที่เป็นจุดชมวิวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวคนไทย และต่างประเทศอีกด้วย  พอเอ่ยถึง "ผามออีแดง" ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ณ สถานที่แห่งนี้ มองลงไปเบื้องหน้าเห็นผืนแผ่นดิน ประเทศกัมพูชา สุดลูกหูหูตาทีเดียว "ผามออีแดง"
นับเป็นสถานที่ตรงจุดชายแดน ประเทศไทยติดต่อกับประเทศกัมพูชา อยู่บริเวณใกล้เคียงกับทางเดินขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร เป็นหน้าผาสูงชันกั้นเขตแดนประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
           ตลอดแนว "ผามออีแดง" มีระยะประมาณ 300 เมตร เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพของแผ่นดินประเทศกัมพูชาที่อยู่ต่ำลงไปอย่างเป็นมุมกว้าง นอกจากบริเวณ "ผามออีแดง" จะมีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นจุดชมวิว ทิวทัศน์ พื้นที่แนวชายแดนประเทศกัมพูชา และปราสาทเขาพระวิหารได้อย่างสวยงามกว้างไกล จุดสูงสุดของ
หน้าผามออีแดง สามารถส่องกล้องชมปราสาทเขาพระวิหารได้อย่างชัดเจน แถมมีฝูงค้างคาวในยามพระอาทิตย์ตกดิน บริเวณใกล้เคียงมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมโบราณสถานสถูปคู่รูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ส่วนบนกลมข้างในเป็นโพรง สำหรับบรรจุสิ่งของสร้างด้วยหินทรายแดง ขนาดกว้าง 1.93 เมตร ยาว 4.2 เมตร ซึ่งมีความเชื่อในอดีตว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์
         ขณะที่ใต้ลงไปของ "ผามออีแดง"  มีบันไดลงไปชมภาพแกะสลักนูนต่ำบนผนังหินทรายอยู่ใต้หน้าผา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เชื่อกันว่าเป็นทิศ
แห่งความก้าวหน้า ในช่วงที่ตะวันขึ้นและตะวันตก แสงของพระอาทิตย์จะส่องสะท้อนที่ภาพให้ความสวยงามอย่างมาก เป็นภาพของเทพที่คล้ายนางอัปสรา 3 องค์ เชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมการเซ่นไหว้ของช่าง และยังมีภาพสลักลายเส้นเป็นรูปของพระนารายณ์อวตารปางวราหาวตารอยู่ด้วย 
     สันนิษฐานว่าภาพแกะสลักนี้จะอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15  ประมาณ 1,500 ปี และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีสถูปคู่ เป็นศิลปกรรมสร้างตามแบบขอมโบราณ และมีตำนานเล่าต่อกันมาว่าเป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติของเขมรโบราณอีกด้วย
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตาม


อำเภอใจ"บริเวณรอบผามออีแดง มีศาลา ม้านั่ง และมุมสวยๆสำหรับถ่ายภาพอยู่หลายจุด มีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนที่มาเที่ยวชม "ผามออีแดง" และปราสาทเขาพระวิหาร
            ในช่วงที่อากาศเย็นหรือหนาว "ผามออีแดง"จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวชมทิวทัศน์เป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนต.ค. ไปจนถึงประมาณเดือนก.พ. อากาศจะเย็นลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อากาศบริเวณ "ผามออีแดง" ดีมาก และมีวิวทิวทัศน์ในบริเวณนี้ก็สวยงาม โดยเฉพาะช่วงเช้าจะมีหมอกลง...วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                           นวย  เมืองธน
***************************************

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

ชูธรรมชาติ พิธีกรรมอนุรักษ์ป่า

         "ะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอกัลยาณิวัฒนา" จ.เชียงใหม่ ถือเป็นเขตการปกครองระดับอำเภอ ลำดับที่ 25 ของ จ.เชียงใหม่ และอันดับที่ 878 ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 52 มีที่ว่าการอำเภออยู่ที่ ต.แจ่มหลวง โดยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.51 คณะรัฐมนตรี เห็นว่าพื้นที่ ต.บ้านจันทร์ แม่แดด และแจ่มหลวงของ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
            เป็นพื้นที่การท่องเที่ยว มีการจัดตั้งโครงการพระราชดำริหลายโครงการ แถมมีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าและภูเขาสูงชัน ทุรกันดาร การคมนาคมติดต่อเพื่อขอรับบริการต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม เป็นไปด้วยความยากลำบาก การให้บริการของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่
          นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาด้านความสงบเรียบร้อย เรื่องยาเสพติด และปัญหาด้านการลักลอบการตัดไม้ทำลายป่า ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของราษฎร 3 ตำบล ทั้ง ต.บ้านจันทร์ แม่แดด และแจ่มหลวงของ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ตลอดมา การร้องขอให้แยกเขตการปกครอง ตั้งเป็นอำเภอแห่งใหม่ของราษฎร 23 หมู่บ้าน จาก 3 ตำบล เพื่อให้การรับบริการต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐ และการร่วมมือกันระหว่างราษฎรกับภาครัฐในการแก้ปัญหาของพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
        แน่นอนว่าครับว่าผมหยิบยก


เรื่องราวของ "อำเภอกัลยาณิวัฒนา" มาเขียนถึง เพราะเมื่อไม่นานเท่าไหร่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับกรมการปกครองที่นำคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานบทบาทของฝ่ายปกครองในการส่งเสริมอาชีพและการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ อ.กัลยาณิวัฒนาแห่งนี้
         "อดุลย์ ฮวกนิล" นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา บอกว่า การตั้ง "อำเภอกัลยาณิวัฒนา" ขึ้นมา ก็เพื่อประโยชน์ในการปกครอง การให้บริการของรัฐ ความสะดวกของประชาชน และเพื่อส่งเสริมให้ท้องที่มีความเจริญยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเทิด
พระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา มีสภาพพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณ และภูเขาสูงชันล้อมรอบ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีพื้นที่ป่าร้อยละ 80 พื้นที่การเกษตรร้อยละ 10 และอีกร้อยละ10 เป็นที่อยู่อาศัย
          "นายอดุลย์" กล่าวอีกว่า ราษฎรใน อ.กัลยาณิวัฒนา ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวไว้กินในครัวเรือนเอง ส่วนรายได้ก็มาจากการเลี้ยงสัตว์ ที่สำคัญ อ.กัลยาณิวัฒนา ยังมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวทาง
ธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากราษฎรในพื้นที่ยังคงอนุรักษ์
วิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่าไว้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งในพื้นที่ยังเป็นที่ตั้งของโครงการหลวง และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดย จ.เชียงใหม่ได้ตั้งความหวังร่วมสร้าง อ.กัลยาณิวัฒนาให้เป็นอำเภอในฝันของคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว เนื่องจากมีต้นทุนธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าสน ต้นน้ำลำธาร และภูมิอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี หากส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ ก็ย่อมส่งผลถึงรายได้

และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎรใน อ.กัลยาณิวัฒนาอีกด้วย
    จากนั้นคณะของกรมการปกครอง และสื่อมวลชน ได้เดินทางไปบ้านกิ่วโป่ง ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา เยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบ
พอเพียง ควบคู่กับการอนุรักษ์ป่า ชมศิลปวัฒนธรรมของชาวปกากะญอ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองหลักใน อ.กัลยาณิวัฒนา ที่ลานต้นโพธิ์ ลานดินขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ลำห้วยสาขา ที่สำคัญ "นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา" บอกว่า สถานที่ "ลานต้นโพธิ์" แห่งนี้ชาวปกากะญอใช้ประกอบกิจกรรมในหมู่บ้านกิ่วโป่งที่สะท้อนอัต
ลักษณ์ของชนเผ่า อย่างเช่น การละเล่นกระทบไม้คู่ของเหล่าเด็กน้อยปกากะญอ รวมไปถึงการทอเสื้อ การตีมีด และงานหัตถกรรมต่างๆ โดยชาวบ้านอยากให้ผู้คนจากนอกพื้นที่หรือนักท่องเที่ยวได้มาชมวิถีชีวิตพอเพียงของชาวเขา โดยเฉพาะการอยู่แบบพึ่งพิงธรรมชาติและรู้จักรักษา ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ของป่าไม้ ซึ่งจะทำให้เรารักทรัพยากรที่มีอยู่มากขึ้น
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "อดุลย์ ฮวกนิล" นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา ยังบอกว่า อ.กัลยาณิวัฒนา มีจุดยืนที่จะไม่มีการพัฒนาเหมือนอำเภออื่นๆ ที่ถูกความเจริญรุกคืบ จนสูญเสียเอกลักษณ์ วัฒนธรรมพื้นถิ่นต่างๆ และจะคงอากาศที่บริสุทธิ์จากธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อเป็นจุดขายให้นักท่องเที่ยวได้มาชื่นชมในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ อ.กัลยาณิวัฒนา พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นป่าสนอายุนับพันปี ซึ่งปัจจุบันยังคงความอุดมสมบูรณ์ เนื่องชาวปะกากะญอได้ยึดถือวัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรมการอนุรักษ์ป่า หรือป่าสะดือ และพิธีกรรมฯ ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ป่าได้คงความอุดมสมบูรณ์มาโดยตลอดอย่างยาวนาน...พอได้ฟังอย่างนี้ก็ชื่นใจครับ วันนี้ลากันไปก่อน ว่างๆ จะมาเล่าเรื่องราวใน อ.กัลยาณิวัฒนาอีกก็แล้วกัน โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของอำเภอแห่งนี้ ที่ผมยังไม่ได้เอ่ยถึง...!!!
                                                        นวย เมืองธน