วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดินแดนแห่งรุ่งอรุณ "มรดกโลกล้ำเลิศ"

           "ะลอนตามอำเภอใจ"- "สุโขทัย" หรือดินแดนที่ถูกเรียกว่า "รุ่งอรุณแห่งความสุข" นับเป็นเวลากว่า 700 ปีมาแล้วที่ดินแดนแห่งนี้ถือเป็นแหล่งก่อกำเนิดความเป็นอาณาจักรของคนชาติไทยขึ้นเป็นครั้งแรก 


         โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของ "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ที่สร้างบ้านแปงเมืองจนอาณาจักรสุโขทัยมีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดยุคหนึ่ง ทั้งยังเป็นผู้ที่ก่อให้เกิด "ลายสือไทย" ซึ่งกลายมาเป็นตัวหนังสือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อาณาจักรสุโขทัยนับเป็นอาณาจักรแรกของชาวสยาม มีอายุยาวนานเกือบ 200 ปี เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาและศิลปวิทยาการ
     ช่วงเวลาเกือบ 200 ปีที่อาณาจักรสุโขทัยสั่งสมความยิ่งใหญ่ทางศิลปวัฒนธรรม ดังเช่น การประดิษฐ์อักษรไทยครั้งแรกในสมัย "พ่อขุนรามคำแหง" 
         การสร้างพระพุทธรูปที่งดงามไม่มียุคสมัยใดเทียบได้ ด้วยความสำคัญดังกล่าว ปี 2534 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยจึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมร่วมกับเมืองศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร ที่สำคัญงานประเพณีเล่นไฟลอยกระทงของ "สุโขทัย" มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่ผ่านมาการเผาเทียนเล่นไฟและลอยพระประทีปได้กลายเป็นประเพณีเล่นไฟลอยกระทงในคืนวันเพ็ญเดือน 12  ราวเดือน พ.ย.โดยจัดขึ้นในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย รวมถึงสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์อย่างเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ศิลปะสมัยสุโขทัย มีลักษณะเฉพาะอันโดดเด่น จนเรียกขานกันว่า "สกุลช่างสุโขทัย" นอกจากเป็นแหล่งกำเนิดงานพุทธศิลป์สกุลช่างสุโขทัย ดังปรากฎงานพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ฯลฯ อันงดงามแล้ว "การทอผ้าตีนจก" ของชาวไทยพวนบ้านหาดเสี้ยวที่อพยพจากเมืองพวน แคว้นเชียงขวาง ประเทศลาว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ยังสร้างชื่อเสียงให้กับ "สุโขทัย" มาอย่างยาวนานอีกด้วย
             ผมหยิบยกเรื่องราวของ "สุโขทัย" มาเขียนเกริ่นนำเสียยาวเหยียด เพราะมีโอกาสมาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของ จ.สุโขทัย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง "สุมิตรา ศรีสมบัติ" ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้ให้ความสำคัญด้านการท่องเที่ยวของ จ.สุโขทัย เป็นอย่างมาก ถึงขนาดเคยเอ่ยว่า จ.สุโขทัยมีจุดแข็งและความโดดเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่มีมรดกโลกตั้งอยู่ถึง 2 แห่ง ซึ่งในแต่ละปีก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้หลายหมื่นคน

             แต่น่าเสียดาย "ถ้านักท่องเที่ยวจะรู้จัก "สุโขทัย" เพียงแค่งานลอยกระทง แล้วอีก 11 เดือนโรงแรมที่พักต่างๆ ต้องว่างน่าเสียดาย เพราะสินค้าที่เรามีอยู่ดีมาก ทั้งผ้าตีนจก เครื่องสังคโลก ทองโบราณ ภูมิปัญญาที่มีการสืบทอดกันมานับร้อยๆ ปีจะขายได้ก็เฉพาะช่วงงานลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ แต่ถ้าเราทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ตลอดทั้งปี ก็จะทำให้คนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 นี้ จะจัดให้เป็นปีของการท่องเที่ยวสุโขทัย "รุ่งอรุณแห่งความสุข" เพราะเรามีของดีเป็นต้นทุน แต่ต้องรุกด้านการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่า นอกจากมรดกโลกแล้ว จ.สุโขทัย ยังมีสถานที่สำคัญน่าเที่ยวอีกหลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติรามคำแหง หรือเขาหลวง อุทยานฯ ป่าคา และถ้ำเจ้าราม ซึ่งบรรยากาศดีมาก ไม่ต่างจาก จ.เชียงใหม่ นักท่องเที่ยวควรได้มาชมและสัมผัส
              "ปิติ แก้วสลับสี" รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย บอกว่า โดยศักยภาพของพื้นที่ จ.สุโขทัย เป็นจังหวัดที่มีต้นทุนด้านการท่องเที่ยว คือ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี 755 ปี และมีต้นทุนเรื่องศิลปวัฒนธรรม งานประเพณีต่างๆ เช่น งานลอยกระทง งานสงกรานต์ รวมทั้ง จ.สุโขทัย ยังมีสินค้า OTOP ที่ขึ้นชื่อ อาทิ ทองคำลงยาลายโบราณ ผ้าฝ้ายตีนจก ผ้าไหมหมักโคน พร้อมบริการจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ที่ผ่านมากิจกรรมต่างๆ เช่น ถนนคนเดิน เพลิดเพลินของอร่อย ย้อนรอยวิถีไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมจำนวนมาก ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง โดยจะมีการส่งเสริมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีการสร้างเสริมกิจกรรมขึ้นมาใหม่ ต่อยอดให้มีการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ คือ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้น และเชิงคุณภาพเพิ่มขึ้น คือ นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น จะได้จับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจังหวัดสุโขทัยจำนวน 1 ล้านคน
 
        "การดูแลนักท่องเที่ยวในระยะยาว จ.สุโขทัยได้ใช้งบประมาณพัฒนาจังหวัดส่วนหนึ่งในการส่งเสริมประเพณี สร้าง ดูแล บูรณะสิ่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นอกเหนือจากนี้ได้ใช้งบประมาณท้องถิ่นจังหวัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยดูแลเรื่องสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เส้นทางคมนาคม และสุขอนามัยต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ที่สำคัญคือ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยสนับสนุนงบประมาณให้กับทางตำรวจภูธรจังหวัด สร้างเครือข่ายตำรวจบ้าน การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และการสร้างจิตสาธารณะในการให้บริการของคนในพื้นที่" นายปิติ กล่าว
           รองผู้ว่าฯ สุโขทัย กล่าวด้วยว่า จังหวัดสุโขทัยตั้งเป้าหมายสร้างให้เป็นจังหวัดที่สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งปี หรือท่องเที่ยวได้ 365 วัน โดยผ่านกิจกรรมแต่ละเดือน เช่น มินิไลน์แอนด์ซาวน์ ซึ่งเดิมจะมีเฉพาะในงานเทศกาลลอยกระทง ปัจจุบันจัดให้มีกิจกรรมมินิไลน์แอนด์ซาวน์ประจำทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือวันหยุดยาว โดยวิทยาลัยนาฎศิลป์จัดการแสดงและเข้าชมฟรี การสนับสนุนส่งเสริมเรื่องตลาดย้อนยุค ที่บ้านกงไกรลาศ ทุกวันเสาร์ของต้นเดือน จะมีการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวทุกๆ วัน สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของศาสนา ซึ่งในจังหวัดสุโขทัยมีวัดให้ท่องเที่ยวถึง 340 กว่าวัด การท่องเที่ยวโฮมสเตย์ การท่องเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ถ้ำ โดยล่าสุด จ.สุโขทัยได้ค้นพบถ้ำดินเกร็ดเพชร ที่อ.ทุ่งเสลี่ยม ซึ่งเป็นถ้ำที่บริสุทธิ์ เป็นสถานที่แห่งใหม่ ที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่สนใจเข้ามาเที่ยวชมอีกด้วย
      นอกจากนี้ "นายปิติ" ยังได้พาคณะสื่อมวลชนไปสักการะศาลพระแม่ย่า ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดสุโขทัย ถนนนิกรบำรุง ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองสุโขทัย เพราะศาลนี้เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระแม่ย่าและดวงวิญญาณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช รูปพระแม่ย่านี้ทำด้วยศิลาสลักแบบเทวรูป พระพักตร์ยาว พระหนุ
เสี้ยม พระเกตุมาลายาวประดับเครื่องทรงแบบนางพญาสูง 1 เมตร พระแม่ย่าองค์นี้สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระมารดาคือ นางเสือง การที่เรียกว่า "พระแม่ย่า" นี้เพราะว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเรียกพระมารดาว่า "พระแม่" และชาวเมืองสุโขทัยเคารพพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเสมอด้วยบิดา จึงรวมเรียกพระมารดาของพระองค์ว่า "พระแม่ย่า"
 
          จากนั้นนำคณะสื่อมวลชนมาที่วัดศรีชุม ต.สวนดอก อ.เมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 31 วัด สร้างในปี พ.ศ.2436 โดยคหบดีพม่าชื่อ อูโย ซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทำงานป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้น จึงต้องการทำบุญโดยสร้างวัดศรีชุมขึ้นมา จุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลม แกะสลักเป็นลวดลายสวยงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าได้เกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหารที่มีศิลปะการตกแต่งภายในแบบร่วมสมัย ระหว่างศิลปะล้านนาและศิลปะพม่าทั้งหลัง ซึ่งเป็นความสูญเสียที่มิอาจประเมินมูลค่าได้
    
          จุดเด่นอีกอย่างของวัดศรีชุมคือ "พระอจนะ" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 11.3 เมตร พระชงฆ์ติดข้างผนังสองข้างของมณฑป และมีพื้นที่หน้าตักกว้างประมาณ 20 ตารางเมตรเท่านั้น จากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวว่า "เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยมีตลาดปสาน ป่าหมากกลาง มีไร่ มีนา มีถิ่นฐาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก" สันนิษฐานว่า "พระอจนะ" ที่กล่าวในศิลาจารึกหลักที่ 1 ก็คือ พระอจนะที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชุม ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองสุโขทัย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "รองผู้ว่าฯ สุโขทัย" นำคณะสื่อมวลชนมาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง จ.สุโขทัย ตั้งอยู่ใกล้วัดใหม่ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2518 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแด่พระองค์ ซึ่งมีพระปรีชาสามารถ และปกครองแผ่นดินโดยธรรม โดยองค์พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงหล่อด้วยทองเหลืองผสมทองแดงรมดำ ประทับนั่งห้อยพระบาทบนพระแท่นมนังคศิลาบาตรเพื่อทรงว่าราชการและสั่งสอนประชาชน โดยพระหัตถ์ขวาถือคัมภีร์ พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในท่าทรงสั่งสอนประชาชน ด้านซ้ายมีพานรองรับพระขรรค์ บริเวณด้านหน้าประดับด้วยหลักศิลาจารึกจำลอง แสดงเรื่องราวพระราชกรณียกิจ...และขอทิ้งท้ายที่คำขวัญประจำจังหวัดสุโขทัย...ที่ว่า "มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลก ทองโบราณ สักการแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข มรดกโลกล้ำเลิศ" อ่อ...อย่าลืมน่ะว่า "สุโขทัย" มีของดีมากมาย สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี...!!!
                                นวย เมืองธน




วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

แหล่งเรียนรู้ไดโนเสาร์ เจ๋งสุดในเอเชียอาคเนย์

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-พิพิธภัณฑ์สิรินธร และอุทยานไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ถือได้ว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรณีวิทยา วิชาการ และซากดึกดำบรรพ์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย และของโลกก็ว่าได้
          เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ พบโดย "พระครูวิจิตรสหัสคุณ" เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ในปี 2537 และได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ โดยคณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณี ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2537 พบว่าภูกุ้มข้าว ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย โดยพบกระดูกไดโนเสาร์เกือบทั้งตัวกองรวมอยู่กับกระดูกไดโนเสาร์กินพืชอีกชนิดหนึ่ง กระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ้มข้าวซึ่งมีรูปร่างคล้ายลอมฟาง
 มีความสูงประมาณ 240 เมตร
            แน่นอนครับว่า "ตะลอนตามอำเภอใจ" หยิบยกเรื่องราวของ "พิพิธภัณฑ์สิรินธร และอุทยานไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสร่วมเดินทางมาศึกษาดูงานที่พิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ร่วมกับคณะของผู้บริหารกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อไม่นานเท่าไหร่ ที่สำคัญปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีได้ขุดค้นซากไดโนเสาร์พบกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น เป็นกลุ่มของกระดูกส่วนขา สะโพก ซี่โครง คอ และหางของไดโนเสาร์กินพืชไม่น้อยกว่า 7 ตัว
             นอกจากนี้ยังพบฟันของไดโนเสาร์ทั้งกินพืช และกินเนื้ออีกอย่างละ 2 ชนิด จากลักษณะของกระดูกพบว่าเป็นไดโนเสาร์กินพืชสกุลภูเวียง (Phuwiangosaurus sirindhornae) 1 ชนิด และเป็นไดโนเสาร์กินพืชชนิดใหม่อีก 1 ชนิด คาดว่าอาจเป็นไดโนเสาร์สกุลและชนิดใหม่ของโลก
         "สุรีย์ ธีระรังสิกุล" ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิรินธร เล่าว่า พิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธุ์ เดิมคือศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2538 เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติงานศึกษาวิจัย อนุรักษ์เก็บรวบรวมตัวอย่างอ้างอิงซากไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมสมัย และนำข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่แก่นักท่องเที่ยวในรูปของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวปีละกว่า 2-3 แสนคน โดยมีความเป็นมาและรายละเอียดของการจัดการ ดังนี้ ปี 2521 คณะสำรวจธรณีวิทยา โดย "วราวุธ สุธีธร" พบซากกระดูกไดโนเสาร์ที่เก็บไว้
         โดย "พระครูวิจิตรสหัสคุณ" เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ปี 2537 ต่อมาปี 2538 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ จัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น โดยสร้างอาคารหลุมขุดค้นเป็นการชั่วคราว เพื่อใช้ป้องกันซากกระดูก รวมทั้งใช้บังร่มเงาแก่นักวิชาการในการขุดแต่งกระดูก ปี 2539 กรมทรัพยากรธรณีสร้างอาคารวิจัย มีพื้นที่ใช้งาน 375 ตารางเมตร เพื่อเป็นสถานที่ทำการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัยและเก็บรวมรวมซากดึกดำบรรพ์ที่
 สำรวจพบในประเทศไทย
          ปี 2542 กรมทรัพยากรธรณีสร้างอาคารถาวรคลุมหลุมขุดค้น โดยใช้ชื่อว่า "อาคารพระญาณวิสาลเถร" ตามชื่อสมณศักดิ์ของท่านเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ผู้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ปี 2544 อาคารพิพิธภัณฑ์สิรินธร ในส่วนแรกได้มีการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ปี 2547 ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีคณะที่ 6 (ฝ่ายสังคม) ครั้งที่ 36/2546 วันที่ 4 ธันวาคม 2546 มติให้กรมทรัพยากรธรณีใช้เงินงบกลางรายการค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้าง
 ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาอาคารพิพิธภัณฑไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวระยะต้น เพื่อปรับปรุงและตกแต่งภายใน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 รับทราบและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ซึ่งได้มีการก่อสร้างตกแต่งภายในจนแล้วเสร็จในปี 2548 และปี 2549 ได้รับงบประมาณเพื่อสร้างส่วนนิทรรศการ จนได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อต้นปี 2550 ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์สิรินธรได้เปิดทดลองให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2550 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2551

โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด
        "ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิรินธร" กล่าวอีกว่า พิพิธภัณฑ์สิรินธรแบ่งเป็นโซน คือ โซนจักรวาลและโลก  จักรวาล โลก สิ่งมีชีวิต รวมทั้งไดโนเสาร์ถือกำเนิดขึ้นมานานแล้ว นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาเรื่องราวที่ลี้ลับนี้ นับจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่หรือ"บิ๊กแบง" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล การกำเนิดของดาวฤกษ์และพัฒนาการของระบบสุริยะและโลก  สัณฐานธรณีต่างๆ บนโลก รวมทั้งหินต่างๆ บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญทางธรณีวิทยา ตลอดช่วงเวลา 4,600 ล้านปีที่ผ่านมาของโลก ซึ่งเราจะได้เรียนรู้ไปตามลำดับอายุ
ทางธรณีวิทยา และพิพิธภัณฑ์แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว อยู่บริเวณเชิงเขาภูกุ้มข้าว วัดป่าสักกะวัน ซึ่งพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ได้พบกระดูกชิ้นใหญ่ในบริเวณวัด แหล่งขุดค้นแห่งนี้จึงนับว่าภูกุ้มข้าวเป็นแหล่งที่พบซากฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์แหล่งใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย โดยเปิดให้
 นักท่องเที่ยวเข้าชมฟอสซิล และนิทรรศการเรื่องราวไดโนเสาร์ นอกจากนี้วัดสักกะวันยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อบันดาลฤทธิผล (หลวงพ่อบ้านด่าน) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยทวารวดี ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอีกด้วย
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "นางสุรีย์" บอกด้วยว่า "พิพิธภัณฑ์สิรินธร และอุทยานไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว" ถือได้ว่าเป็นแหล่งแสดงและจุดศึกษาเกี่ยวกับธรณีวิทยา ซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้ามาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก จากการสอบถามนักท่องเที่ยวต่างก็พบว่ามีความประทับใจที่ได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะหลุมขุดพบกระดูกไดโนเสาร์ 7 ตัว ซึ่งหาดูจากที่อื่นไม่ได้
          และจากการพัฒนาเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่อยู่ในโซนเดียวกัน ก็จะมีการจัดทำถนนไดโนเสาร์จากจังหวัดสู่พิพิธภัณฑ์สิรินธร ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร สองข้างทางจะจัดแสดงหุ่นไดโนเสาร์ตามจุดต่างๆ จำนวน 65 ตัว นอกจากนั้นผู้ที่อยากเที่ยวชมสะพานเทพสุดา ซึ่งเป็นสะพานข้ามน้ำจืดที่ยาวที่สุดในประเทศไทยและเล่นน้ำเขื่อนลำปาวก็อยู่ใกล้กัน หรือจะไปชมเจดีย์พระพุทธนิมิตรภูค่าว หรือไปเที่ยวชมเลือกซื้อ
ผ้าไหมแพรวาที่บ้านโพน อ.คำม่วง ก็อยู่ใกล้กัน ส่วนการเดินทางชม "พิพิธภัณฑ์สิรินธร และอุทยานไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว" อยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 227 ก่อนถึงตัว อ.สหัสขันธ์ ประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวขวาข้างโรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษาเข้าสู่วัดสักกะวัน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร...วันนี้ลากันไปก่อน...!!!
                                                       นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

คุณหมอสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-การประชุมไซเตรส ครั้งที่ 16 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ 
             ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ในประกาศจุดยืนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาค และแสดงศักยภาพในการพัฒนาองค์ความรู้การเพาะพันธุ์พืชและสัตว์ป่าทั้งในเชิงอนุรักษ์และเชิงพาณิชย์ต่อนานาประเทศ และคาดหวังว่าจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และต่อต้านการลักลอบค้าสัตว์ผิดกฎหมาย  การเจรจาเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้า และผลพลอยได้จากการจัดประชุมครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวนั้น
             การจับกุมการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ทำให้มีสัตว์ป่าของกลางเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ในสภาพบาดเจ็บอ่อนแอ และเครียด บางครั้งส่งผลร้ายถึงเสียชีวิตก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำส่งถึงสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอันเป็นสถานที่ดูแลสัตว์ป่าของกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้เล็งเห็นปัญหานี้ จึงจัดตั้งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่า และคลินิกสัตว์ป่าขึ้นมา ภายใต้กลุ่มจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า
 เพื่อช่วยดูแลสุขภาพสัตว์ป่าของกลางในเบื้องต้นให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ จากนั้นจึงนำส่งสถานีเพาะเลี้ยง สัตว์ป่าเพื่อเลี้ยงดูต่อไป ซึ่งนอกจากดูแลสุขภาพสัตว์ป่าของกลางแล้ว คลินิกสัตว์ป่ายังทำการตรวจรักษาโรค ผ่าตัดสัตว์เล็ก ขูดหินปูน ฉีดวัคซีน ทำหมัน ชันสูตรซากสัตว์ป่า และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสัตว์ป่า ดำเนินการโดยสัตวแพทย์เฉพาะทางด้านสัตว์ป่า พร้อมเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย
        "ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่าและคลินิกสัตว์ป่า" ถือเป็นศูนย์กลางในการรับแจ้งข้อมูล
 ข่าวสารจากประชาชนที่ประสบเหตุพบเห็นสัตว์ป่าบาดเจ็บ พลัดหลง หรือถูกทอดทิ้ง เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือรักษาได้ทันท่วงที และรับแจ้งเรื่องร้องเรียนสัตว์ป่ารบกวนประชาชน เพื่อประสานเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน โดยมีรถฉุกเฉินช่วยเหลือสัตว์ป่าเป็นเครื่องมือสำคัญของสัตวแพทย์ประจำศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่าในการออกไปให้ความช่วยเหลือสัตว์ป่า ภายในรถประกอบด้วย ยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นในการรักษาเบื้องต้น ทั้งนำส่งคลินิกสัตว์ป่าหรือโรงพยาบาลสัตว์ให้การรักษาในกรณี
 ที่ร้ายแรง สำหรับเครือข่ายการช่วยเหลือสัตว์ป่า อาทิ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หน่วยบรรเทาสาธารณภัย อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน สถานีดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศลต่างๆ เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสัตว์ป่ารบกวนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและร่วมดำเนินงานในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า
        ผมหยิบยกเรื่องราวของศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือ
 สัตว์ป่า และคลินิกสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสเดินมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" และทำข่าวที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ หลายครั้งหลายครา มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ จับสัตว์ป่าของกลางมาไว้ที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่า ก็ได้มีโอกาสเห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ที่มี "บรรพต มาลีหวล" เป็นหัวหน้าฝ่ายสุขภาพสัตว์ป่าแห่งนี้ ก็ถือว่าได้ความรู้พอสมควร นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้พูดคุยกับ "หมอออย-สัตวแพทย์หญิงศิรินทิพย์
 เข็มทอง" นายสัตวแพทย์ประจำศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่าและคลินิกสัตว์ป่าแห่งนี้ มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสัตว์ป่าของกลาง และดูเหมือนการประชุมไซเตรสที่ผ่านมาก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึงเลยด้วยซ้ำไป
       "หมอออย-ศิรินทิพย์" เล่าถึงการดูแลสัตว์ป่าของกลางที่ถูกตรวจยึดมาว่า เมื่อสัตว์ป่ามาถึงศูนย์ฯ แห่งนี้ ก็จะมีการตรวจนับ และให้ฝ่ายวิจัยมาจำแนกชนิดของสัตว์ป่า ว่าของกลางที่ส่งมาเป็นสัตว์ชนิดไหน ตรงกับเจ้าหน้าที่ฯ แจ้งมาหรือไม่ หลังจากตรวจนับเสร็จ ก็จะมีการประเมินสุขภาพของสัตว์เบื้องต้น
 ถ้าเป็นสัตว์ที่ป่วยก็จะแยกออกจากสัตว์ปกติ จากนั้นก็ทำการรักษา ส่วนสัตว์ปกติ ไม่เจ็บป่วย ก็ไม่นำไปรวมกับสัตว์ที่ป่วย เพราะต้องเฝ้าระวังว่าอาจจะเกิดโรคได้ เพราะสัตว์ของกลางที่ถูกส่งมาที่ศูนย์ฯ ส่วนใหญ่สัตว์จะอยู่ในกรงเล็กๆ แออัด และสัตว์ก็มีสุขภาพที่อ่อนแอ และทรุดโทรม ซึ่งกรณีที่สัตว์ป่วยก็จะมีการรักษาต่อเนื่องจนสัตว์หายดี แล้วจึงส่งต่อไปยังสถานีเพาะเลี้ยง ถ้าเป็นนกก็ส่งไปสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางพระ จ.ชลบุรี ถ้าเป็นพวกลิง ก็จะส่งไปที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ากระบกคู่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งแต่ละสถานีเค้าจะบอกว่าสามารถรับสัตว์ชนิดไหนได้
บ้าง
    "สพ.ญ.ศิรินทิพย์" กล่าวอีกว่า หากสัตว์ป่าที่ถูกส่งมายังศูนย์ฯ แห่งนี้มีการตายเกิดขึ้น ก็จะมีขั้นตอนของการชันสูตรซาก ส่งผลการชันสูตร ผลแล็ป เพื่อหาสาเหตุการตายของสัตว์ว่าเกิดจากอะไร ส่วนอีกกรณี คือการแก้ไขปัญหา หรือช่วยเหลือสัตว์พลัดหลงอยู่ในกรุงเทพฯ หรือลิงหลุด สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ก็จะมีการโทร
แจ้งมาที่ศูนย์ฯ หลังจากนั้นก็จะมีการประสานมาที่ฝ่ายสุขภาพสัตว์ป่า เราก็จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไป ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ปีกจำพวกนกที่รับแจ้งมากที่สุด รองลงมาก็จะเป็นจำพวกสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ อาทิ งู, ตะกวด ฯลฯ ส่วนสัตว์ที่มีโอกาสสูญเสียง่ายก็จะเป็นพวกนก เพราะส่วนใหญ่ที่มาถึงศูนย์ฯ ก็อยู่ในสภาพที่อ่อนแอนิดนึง ก็จะทำ
ให้เสียชีวิตได้ง่าย ซึ่งเราก็ยังทำการรักษาได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากส่วนใหญ่ขาดน้ำ ขาดอาหาร ก่อนที่จะมาถึง
ศูนย์ฯ
    "สพ.ญ.ศิรินทิพย์" กล่าวด้วยว่า สำหรับสัตว์ป่าของกลางที่มาอยู่ที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ ตอนเช้าเจ้าหน้าที่จะมีการให้อาหารสัตว์ ล้างทำความสะอาดกรงสัตว์ ระหว่างการให้อาหารเราก็จะสังเกตว่าสัตว์กินอาหารมั๊ย มีอาการผิดปกติมั๊ย จากนั้นก็ต้องมาแจ้งสัตวแพทย์ จากนั้นสัตวแพทย์ก็จะไปดูอีกทีนึง ถ้าเห็นว่าป่วยจริงก็จะทำการวินิจฉัยโรค และทำการรักษา เช่น การเจาะเลือดสัตว์ ก็คือการส่งตัวอย่างเลือดเข้าห้องปฏิบัติการณ์ เช็คเลือดเพื่อตรวจหา
โรค เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสัตว์ปลอดโรค ก่อนส่งไปสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าฯ
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อย่างกรณีประชาชนมีสัตว์ป่าไว้ในครอบครอง และต้องการส่งคืนกรมอุทยานฯ "สพ.ญ.ศิรินทิพย์" บอกว่า สามารถแจ้งมาที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่า และคลินิกสัตว์ป่า ตั้งอยู่ภายในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เลขที่ 61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา  08.30-18.30 น. ในวันราชการ และเวลา 08.30-16.30 น. วันหยุดราชการ โทร. 02 561 0777 ต่อ 1691 หรือสายด่วน 1362 วันนี้ลากันไปก่อนครับ...!!!
                                                          นวย  เมืองธน
*************************************