วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อัศจรรย์สามพันโบก เสน่ห์ลุ่มน้ำโขง

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงประมาณปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมเก็บเสื้อผ้ายัดใส่เป้ กระเป๋าใบใหญ่ เดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง โดยจุดหมายอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยอาการมึนๆ งงๆ นิดนึง เนื่องจากตลอดคืนที่ผ่านมาก่อนวันเดินทาง ยังไม่ได้หลับได้นอนเหมือนชาวบ้านเค้า
               เนื่องจากมีภารกิจต้องเคลียร์งานของตัวเองอีกมากโข เพื่อจะเดินทางมาในทริปนี้ ซึ่งเป็นทริปที่ "ปราณีต ร้อยบาง" อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) พร้อมคณะผู้บริหารกรมทรัพยากรธรณีมีความตั้งใจอย่างมากที่อยากให้สื่อมวลชนทุกแขนงมาสัญจรดูความยิ่งใหญ่ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศไทยแห่งหนึ่ง ที่มีนามเรียกขานว่า "สามพันโบก"
               "สามพันโบก" ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า หมู่ที่ 4 ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองทางธรรมชาติ แถมยังน่าพิศวงอีกต่างหาก เนื่องจากภาพที่เห็นเบื้องหน้าหน้านั้น คือ "แก่งหินขนาดใหญ่" ในลำน้ำโขง ที่มีความสวยงาม ยิ่งใหญ่ตระการตา ไม่แพ้สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก "ดินแดนแห่งหินผาและหุบเหว" อย่าง "แกรนด์แคนยอน"ในรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เลยแม้แต่น้อย
             ส่วน "สามพันโบก" ของไทยนั้น เป็นลักษณะแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขงที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินที่อยู่ใต้น้ำจะถูกกัดเซาะด้วยแรงของน้ำตามธรรมชาติเป็นเวลานับพันปี จนเกิดปรากฏการณ์รูน้อยใหญ่มากกว่า 3 พันแอ่ง จึงกลายเป็นที่มาของ "สามพันโบก" ที่เรียกขานกันในปัจจุบัน ความอัศจรย์ของแอ่งต่างๆ ทั้งรูปหัวสุนัข ดาว เต่า หนู และรูปต่างๆอีกมากมายที่โผล่ให้เห็นในยามหน้าแล้ง คล้ายเป็นภูเขากลางลำน้ำโขง เสมือนมนต์เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอดหลงไหลในภาพความงามของธรรมชาติไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
           ขณะที่ริมฝั่งโขง "บ้านผาชัน" ยังแหล่งท่องเที่ยวที่เรียกกันคุ้นหูว่า "สามหมื่นรู" เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือยลโฉมรูจำนวนมากที่เกิดจากการที่กรวด-หิน ถูกกระแสน้ำไหลพัดพามาทำปฏิกิริยากับหน้าผาเป็นเวลายาวนานนับร้อยนับพันปี จนกลายเป็นร่อง และรูพรุนจำนวนมาก ยิ่งน้ำลดก็ยิ่งเห็นรูมาก ถือป็นความมหัศจรรย์ริมฝั่งโขง เป็นงานศิลปะที่ธรรมชาติสร้างขึ้น และสร้างความอัศจรรย์ต่อผู้พบเห็นอย่างยิ่ง
              "ผาชัน" ถือเป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับ "สามพันโบก" ที่คณะสื่อมวลชนมีโอกาสมาสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติแห่งนี้เช่นกัน ซึ่ง "ผาชัน" เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโขงมาหลายร้อยหลายพันปีจนเกิดร่องลึกลงไปและเมื่อน้ำโขงแห้งลงในช่วงหน้าแล้ง ก็จะเกิดเป็นเหวลึกลงไป
         เมื่อเราลงไปนั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำแล้วมองขึ้นมาข้างบนก็จะเห็นด้านข้างสองฝั่งโขงเป็นหน้าผาที่สูงชัน จึงเป็นที่มาของชื่อ "ผาชัน" และก็เป็นชื่อหมู่บ้านผาชันด้วยเช่นกัน และหากนักท่องเที่ยวต้องการชม "ผาชัน" ต้องมาชมช่วงหน้าแล้ง น้ำโขงลดยิ่งลดลงมากเท่าไหร่ก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของหน้าผามากเท่านั้น แต่หากมาช่วงหน้าฝน ก็จะได้เห็นสายน้ำที่ไหลเชี่ยวงดงามอีกแบบหนึ่ง
          สำหรับ "หมู่บ้านผาชัน" นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่ามาเยือนมากแห่งหนึ่ง โดยหมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลสำโรง
 อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี "เสาเฉลียงใหญ่" เป็นไฮไลท์หลักของการท่องเที่ยว โดยเสาหินแห่งนี้มีความสูงประมาณ สูง 12 เมตร มีรูปร่างคล้ายกับดอกเห็ด ซึ่งตามความเชื่อของชุมชนถือว่า "เสาเฉลียง" นั้นเป็นที่อยู่ของเหล่าวิญญาณของเจ้าเมือง และทหารกล้า ซึ่งเสียชีวิตจากการไปสู้รบในต่างแดน และเชื่อว่าวิญญาณนั้นจะเป็นผึ้งมารวมกันอยู่บริเวณเสาหิน ทุกๆวันพระ จะมีเจ้ากวน หรือคนทรงเจ้าจากหมู่บ้านไปบูชาทำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
          "ปราณีต ร้อยบาง" อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กล่าว
 ถึงการจัดตั้งอุทยานธรณีว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จ.สุรินทร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการจัดตั้งอุทยานผาชัน สามพันโบก เป็นอุทยานธรณีแล้ว ซึ่งทางกรมทรัพยากรธรณีได้เตรียมความพร้อมและได้ทำความเข้าใจกับประชาชนใน อ.ศรีเชียงใหม่ อ.โพธิ์ไทร และ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในการจัดตั้งเป็นอุทยาธรณีแห่งแรกของประเทศไทย
          โดยมีความสำคัญด้านการศึกษาด้านธรณีวิทยา ส่วนการดำเนินการต่อจากนี้จะต้องมาวางหลักเกณฑ์ รูปแบบการบริหารจัดการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งอุทยานธรณีของการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ที่กำหนดว่าต้องเป็นพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยแหล่งที่มีความสำคัญอย่างโดดเด่นทางด้านธรณีวิทยา รวมถึงมีคุณค่าทางด้านโบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม ที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ทั้งบนบกและทางทะเล โดยปัจจุบันทางยูเนสโกได้ประกาศอุทยานธรณีวิทยาแล้ว 90 แห่งใน 27 ประเทศทั่วโลก

         "อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี" กล่าวด้วยว่า กรมทรัพยากรธรณีได้วางแผนและสำรวจแล้ว และเหมาะที่จะตั้งเป็นอุทยานธรณีได้ใน 4 จังหวัดนำร่อง ประกอบด้วย อุทยานธรณีผาชัน-สามพันโบก จ.อุบลราชธานี เป็นแห่งแรกของประเทศไทย อุทยานธรณีละงู-ทั่งหว้า-มะนัง จ.สตูล และจังหวัดขอนแก่น เมื่อจัดตั้งแล้วจะนำเสนอต่อยูเนสโกเป็นอุทยานธรณีระดับโลกต่อไป
           "ทศพร นุชอนงค์" รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ความยากของการได้รับพิจารณาประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับโลก

นั่นคือ แผนบริหารจัดการอุทยานธรณีที่ต้องการเกิดจากท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยท้องถิ่นที่หมายถึงครอบคลุมชาวบ้าน ชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชน จังหวัด ร่วมกันจัดทำข้อเสนอเพื่อเขียนแผนจัดการ นอกจากภาควิชาการทั้งคุณค่า ความโดดเด่น และกระบวนการวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาแล้ว ในแผนต้องชัดเจน
 แสดงเจตนารมณ์ชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ให้สภาพทางด้านธรณีวิทยานั้นถูกทำลาย โดยการอนุรักษ์ยังส่งให้เกิดผลทางด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น และเมื่อประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับโลกแล้ว จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สร้างงานสร้างรายได้
 "รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี" กล่าวอีกว่า บทบาทที่สำคัญของท้องถิ่นที่จะเป็นด่านแรกให้ยูเนสโกพิจารณาก็คือ ท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้กำหนดแผนอนุรักษ์ กิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ที่พัก โฮมสเตย์ จัดทำป้าย คู่มือแผ่นกับอุทยานธรณีฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เติมเต็มมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ยุวมัคคเทศก์ แล้วต้องมีประชาชนในชุมชนอย่างน้อยร้อยละ 50 รู้เรื่องราวความเป็นมาด้านธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ สามารถอธิบายสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจได้ และหากท้องถิ่นคาดหวังยูเนสโกประกาศแล้วจะมีงบประมาณเข้ามาในพื้นที่ จะมีถนน 4 เลน หรือมีกลุ่มทุนมาสร้างโรงแรม นั่นไม่ใช่ จริงๆ หัวใจคือ ชุมชนอนุรักษ์ พัฒนา หวงแหน สื่อสารในวงกว้าง การขับเคลื่อนจะสำเร็จได้ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน แล้วการพัฒนาต่างๆ จะตามมา หากประกาศแล้ว แต่รักษาความสมบูรณ์ไว้ตามเกณฑ์ไม่ได้ ก็มีสิทธิ์ถูกถอดจากบัญชีเช่นกัน
  
              "มนตรี เหลืองอิงคะสุต" ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า อุทยานธรณีฯ จะกลายเป็นแหล่งความรู้ที่มีความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ เป็นมิติใหม่ของการอนุรักษ์ธรณีวิทยา โดยถ่ายทอดความรู้ผ่านการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลให้แหล่งอนุรักษ์ธรณีมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมโลก ทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น จึงกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างประโยชน์ในทุกด้าน ในส่วนของ จ.อุบลราชธานีได้ยื่นเสนอขอจัดตั้งอุทยานผาชัน-สามพันโบก โดยอุทยานฯ ดังกล่าวจะกินพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ศรีเมืองใหม่ อ.โพธิ์ไทร และ อ.โขงเจียม โดยในพื้นที่ประกอบด้วยแหล่งอนุรักษ์สำคัญจำนวนมาก อาทิ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ อุทยานน้ำตกผาหลวง สามหมื่นรู ถ้ำปาฏิหาริย์ และถ้ำมืด อุทยานแห่งชาติผาแต้ม   
             ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยา" กล่าวด้วยว่า พื้นที่ดังกล่าวเมื่อผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม ภายใต้คณะกรรมการอนุกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ขณะนี้กำลังรอการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อประกาศเป็นอุทยานธรณีผาชัน-สามพันโบก จ.อุบลราชธานี ส่วนพื้นที่อื่นอยู่ในระหว่างการประเมินแหล่งอนุรักษ์ในพื้นที่เพื่อดำเนินการจัดตั้งอุทยานธรณีต่อไป
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการมาเที่ยว "สามพันโบก" ในครั้งนี้ นอกจากจะ
 เดินเที่ยวชมความงามของหินรูปร่างแปลกตาแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางไปชมความงามของสองริมฝั่งแม่น้ำโขงได้ โดยการล่องเรือที่มีให้บริการอยู่ในบริเวณนั้น โดยเรือจะล่องไปตามแม่น้ำโขง ระยะทางจากหาดสลึง ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า "มหานทีสี่พันดอน" ซึ่งในบริเวณดังกล่าวยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีหาดหงส์ที่มีเม็ดทรายขาวละเอียด หินรูปแจกัน ถ้ำนางเข็นฝ้าย ถ้ำนางต่ำหูก หาดหินสี หลักศิลาเลข แก่งสองคอน ภูเขาหิน และหาดแห่ ให้ได้ชมกันตลอดสองข้างริมฝั่งโขง...วันนี้โบกมือลากันก่อนเด้อ...!!
                                                     นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น