วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ถึงเวลาคนหลากเพศต้องขับเคลื่อนสิทธิ

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงที่ผมนั่งปิดต้นฉบับอยู่นี้ก็ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 (วันวาเลนไทน์) ซึ่งภารกิจหนึ่งที่กลุ่มเครือข่ายหลากหลายทางเพศเล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนประเด็นคู่ชีวิตเพศเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการออกกฎหมายรับรองคู่ชีวิต คือการทำความเข้าใจให้กับสังคมได้รับรู้ และมีใจที่เปิดกว้างต่อความรักของคู่ชีวิตเพศเดียวกัน จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เกิดการยอมรับและสนับสนุนชีวิตคู่เพศเดียวกันขึ้นที่สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพฯ
         ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะช่วงประมาณปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปนั่งฟังการเสวนาทางวิชาการ "เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.จดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ" ที่ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพฯ ซึ่ง "พล.ต.ต.วิรุฬห์ พื้นแสน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า ตนให้การ
 สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องของสิทธิเสรีภาพกลุ่มคนรักร่วมเพศ ซึ่งสังคมปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จำเป็นต้องก้าวตามให้ทัน และเชื่อว่าถ้าหากกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจริง กลุ่มคนรักร่วมเพศที่เคยปิดบังตัวเองอยู่ จะกล้าแสดงตัวออกมาสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิใจ โดยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป
         ส่วน "วิรัตน์ กัลยาศิริ" ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ รองประธาน กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนฯ ในฐานะ
 ประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เชิญผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาช่วยกันพิจารณาร่างกฎหมาย ทั้งตัวแทนจากอัยการ ผู้พิพากษา ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี จนกระทั่งได้ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมา โดยใช้เวลาแค่ 1 เดือนกว่าๆ เท่านั้น ถึงเวลาที่คนในสังคมจะตัดสินว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งความสำคัญของเนื้อหาในร่างกฎหมายฉบับนี้กลุ่มคนรักร่วมเพศไม่ว่าจะเป็นชายกับ
 ชาย หรือหญิงกับหญิง มักจะมีปัญหาในเรื่องสิทธิหลายอย่างที่ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะสิทธิเรื่องทรัพย์สินร่วมกัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้รับอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี การประกันชีวิต หรือการรับรองบุตรบุญธรรม
          "พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันท์" อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การจัดทำกฎหมายฉบับนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย ในการยกระดับเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนในสังคม โดยขณะนี้มีหลายประเทศในโลกที่มีกฎหมายรับรองการจดทะเบียนคู่ชีวิตให้กับกลุ่มคนรักร่วม
เพศ ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สเปน เป็นต้น ทั้งนี้ หากประเทศไทยทำได้สำเร็จ จะเป็นการยกระดับเรื่องสิทธิเสรีภาพให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ ได้
        ขณะที่ "นพ.แท้จริง ศิริพานิช" 
 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของมนุษย์ การที่จะทำให้สังคมยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้จะมีการจัดเสวนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้ง 4 ภาค เชื่อว่าก็ยังไม่จบ เนื่องจากสังคมในวันนี้ต้องการความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถือเป็นสิทธิเสรีภาพ และถือเป็นหัวใจสำคัญของมนุษย์
         "เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร" ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการระงับข้อพิพาท กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ บอกว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555 ได้มีชายไทย 2 คน
 ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกันที่สำนักทะเบียนอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เมื่อสำนักทะเบียนได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ประกอบกับคำร้องขอของทั้ง 2 คน พบว่าเป็นบุคคลเพศชายทั้งคู่ ไม่เข้าเงื่อนไขแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 จึงไม่อนุมัติให้มีการจดทะเบียนสมรส บุคคลทั้งสองจึงเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย "การสมรส"
           "นายเกิดโชค" ระบุว่า ความจริงประเด็นเรื่องจดทะเบียนรับรองคู่คนรักเพศเดียวกันนี้
เป็นเรื่องที่คุยกันมานาน แต่ดูเหมือนสถานการณ์ทางสังคมจะไม่ค่อยเอื้ออำนวย  เช่น เมื่อเดือนเมษายน 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการจดทะเบียนคู่ของคนเพศเดียวกัน แต่ในตอนนั้นดูจะเป็นเรื่องแปลกและแรงไปหน่อยสำหรับคณะรัฐบาลขณะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังไม่พร้อม จนกระทั่งต้นเดือนมีนาคม 2548 มีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าคนรักเพศเดียวกันหากต้องการให้มีกฎหมายจดทะเบียนรับรองคู่ชีวิตเพศเดียวกัน ก็สามารถรวบรวมรายชื่อขอแก้ไขกฎหมายได้ ซึ่งประเด็นนี้สมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน
 และนักวิชาการมีความสนใจและอยากให้เกิดการแก้ไข ปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม
          แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีองค์กรทำงานประเด็นคนรักเพศเดียวกันเกิดขึ้นหลายองค์กร และทำงานในประเด็นที่หลากหลายขึ้น เรื่องกฎหมายจดทะเบียนรับรองคู่ชีวิตคนรักเพศเดียวกัน จึงเป็นประเด็นที่องค์กรส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมานั้นก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่หน่วยงานของรัฐ
เลือกปฏิบัติต่อคนรักเพศเดียวกันอย่างไม่เหมาะสม     
           "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการระงับข้อพิพาท" ระบุด้วยว่า แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าควรจะมีกฎหมายนี้ แต่ก็มีอีกหลายความคิดที่เห็นต่างออกไป มีทั้งฝ่ายที่เห็นว่าจะออกมาเรียกร้องทำไมอยู่กันเงียบๆ ก็ดีแล้ว เพราะทุกวันนี้สังคมไทยก็เมตตาคนเป็นกะเทย ทอม ดี้ เกย์ มากเหลือเกินแล้ว ยิ่งออกมาเรียกร้องก็จะยิ่งโดนต่อต้าน เพราะจะยิ่งไปทำให้คนเขาเกลียดและหมั่นไส้มากขึ้น หรือบางแนวความคิดก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและชอบธรรมที่จะสร้างสถาบันขึ้นมาอีกสถาบันหนึ่งสำหรับคนกลุ่มนี้เคียงคู่ไปกับสถาบันสมรสของคนต่างเพศ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการสมรสและก่อตั้งครอบครัวต้องคำนึงอยู่เสมอว่าสิทธิเสรีภาพในการสมรสและการก่อตั้งครอบครัวเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ไม่จำเป็นว่าเฉพาะแต่ชายและหญิงเท่านั้นจึงจะได้รับสิทธิดังกล่าว
             นอกจากนี้พัฒนาการของกฎหมายสิทธิมนุษยชนในนานาประเทศ เป็นเครื่องยืนยันว่านอกเหนือไปจากการสมรสระหว่างคนต่างเพศแล้วนั้น การสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันก็ยังถือเป็น "สิทธิเสรีภาพ" อย่างหนึ่งของ "มนุษย์" เช่นกัน โดยต้องไม่ลืมว่าปัจเจกชนต้องมีอิสระในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง (Self-determination) และจากแนวความคิดเหล่านี้เองที่ทำให้กล่าวได้ว่า "การสมรสควรเปิดกว้างให้กับทุกคน" หรือจะเรียกว่าเป็นเสรีภาพที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ สมควรจะนำเรื่องการแบ่งแยกทางเพศมาเป็นอุปสรรค
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  สำหรับการจัดเสวนาทางวิชาการเพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่มรภ.จันทรเกษม ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรก โดยหลังจากนี้จะมีการเปิดเวทีขึ้นอีก 3 ครั้ง คือ ที่จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา ก่อนที่จะย้อนกลับมาเปิดเวทีอีกครั้งที่รัฐสภาฯ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการต่อไป...และถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ...!!!
                                                              นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น