วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ครัวชวนชมปลายจวักผู้ต้องขังหญิง

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-ในขณะที่ผู้ต้องขังหญิงถูกควบคุมอยู่ด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมซึ่งเป็นผู้หญิงก็ประสบกับปัญหาความยากลำบากในการควบคุมเช่นกัน เพราะในขณะที่จำนวนผู้ต้องขังหญิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
         แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หญิงยังคงอัตราเดิม เพราะถูกจำกัดการเพิ่มอัตรากำลังของส่วนราชการ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่หญิงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรากตรำ ยากลำบาก
          ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ผู้ต้องขังหญิง" มาเขียนถึง เพราะอยากจะบอกเล่าว่าผมเองมีโอกาสไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" แถวๆ ทัณฑสถานหญิงกลาง ย่านถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานเท่าไหร่ และก็มีโอกาสได้พบเจอ "ศิริพร ชูติกุลัง" 
 ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง ชื่อนี้หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่ถ้าย้อนกลับไปช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 "คุณศิริพร" เคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายแขนงในคดีที่ยายฆ่าน้องเบิร์ด หลานชายวัย 13 ปี คาห้องพักภายในคอนโดย่านประเวศน์ และถูกส่งตัวมาคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลาง คงจะพอนึกออกกันบ้างน่ะ
            แต่ถ้าย้อนกลับไปช่วง 5-6 ปี ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง จ.ปทุมธานี แวดวงมวยสากลหญิง "ศิริพร ทวีสุข" หรือ ส้ม หรือ "แซมซั่น ส.สิริพร" แชมป์โลกมวยโลกหญิง รุ่น 108 ปอนด์
 นักโทษหญิงคดีค้ายาเสพติด ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเรื่องของหมัดมวย ในยุคนั้น "สิริพร ชูติกุลัง" ก็เป็นผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง จ.ปทุมธานี ในขณะนั้นเช่นกัน...เริ่มร้องอ๋อ...กันแล้ว เพราะ "คุณศิริพร" ถือเป็นผู้หนึ่งในการปิดทองหลังพระ และหน้าพระ จนเกิดเรื่องราวดีๆ ขึ้นมากมายภายในทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง จ.ปทุมธานีในขณะนั้น
         "ครัวชวนชม" ร้านอาหารของกรมราชทัณฑ์ สถานที่ฝึกฝีมือของผู้ต้องขังจากทัณฑสถานหญิงกลาง เป็นร้านอาหารที่มีหลากหลายเมนูให้ได้เลือกรับประทาน
 ทั้งอาหารคาว หวาน และเบเกอรี่ ตั้งอยู่บนถนนงามวงศ์วาน ภายในชวนชมอาเขต บริเวณด้านหน้าของทัณฑสถานหญิงกลาง หรือเรือนจำคลองเปรม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทัณฑสถานหญิงกลาง และกรมราชทัณฑ์ ที่ผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครับ เพราะในยุคที่แสวงหาความแปลกแหวกแนวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ร้านอาหารสมัยนี้จะลืมเลือนการปรุงรสอาหารแบบไทยดั้งเดิมกันอยู่มิใช่น้อย แต่ "ครัวชวนชม" ยังคงเอกลักษณ์สูตรอาหารไทยแท้โบราณได้อย่างถูกปากจริงๆ            "ศิริพร ชูติกุลัง" ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง 
บอกว่า อาหารบางอย่าง บางชนิด จะมีการทำมาจากเรือนจำโดยผู้ต้องขังหญิงเป็นคนปรุงอาหาร อย่างเช่น ไข่พะโล แกงไตปลา และจำพวกแกงต่างๆ พอทำจากภายในเรือนจำเสร็จสรรพ ก็จะยกมาไว้ที่ร้านอาหาร พร้อมบริการให้กับลูกค้า ส่วนประเภทอาหารตามสั่งก็จะมีการปรุงที่ร้านอาหาร ส่วนแม่ครัวนอกจากจะเป็นผู้ต้อง
 ขังหญิงแล้ว บางคนที่พ้นโทษไปแล้วทางทัณฑสถานหญิงกลางก็ว่างจ้างให้มาช่วยที่ร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสริฟ หรือแม่ครัวด้วย
           ส่วนกรณีที่หากแม่ครัวพ้นโทษไปแล้วจะหาคนใหม่มาทดแทน จะฝึกกันลำบากมากน้อยแค่ไหนนั้น "คุณศิริพร" ยืนยันเรื่องนี้ไม่เป็นอุปสรรค เพราะจะมีการฝึกผู้ต้องขังหญิงคนอื่นๆ ขึ้นมาทดแทนกันเรื่อยๆ เหมือนฝึกอาชีพ พอแม่ครัวใกล้พ้นโทษก็จะมีผู้ต้องขังหญิงคนใหม่ๆ มารับช่วงฝึกฝนต่อ การันตีได้รสชาติอาหารแต่ละชนิดจะยังคงความอร่อย ไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมแน่นอน "ไม่ใช่ว่าพอแม่ครัวของเราพ้นโทษไปแล้ว เราถึงเรียกคนใหม่เข้ามา"
            "ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง" บอกด้วยว่า ในส่วนของหลักเกณฑ์ที่จะคัดเลือกผู้ต้องขังหญิงมาเป็นแม่ครัวนั้น จะมีการดูทักษะของผู้ต้องขังหญิงในแต่ละคนที่มีทักษะการทำอาหารมาแล้ว ก่อนหน้าที่จะเข้ามาอยู่ในเรือนจำ หรือผู้ต้องขังหญิง บางคนสนใจเรื่อง
 การทำอาหาร แต่ไม่มีทักษะมาก่อน เราก็จะมีการฝึกให้ ซึ่งในเรือนจำเอง เราก็จะมีการอบรมฝึกวิชาชีพในเรื่องของโภชนาการ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเข้ามาจัดโปรแกรมสอนผู้ต้องขังหญิง ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราสามารถคัดกรองคนที่มีทักษะเข้ามาทำหน้าที่แม่ครัวที่ร้านอาหารแห่งนี้ โดยเมื่อปี 55 และปี 56 ร้านอาหารครัวชวนชมของทัณฑสถานหญิงกลางเคยได้รับวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงว่า ร้านอาหารครัวชวนชมได้ผ่านการอบรมและพัฒนาตามกิจกรรมการพัฒนาธุรกิจร้านอาหาร
 สู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจ
     "เป็นโครงการต่อเนื่องของกระทรวงพาณิชย์ที่จะคัดเลือกร้านอาหาร และจะดูในเรื่องการบริการ ภาชนะ สถานที่ ทุกอย่างในร้านอาหาร ซึ่งถ้าร้านอาหารในกลุ่มเป้าหมายของเค้าขาดตกบกพร่องตรงไหน เค้าก็จะส่งเจ้าที่มาดู แต่
ร้าน "ครัวชวนชม" ของเราก็ผ่าน และก็จะเชิญเราไปอบรมทุกปีที่จัด ซึ่งร้านอาหารที่เข้ามาประมาณ 70 แห่ง ก็คัดเหลือ 10 แห่งที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่ง "ครัวชวนชม" ก็อยู่ในจำนวนที่ถูกคัดเลือก" ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง กล่าว        "โสภา มุขดา" นักวิชาการอบรมฝึกวิชาชีพ 
 ทัณฑสถานหญิงกลาง และผู้จัดการร้าน "ครัวชวนชม" บอกว่า อาหารเมนูยอดฮิตเวลาลูกค้ามาที่ร้านแล้วส่วนใหญ่จะนิยมสั่งคือ ผัดไท และไข่พะโล้ โดยเฉพาะ "ไข่พะโล้" ของร้าน "ครัวชวนชม" จะเป็นสูตรเฉพาะของทางร้านเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญอาหารแต่ละเมนูจะทำสดใหม่ทุกวัน
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากอาหารหลากหลายเมนูแล้ว อาหารที่เรียกลูกค้าของร้านนี้อีกอย่างหนึ่ง เห็นจะหนีไม่พ้น "ข้าวตั้งหน้าตั้ง" ที่ทำหน้าตั้งได้รสชาติกลมกล่อม หอม หวาน และมัน ซึ่งรสชาติใกล้เคียงกับ
 เมื่อ 30 ปีก่อน นอกจากข้าวตั้งหน้าตั้งแล้วยังมี "สาคูไส้หมูและข้าวเกรียบปากหม้อ" ที่ขายดิบขายดีทีเดียว ที่สำคัญในบริเวณ "ชวนชมอาเขต" นอกจากร้าน "ครัวชวนชม" แล้ว "คุณศิริพร" ยังได้พาไปเยี่ยมชมการนวดฝ่าเท้า ร้านเสริมสวยม และร้านขายของที่ผลิตมาจากฝีมือของผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิงกลาง
         หากใครแวะเวียนผ่านมาแถวย่านนี้ ก็ขอเชิญชวนให้ไปลิ้มลองรับประทานกันดู นอกจากบรรยากาศของร้านจะร่มรื่นและสะอาดแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังหญิงได้ฝึกฝนฝีมือ "ปลายจวัก" ในการทำอาหารเพื่อใช้ประกอบอาชีพในวันข้างหน้าหลังพ้นโทษอีกด้วย...!!!
                                                           นวย เมืองธน
*****************************************

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

"สะเมิง"เสน่ห์แห่งขุนเขา ลือเลื่องเมืองสตอเบอรี่

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอสะเมิง" เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวจังหวัด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทิวเขาสูง อากาศเย็นเกือบทั้งปี ประกอบด้วยชุมชนชาวไทยภูเขาจำนวนมาก ที่สำคัญ "สะเมิง" นับเป็นเมืองที่ยังคงความเป็นธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ และมีทิวเขาสูง จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก รวมทั้งเป็นแหล่งปลูกพันธุ์ไม้เมืองหนาวและสตอเบอรี่แหล่งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย
             ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อประมาณ 200 ปี ระหว่าง พ.ศ.2250-2350 มีคำบอกเล่าว่าดินแดนแห่งนี้เป็นป่าใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยจตุบาทนานาชนิด และมวลหมู่แมกไม้นานาพันธุ์ซึ่งกาลครั้งนั้นอาณาจักรล้านนาแทบจะลุกเป็นไฟด้วยภัยสงคราม เพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างแว่นแคว้นต่างๆ ในราชอาณาจักร การขยายอำนาจของพม่าเป็นการศึกที่สู้รบกันอย่างรุนแรงและยาวนาน ทั้งยังเกิดการจราจลในเมืองเชียงใหม่ สถานการณ์ยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านเดือดร้อนจึงต่างอพยพหลบหนีภัยสงคราม บ้างหนีเข้าป่าไปตายเอาดาบหน้า ชาวไทยลื้อและกะเหรี่ยงได้อพยพหลบหนีภัยสงครามเข้าป่าขึ้นเขามายังดินแดนแห่งนี้ และมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านดงช้างแก้วพวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านศาลา และพวกที่สามตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านแม่สาบ
          โดยไทยลื้อบ้านแม่สาบอพยพเข้ามาอยู่สะเมิงประมาณ พ.ศ.2324 คำว่า "สะเมิง" ได้กำเนิดขึ้นจากคำว่า "สามเมิง" ตามสำเนียงภาษาไทยลื้อที่เรียก "เมือง" ว่า "เมิง" ดังนั้นคำว่า "สามเมิง" ตามความหมายก็คือคำที่มาจากการตั้งถิ่นฐานทั้งสามบ้าน สามเมือง นั่นเอง บางท่านสันนิษฐานว่ามาจากภาษากะเหรี่ยง ซึ่งมีความหมายว่า "แสงสว่าง" อำเภอสะเมิง ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2445 ขึ้นตรงต่อจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภออยู่ได้ 35 ปี ทางราชการเห็นว่าอำเภอสะเมิงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
 ห่างไกลการคมนาคมไม่สะดวกและการควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง จึงยุบฐานะเป็นกิ่งอำเภอสะเมิง เมื่อ พ.ศ. 2480 และต่อมาได้ยกฐานะเป็นอำเภอสะเมิง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2501 จนถึงปัจจุบัน
          "อำเภอสะเมิง" มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอแม่วาง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอแม่ริม อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันตกติดต่อกับอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
 อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลักษณะภูมิประเทศ อำเภอสะเมิงมีพื้นที่ทั้งหมด 1,002 ตารางกิโลเมตร หรือ 626,250 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ ประมาณ 80% ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นที่ราบ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด มีแม่น้ำที่สำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำขานและแม่น้ำสะเมิง พื้นที่การใช้ประโยชน์ของอำเภอสะเมิงเป็นพื้นที่การเกษตร 24,391 ไร่ หรือร้อยละ 3.89 ของพื้นที่ทั้งหมด แยกเป็นพื้นที่ปลูกถั่ว 12,184 ไร่ หรือร้อยละ 40.8 ของพื้นที่การเกษตร พื้นที่ทำสวน 9,769 ไร่ หรือร้อยละ 34.6 ของพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่ทำไร่ 4,223 ไร่ หรือร้อยละ 17.3
ของพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ปลูกซ้ำซ้อนพื้นที่เดิมของพืชสวน 7.1 % ลักษณะภูมิอากาศ อากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปประมาณ 22 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 114 มม./ปี โดยวัดปริมาณน้ำฝนสูงสุด 166 มม./ปี ต่ำสุดระหว่าง
 เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม
          ผมหยิบยกเรื่องราวของอำเภอสะเมิงมาเขียนถึง เพราะช่วงประมาณปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับกรมการปกครองที่นำคณะสื่อมวลชนเดินทางมาศึกษาดูงานบทบาทของฝ่ายปกครองในการส่งเสริมอาชีพและการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างเดินทางตลอดสองข้างทางมุ่งหน้าสู่อำเภอสะเมิง จะผ่านไร่สตอเบอรี่มากมาย พ่อค้าแม่ขายต่างขนผลิตผลสดๆ
และผลิตภัณฑ์จากสตอเบอรี่มาวางขายในเพิงเล็กๆ หน้าไร่ริมถนนต็มไปหมด ดูแล้วตื่นตาตื่นใจมิใช่น้อย  "สะเมิง" ถือได้ว่าเลื่องชื่อเรื่องสตอเบอรี่มายาวนาน ถึงขนาดมีการจัดงานสตออเบอรี่อันโด่งดังในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นประจำทุกปี เพราะที่แห่งนี้คือแหล่งผลิตสตอเบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะที่ตำบลบ่อแก้ว มายุคหลังไร่สตอเบอรี่ที่อำเภอสะเมิงเริ่มปรับเปลี่ยนจากการปลูกแบบแปลงปิดเพื่อจำหน่ายอย่างเดียว เป็นแปลงเปิดมากขึ้น โดยดึงพระเอกอย่างสตอเบอรี่เป็นจุดขาย แล้วรวมเอาที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรมชมไร่ สร้างความหลากหลาย เพิ่มมูลค่าเข้าด้วยกัน แถมยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก
            "สวนดอยแก้ว" ซึ่งเจ้าของสวนปราชญ์ชาวบ้าน "วิทยา นาระต๊ะ" เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ซึ่งคณะสื่อมวลชนได้มีโอกาสแวะเวียนมาเยี่ยมชม โดย "นายวิทยา" เล่าว่า สวนสตอเบอรี่แห่งนี้อยู่บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ เป็นสวนที่ปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสารพิษ
             หลังจากประสบความสำเร็จ จึงนำไปเผยแพร่ ถ่ายทอดแนวคิดการทำเกษตรให้แก่ผู้อื่นจนเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่ง "สวนดอยแก้ว" ถือเป็นสวนเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเก็บเองได้ สตอเบอรี่ของสวนดอยแก้วแห่งนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ให้นักท่องเที่ยวเลือกซื้อ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 60, 72 และ 80 ที่มีรสชาติหอมหวานกว่าพันธุ์ 329 ที่ขายในท้องตลาดทั่วไป และมีให้เลือกเก็บได้ตามความชอบ ซึ่งตอนนี้ก็มีองุ่นไร้เมล็ด ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสตอเบอรี่มากมาย อาทิ ไวน์ แยมเนื้อสตอเบอรี่ สตอเบอรี่อบแห้ง ฯลฯ


"ก่อนหน้านี้เจอผลกระทบเรื่องโรคระบาดของสตอเบอรี่เมื่อปี 51 จึงคิดที่จะเปลี่ยนวิธีการและรูปแบบการปลูกสตอเบอรี่แบบเก่าๆ เพื่อหาหนทางที่ดีกว่า และเพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบการปลูกสตอเบอรี่แบบใหม่ ที่จะให้ได้ผลผลิตที่ดีและปลอดภัยที่สุด การเรียนรู้ดูงานตามที่ต่างๆ ทำให้สนใจว่าจะทดลองขยายพันธุ์สตอเบอรี่ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในขวดแก้ว แทนการใช้ไหลสตอเบอรี่มาชำเหมือนเก่า เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ได้สายพันธุ์สตอเบอรี่ที่ดี แข็งแรง และปลอดโรค รวมทั้งเติบโตง่าย ความยุ่งยากในการทำงาน เมื่อก้าวผ่านมาได้แล้ว ย่อมส่งผลลัพธ์ที่ดีเสมอ คงเหมือนกับวิธีการปลูกสตอเบอรี่ ขั้นตอนดูเหมือนจะยุ่งยากและซับซ้อน แต่เมื่อสตอเบอรี่เติบโต ออกผลให้ชื่นใจ ดูจะเป็นผลงานที่คุ้มค่ากับความเหน็ดเหนื่อยจริงๆ" นายวิทยา กล่าว
         "อนุพงษ์ วาวงศ์มูล" นายอำเภอสะเมิง กล่าวว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลสตอเบอรี่และของดีอำเภอสะเมิง เพื่อส่งเสริมสตอเบอรี่สะเมิงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสตอเบอรี่ปลอดภัยจากสารเคมี เนื่องจากสะเมิงมีพื้นที่ปลูกสตอเบอรี่กว่า 3 พันไร่ มากที่สุดในประเทศไทย ปีหนึ่งๆ ทำรายได้เข้าจังหวัดมากกว่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้นำผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ที่มีชื่อเสียงมาจำหน่าย และยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติของอำเภอสะเมิงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเชื่อมโยงไร่สตอเบอรี่กับธุรกิจการท่องเที่ยวในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีชาวพื้นเมืองและชนเผ่าต่างๆ ของอำเภอสะเมิง
   
           "ดำรงค์สิริวิชัย อิ่มวิเศษ" เลขานุการกรมการปกครอง กล่าวว่า อำเภอสะเมิง นับได้ว่าเป็นหนึ่งในหลายอำเภอที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่อำเภอสะเมิงให้เป็นแหล่งปลูกสตอเบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาอีกอาชีพให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ยังได้นำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยปัจจุบันอำเภอสะเมิงมีเนื้อที่ปลูกไร่สตอเบอรี่มากกว่า 3 พันไร่ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในอำเภอสะเมิงกว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ผลไม้สีแดงสด รูปร่างหน้าตาน่ารัก มีรสชาติอมหวานอมเปรี้ยว และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดโฟลิก และเส้นใยอาหาร อีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย ทั้งไวน์ แยม และน้ำผลไม้นั้น ยังเป็นผลไม้ขี้อายชอบหลบใต้ใบสีเขียวๆ ที่มีชื่อว่า "สตอเบอรี่" นั้น ถือเป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจ หากใครได้มาเยือนสตอเบอรี่ปลอดสารพิษ และมีโอกาสที่จะเด็ดผล "สตอเบอรี่" สดๆ จากไร่ ค่อยๆ หย่อนเข้าปากแล้วงับกัดเข้าไปในเนื้อในของผลไม้ขี้อายชนิดนี้...คุณก็จะรู้ว่ามันชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว...!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ถึงเวลาคนหลากเพศต้องขับเคลื่อนสิทธิ

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงที่ผมนั่งปิดต้นฉบับอยู่นี้ก็ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 (วันวาเลนไทน์) ซึ่งภารกิจหนึ่งที่กลุ่มเครือข่ายหลากหลายทางเพศเล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนประเด็นคู่ชีวิตเพศเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการออกกฎหมายรับรองคู่ชีวิต คือการทำความเข้าใจให้กับสังคมได้รับรู้ และมีใจที่เปิดกว้างต่อความรักของคู่ชีวิตเพศเดียวกัน จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เกิดการยอมรับและสนับสนุนชีวิตคู่เพศเดียวกันขึ้นที่สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพฯ
         ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะช่วงประมาณปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปนั่งฟังการเสวนาทางวิชาการ "เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.จดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ" ที่ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพฯ ซึ่ง "พล.ต.ต.วิรุฬห์ พื้นแสน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า ตนให้การ
 สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องของสิทธิเสรีภาพกลุ่มคนรักร่วมเพศ ซึ่งสังคมปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จำเป็นต้องก้าวตามให้ทัน และเชื่อว่าถ้าหากกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจริง กลุ่มคนรักร่วมเพศที่เคยปิดบังตัวเองอยู่ จะกล้าแสดงตัวออกมาสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิใจ โดยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป
         ส่วน "วิรัตน์ กัลยาศิริ" ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ รองประธาน กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนฯ ในฐานะ
 ประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เชิญผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาช่วยกันพิจารณาร่างกฎหมาย ทั้งตัวแทนจากอัยการ ผู้พิพากษา ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี จนกระทั่งได้ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมา โดยใช้เวลาแค่ 1 เดือนกว่าๆ เท่านั้น ถึงเวลาที่คนในสังคมจะตัดสินว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งความสำคัญของเนื้อหาในร่างกฎหมายฉบับนี้กลุ่มคนรักร่วมเพศไม่ว่าจะเป็นชายกับ
 ชาย หรือหญิงกับหญิง มักจะมีปัญหาในเรื่องสิทธิหลายอย่างที่ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะสิทธิเรื่องทรัพย์สินร่วมกัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้รับอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี การประกันชีวิต หรือการรับรองบุตรบุญธรรม
          "พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันท์" อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การจัดทำกฎหมายฉบับนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย ในการยกระดับเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนในสังคม โดยขณะนี้มีหลายประเทศในโลกที่มีกฎหมายรับรองการจดทะเบียนคู่ชีวิตให้กับกลุ่มคนรักร่วม
เพศ ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สเปน เป็นต้น ทั้งนี้ หากประเทศไทยทำได้สำเร็จ จะเป็นการยกระดับเรื่องสิทธิเสรีภาพให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ ได้
        ขณะที่ "นพ.แท้จริง ศิริพานิช" 
 กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของมนุษย์ การที่จะทำให้สังคมยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้จะมีการจัดเสวนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้ง 4 ภาค เชื่อว่าก็ยังไม่จบ เนื่องจากสังคมในวันนี้ต้องการความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถือเป็นสิทธิเสรีภาพ และถือเป็นหัวใจสำคัญของมนุษย์
         "เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร" ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการระงับข้อพิพาท กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ บอกว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555 ได้มีชายไทย 2 คน
 ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกันที่สำนักทะเบียนอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เมื่อสำนักทะเบียนได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ประกอบกับคำร้องขอของทั้ง 2 คน พบว่าเป็นบุคคลเพศชายทั้งคู่ ไม่เข้าเงื่อนไขแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 จึงไม่อนุมัติให้มีการจดทะเบียนสมรส บุคคลทั้งสองจึงเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย "การสมรส"
           "นายเกิดโชค" ระบุว่า ความจริงประเด็นเรื่องจดทะเบียนรับรองคู่คนรักเพศเดียวกันนี้
เป็นเรื่องที่คุยกันมานาน แต่ดูเหมือนสถานการณ์ทางสังคมจะไม่ค่อยเอื้ออำนวย  เช่น เมื่อเดือนเมษายน 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการจดทะเบียนคู่ของคนเพศเดียวกัน แต่ในตอนนั้นดูจะเป็นเรื่องแปลกและแรงไปหน่อยสำหรับคณะรัฐบาลขณะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังไม่พร้อม จนกระทั่งต้นเดือนมีนาคม 2548 มีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าคนรักเพศเดียวกันหากต้องการให้มีกฎหมายจดทะเบียนรับรองคู่ชีวิตเพศเดียวกัน ก็สามารถรวบรวมรายชื่อขอแก้ไขกฎหมายได้ ซึ่งประเด็นนี้สมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน
 และนักวิชาการมีความสนใจและอยากให้เกิดการแก้ไข ปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม
          แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีองค์กรทำงานประเด็นคนรักเพศเดียวกันเกิดขึ้นหลายองค์กร และทำงานในประเด็นที่หลากหลายขึ้น เรื่องกฎหมายจดทะเบียนรับรองคู่ชีวิตคนรักเพศเดียวกัน จึงเป็นประเด็นที่องค์กรส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมานั้นก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่หน่วยงานของรัฐ
เลือกปฏิบัติต่อคนรักเพศเดียวกันอย่างไม่เหมาะสม     
           "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการระงับข้อพิพาท" ระบุด้วยว่า แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าควรจะมีกฎหมายนี้ แต่ก็มีอีกหลายความคิดที่เห็นต่างออกไป มีทั้งฝ่ายที่เห็นว่าจะออกมาเรียกร้องทำไมอยู่กันเงียบๆ ก็ดีแล้ว เพราะทุกวันนี้สังคมไทยก็เมตตาคนเป็นกะเทย ทอม ดี้ เกย์ มากเหลือเกินแล้ว ยิ่งออกมาเรียกร้องก็จะยิ่งโดนต่อต้าน เพราะจะยิ่งไปทำให้คนเขาเกลียดและหมั่นไส้มากขึ้น หรือบางแนวความคิดก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและชอบธรรมที่จะสร้างสถาบันขึ้นมาอีกสถาบันหนึ่งสำหรับคนกลุ่มนี้เคียงคู่ไปกับสถาบันสมรสของคนต่างเพศ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการสมรสและก่อตั้งครอบครัวต้องคำนึงอยู่เสมอว่าสิทธิเสรีภาพในการสมรสและการก่อตั้งครอบครัวเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ไม่จำเป็นว่าเฉพาะแต่ชายและหญิงเท่านั้นจึงจะได้รับสิทธิดังกล่าว
             นอกจากนี้พัฒนาการของกฎหมายสิทธิมนุษยชนในนานาประเทศ เป็นเครื่องยืนยันว่านอกเหนือไปจากการสมรสระหว่างคนต่างเพศแล้วนั้น การสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันก็ยังถือเป็น "สิทธิเสรีภาพ" อย่างหนึ่งของ "มนุษย์" เช่นกัน โดยต้องไม่ลืมว่าปัจเจกชนต้องมีอิสระในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง (Self-determination) และจากแนวความคิดเหล่านี้เองที่ทำให้กล่าวได้ว่า "การสมรสควรเปิดกว้างให้กับทุกคน" หรือจะเรียกว่าเป็นเสรีภาพที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ สมควรจะนำเรื่องการแบ่งแยกทางเพศมาเป็นอุปสรรค
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  สำหรับการจัดเสวนาทางวิชาการเพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่มรภ.จันทรเกษม ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรก โดยหลังจากนี้จะมีการเปิดเวทีขึ้นอีก 3 ครั้ง คือ ที่จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา ก่อนที่จะย้อนกลับมาเปิดเวทีอีกครั้งที่รัฐสภาฯ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการต่อไป...และถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ...!!!
                                                              นวย เมืองธน