วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

เสน่ห์เชียงคาน เมืองโบราณยอดฮิต

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-หากเอ่ยถึง "เชียงคาน" น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี นักท่องเที่ยวมักนิยมมารับลมหนาว สัมผัสทะเลหมอก รวมถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ถนนคนเดิน เมืองโบราณริมแม่น้ำโขง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
          โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ถือว่าคึกคักอย่างมาก เพราะประชาชนอาศัยช่วงวันหยุดยาวเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก นักท่องเที่ยวต่างเลือกซื้อของที่ระลึกตามร้านต่างๆอย่างเนืองแน่น ทำให้เศรษฐกิจบนถนนคนเดินแห่งนี้ดีขึ้นทันตาเห็น หลังจากซบเซากันมาหลายเดือน สำหรับที่พักทุกประเภท ทั้งโรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ที่ตั้งอยู่บนถนนชายโขง ทุกห้องถูกนักท่องเที่ยวจองเต็มหมด
         ในอดีต "เมืองเชียงคาน" เดิมตั้งอยู่ที่เมืองชะนะคาม ประเทศลาว ซึ่งสร้างโดยขุนคาน

 โอรสของขุนคัวแห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อประมาณ พ.ศ. 1400 ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2250 อาณาจักรล้านช้างแยกออกเป็นสองอาณาจักรคือ อาณาจักรหลวงพระบาง ซึ่งมีพระเจ้ากีสราชเป็นกษัตริย์ และอาณาจักรเวียงจันทน์ ซึ่งมีพระเจ้าไชยองค์เว้เป็นกษัตริย์ โดยกำหนดอาณาเขตให้ดินแดนเหนือแม่น้ำเหืองขึ้นไปเป็นอาณาเขตหลวงพระบาง และใต้แม่น้ำเหืองลงมาเป็นอาณาเขตเวียงจันทน์ ต่อมาทางหลวงพระบางได้สร้างเมืองปากเหืองซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเป็นเมืองหน้าด่านและทางเวียงจันทน์ได้ตั้งเมืองเชียงคาน เดิมเป็นเมือง
 หน้าด่านเช่นกัน
         ต่อมา พ.ศ. 2320 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์ ตีเวียงจันทน์ได้จึงได้อันเชิญพระแก้วมรกต กลับมายังกรุงธนบุรี แล้วได้รวมอาณาจักรล้านช้างเข้าด้วยกันและให้เป็นประเทศราชของไทย และได้กวาดต้อนผู้คนพลเมืองมาอยู่เมืองปากเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เมืองปากเหืองไปขึ้นกับเมืองพิชัย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากไทยโดยยกกำลังจากเวียงจันทน์มายึดเมืองนครราชสีมา แต่ในที่สุดเจ้าอนุวงค์ถูกจับขังจนสิ้นชีวิต
กองทัพไทยที่ยกมาปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมาได้ยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายของลำน้ำโขงมายังเมืองปากเหืองมากขึ้น
        และโปรดเกล้าฯ ให้พระอนุพินาศ (กิ่ง ต้นสกุลเครือทองศรี) เป็นเจ้าเมืองปากเหืองคนแรก แล้วพระราชทานชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองเชียงคาน ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบางและได้เข้าปล้นสะดมเมืองเชียงคานเดิมที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ชาวเชียงคานเดิมจึงอพยพผู้คนไปอยู่
 เมืองเชียงคานใหม่
(เมืองปากเหือง) เป็นจำนวนมาก
       ครั้งต่อมา เห็นว่าชัยภูมิเมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) ไม่เหมาะสม ผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพไปอยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของอำเภอเชียงคานปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า เมืองใหม่เชียงคาน ต่อมาไทยได้เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ให้กับฝรั่งเศส ทำให้เมืองปากเหืองตกเป็นของฝรั่งเศส คนไทยที่อยู่เมืองปากเหืองจึงอพยพมาอยู่เมืองใหม่เชียงคานหรืออำเภอเชียงคานปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แล้วได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองเชียงคานใหม่ ได้ตั้งที่ทำการอยู่บริเวณวัดธาตุ เรียกว่าศาลาเมืองเชียงคาน ต่อมาได้ย้ายไปอยู่บริเวณวัดโพนชัย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2452 เมืองเชียงคาน
ซึ่งมีพระยาศรีอรรคฮาด (ทองดี ศรีประเสริฐ) ได้รับตำแหน่งนายอำเภอเชียงคานคนแรก ต่อมาปี 2484 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคานมาอยู่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันตราบเท่าทุกวันนี้
     ปัจจุบัน "เชียงคาน" ถือเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงอนุรักษ์
 ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี "เชียงคาน" เป็นเมืองโบราณที่มีเพียงบ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆ เท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาว และนิยมมาเดินเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก  อาจเป็นเพราะ "เชียงคาน" ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ ที่สำคัญผู้คนที่ "เชียงคาน" เป็นมิตร และอัธยาศัยดี
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลายครั้ง ที่ผมมีโอกาสเดินทางมาเยือน "เชียงคาน" และมักจะเก็บความประทับใจในมุมมองต่างๆ
 ที่พบเห็นเก็บกลับบ้านทุกครั้งไป ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการใส่บาตรข้าวเหนียวในยามเช้า ซึ่งยังคงมีให้เห็นอยู่
            ส่วน "แก่งคุดคู้"  ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่ง ที่ผมมีโอกาสมาเยือน เพราะอยู่ไม่ไกลถนนคนเดินมากนัก ด้านหน้าแก่งคุดคู้ มีร้านขายของฝาก หลากหลายจำนวนมาก มีปลาแม่น้ำโขง ที่ชาวบ้านบอกว่าจับมาจากแม่น้ำโขงและมาวางขายก็ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่ที่เราสามารถสัมผัสได้...วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                       นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น