วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

"ไม่เผา"เพื่ออากาศบริสุทธิ์

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-ปัจจุบันไฟป่าทั้งหมดเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ผลจากไฟป่าทำให้สภาพป่าถูกทำลาย ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือหมอกและควันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดทัศนวิสัยที่เลวร้าย มีผลต่อการจราจรทั้งทางบกและทางอากาศ ในแต่ละปีมีผู้เจ็บป่วยจากการสูดดมควันพิษที่เกิดไฟป่ามิใช่น้อย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความสูญเปล่าของงบประมาณจำนวนมาก


         ผมเขียนเกริ่นนำปัญหาหมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทย เพราะเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 ม.ค.) มีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานโครงการรณรงค์ "ไม่เผาป่า รักษาธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์" ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2556 ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จ.เชียงใหม่ ที่มี "ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมกันนี้ "นายโชติ ตราชู" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ "บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์" อธิบดีกรมป่าไม้ "จตุพร บุรุษพัฒน์" อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม "มโนพัศ หัวเมืองแก้ว" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำข้าราชการในสังกัดเข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน
        โดย "ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การรณรงค์ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบถึงอันตรายและผลกระทบจากการเผาป่าและปัญหาหมอกควันไฟป่า ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าแล้งของทุกปี และทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัดที่ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ และตาก ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวอย่างรุนแรงในรอบหลายปีที่ผ่านมา
 ทั้งในด้านสุขภาพของประชาชน สภาพแวดล้อม และผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยขบวนรณรงค์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะออกประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัดได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาป่า วัชพืช หรือเศษวัสดุทางการเกษตร พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนละเว้นการเผาเพื่อร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อม
           "รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" กล่าวอีกว่า การปล่อยขบวนรณรงค์ในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าในพื้นที่
 ภาคเหนือ โดยกิจกรรมดังกล่าว กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทุกภาคส่วนจะร่วมกันรณรงค์ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนในการงดเว้นการเผา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในปีนี้รุนแรงเหมือนในปีที่ผ่านมา
         "กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติละสิ่งแวดล้อมได้กำหนดมาตรการในการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า โดยกรมป่าไม้จะทำหน้าที่รับผิดชอบ
ดูแลในส่วนของป่าสงวน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชดูแลในส่วนของอุทยานแห่งชาติ ขณะที่กรมควบคุมมลพิษจะรับผิดชอบในส่วนของการตรวจสอบและติดตามสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมประจำหมู่บ้าน ประมาณ 3 แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งจะร่วมรณรงค์และดูแลใน
 พื้นที่ไม่ให้มีการเผา ตลอดช่วง 80 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.-10 เม.ย.56" รมว.ทส.กล่าว
        "นายปรีชา" กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาการควบคุมเรื่องการเผานั้นอาจจะยังไม่จริงจังมากนัก แต่ในปีนี้จะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าจะต้องงดเว้นการเผาอย่างเด็ดขาด เพราะปัญหาหมอกควันส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของประชาชน การคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว อีกทั้งในปีนี้จะมีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งจะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หาก
 สามารถควบคุมไม่ให้มีการเผาเกิดขึ้นได้ ก็จะทำให้ความรุนแรงของปัญหาหมอกควันไฟป่าลดลง
         "บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์" อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า ในส่วนของกรมป่าไม้ก็คงต้องรณรงค์กับชาวบ้านไม่ให้มีการเผาป่าในช่วง 80 วันอันตราย รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเป็นหูเป็นตาในชุมชนท้องถิ่น ในหมู่บ้านนั้นๆ ให้ร่วมมือกันในการรักษาระบบนิเวศน์ เพราะการเผาป่าไม่ใช่แค่เกิดปัญหากับคนเผาเท่านั้น ยังส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหากับส่วนรวมด้วย ซึ่งเชื่อว่าปีนี้อากาศคงจะแล้ง การที่ไม่มีฝนตกในช่วงฤดูแล้งเลย
 จะทำให้มีหมอกปกคลุมยาวนาน ซึ่งเกิดผลกระทบทุกพื้นที่ในเมือง และที่สำคัญกระทบการท่องเที่ยวทางภาคเหนือของเราด้วย คงต้องขอร้องชาวบ้านว่าอย่ามีการเผาในช่วงนี้ เพื่อเห็นแก่ส่วนรวมของประเทศ
            "จตุพร บุรุษพัฒน์" อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม บอกว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เรามีพี่น้องอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือทสม.ซึ่งอยู่ในการดูแลของกรม โดยเราจะขอให้ ทสม.ที่อยู่ทุกหมู่บ้านลงไปประชาสัมพันธ์ และเป็นหูเป็นตาให้กับทางราชการ ซึ่งจะได้ผลอย่างมาก เพราะว่าพี่น้อง ทสม.

 จะรู้ว่าจุดไหนที่มีปัญหา คนไหนที่ชอบเข้าไปล่าสัตว์ ถือว่ามีส่วนสำคัญในการเจาะลึกถึงพื้นที่ นอกจากนี้ทางกรมก็จะมีการอบรมให้กับภาคประชาชนใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยการให้ความรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชนว่าการเผามีปัญหาอะไร ควรจะทำอย่างไร การขัดแยกขยะทำอย่างไร การฝังกลบทำแบบไหน
         "ในปี 56 นี้ในส่วนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมก็จะไปสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เชื่อว่าจะสามารถทำให้สถานการณ์หมอกควันดีขึ้น คือทสม.เหมือนกับหน่วยชี้เป้า เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ จะสามารถรู้ถึงปัญหาต่างๆ ส่วนปัญหาหมอกควันในปีนี้เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือปัญหาหมอกควันข้ามพรหมแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านจะต้องหารือร่วมกัน" นายจตุพร กล่าว
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การประชุม ครม.สัญจร ที่จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 21 ม.ค.56 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการป้องกันไฟป่าและหมอกควันประจำปี 2556 เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันภาคเหนือ 9 จังหวัด ปี 2556 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดการบูรณาการ มีผู้รับผิดชอบและเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยมาตรการเดิมที่ใช้ควบคุมการเผาให้เปลี่ยนเป็น "ไม่มีการเผา"  และหันมาใช้ระบบ Single Command โดยกลไลของกระทรวงมหาดไทย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้ระบบ Area Approach โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนหน้า พร้อมมอบหมายให้ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รองนายกรัฐมนตรี รวมถึง รมว.มหาดไทย เป็นฝ่ายอำนวยการและควบคุมการ
 สั่งการระดับประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเบื้องต้นครอบคลุม 9 จังหวัดภาคเหนือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง ตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย.56...ส่วนสถานการณ์หมอกควันในปีนี้จะลดลงหรือไม่นั้น ประชาชนถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมแรงร่วมใจกับภาครัฐ....!!!
                                                         นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

เกาะเกร็ดแหล่งเที่ยว ตำนานเก่าแก่

           "ะลอนตามอำเภอใจ"- "เกาะเกร็ด" อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่นักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ ต่างรู้จักกันดี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเที่ยวชมเกาะเกร็ดเป็นจำนวนมาก
       และถือเป็นบทเริ่มต้นของการท่องเที่ยวชุมชนของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ทีเดียว ในสมัยโบราณเรียกเกาะเกร็ดที่เป็นเกาะที่มีขนาดเล็กนี้ว่า เกร็ดน้อย  (ที่เชียงราก จ.ปทุมธานี) เรียกว่า เกร็ดใหญ่ เพราะมีการขุดคลองลัดแล้วกลายเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่กว่าเกาะเกร็ด) สันนิษฐานว่าว่าคนสมัยโบราณนิยมเรียกเกาะ ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ว่า "เกร็ด" ต่อมาเมื่อมีการยกฐานะปากเกร็ดเ ป็นชื่อของตำบลและชื่อของอำเภอ "เกาะเกร็ด" ก็ได้ยกฐานะเป็นตำบลเกาะเกร็ดด้วยจนถึงปัจจุบัน
             ช่วงพ.ศ.2317ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดเกล้าให้ข้าหลวงไปรับครอบครัวมอญมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในท้องที่ปากเกร็ด (รวมทั้งในเกาะเกร็ด) และสามโคก จ.ปทุมธานี เนื่องจากมอญแพ้สงครามกับพม่า เมื่อมอญสู้พม่าไม่ได้จึงอพยพครอบครัวมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเลือกพื้นที่ช่วงเกาะเกร็ดและปากเกร็ด เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบาง ที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์ โดยทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์เสด็จล่วงหน้าขึ้นไปในวันแรม 4 ค่า เดือน 3 ครั้นถึงวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 4 จึงเสด็จไปรับ พระตำหนักบางธรณีด้วยพระองค์เอง
             
สำหรับพระราชพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางครั้งนี้นับเป็นพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ที่ใช้บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาในท้องที่ปากเกร็ดและเกาะเกร็ด มีการจัดกระบวนเรือเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค และกระขวนเรืออัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางที่ยิ่งใหญ่
          ต่อมาในปี พ.ศ.2538 ตรงกับสมันรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตน์โกสินทร์ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าให้เจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ 4) ไปรับครอบครัวมอญ ซึ่งหนีภัยสงครามมาจากพม่ามาอาศัยอยู่ที่ด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี และได้โปรดเกล้าฯให้พระยาอภัยภูธร สมุหนายก ไปรับครอบครัวมอญเหล่านั้นมาอยู่ที่เมืองนนทบุรีบ้าง ปทุมธานีบ้าง เมืองเขื่อนขันธ์(พระประแดง)บ้าง ดังนั้นจึงมีชาวมอญอาศัยอยู่ในเกาะเกร็ดและหลายท้องที่หลายตำบลในอำเภอปากเกร็ด เนื่องจากมีชาวมอญอพยพเข้ามาถึง 2 ครั้ง คือ ในปีพ.ศ.2317และปีพ.ศ.2358 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มักจะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานยังพระราชวังบางประอินเสมอ กล่าวกันว่าทรงแวะพักเรือพระที่นั่งตามวัดต่างๆ บริเวณปากเกร็ดและเกาะเกร็ดนี้ทุกวัด
             และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดปากอ่าว (วัดปรมัยยิกาวาส) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลร่วมกับพระเจ้าบรมมไหยิกาเธอ กรมเสด็จพระสุดารัตนราชประยูร และพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ที่ทรงอภิบาลทำนุบำรุงสมเด็จพระเทพศิรินทรพระบรมราชชนนีและพระองค์มาตั้งแต่ครั้นทรงพระเยาว์ 
ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง ช่วงหลังจากพ.ศ.2475 และช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หมู่บ้านในตำบลย่านเกาะเกร็ดและปากเกร็ดริมแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวเพื่อเตรียมรับสภาวะวิกฤตในกรุงเทพฯ มีนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านได้มาสร้างบ้านสำรองไว้ยามฉุกเฉิน ซึ่งต่อมาทางราชการได้เข้ายึดบ้านดังกล่าว
   "เกาะเกร็ด" นอกจากเป็นย่านชุมชนที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายแล้ว "เกาะเกร็ด" ยังเป็นทั้งชุมชนค้าขายและเป็นที่ตั้งด่านตรวจเรือต่างๆ ที่จะเดินทางผ่านไปมายังอยุธยา รวมถึงวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งบนเกาะเกร็ดล้วนมีความสวยงาม เนื่องจากเป็นศิลปะสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น แต่มาร้างคนเมื่อพม่ามายึดกรุงศรีอยุธยา หลังจากกอบกู้เอกราชได้ พระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้ชาวมอญที่เข้ารีตมาตั้งถิ่นฐานที่บริเวณเกาะเกร็ดแห่งนี้อีกครั้ง แต่เดิม "เกาะเกร็ด" ไม่ได้มีลักษณะเป็นเกาะ เป็นส่วนของแผ่นดินรูปโค้งลักษณะเป็นแหลมยื่นออกไปตามความโค้ง

ของแม่น้ำเจ้าพระยา มีชื่อมาแต่ก่อนว่า บ้านแหลม แต่ได้มีการขุดลอกคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นในส่วนที่เป็นแหลม ในเวลาต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางแรงขึ้น มีการกัดเซาะตลิ่งทำให้คลองขยาย แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ ชื่อที่เรียกนั้น ชื่อเดิมเรียกว่า "เกาะศาลากุน"  นอกจากนี้ จากข้อมูล ยังพบว่าในสมัยอยุธยามีเรือสินค้าทั้งในและต่างประเทศผ่านเข้ามาตามลำน้ำเจ้าพระยา เพื่อจะไปยังอยุธยา เมื่อถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (พ.ศ.2251-2275) จึงพิจารณาเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องขุดคลองลัดตามลำน้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติม เพื่อลดระยะทางและระยะเวลาในการคมนาคมขนส่งทางน้ำในสมัยนั้น รวมถึงเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น
       จึงทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงเกาะเกร็ดขึ้นบริเวณที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลโค้งอ้อมไปทางทิศตะวันตก แล้วไหลวกกลับมาทางทิศตะวันออกในปี พ.ศ.2265
        ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งว่า ในปีขาล จัตวาศกนั้น ทรงพระกรุณาโปรดให้พระธนบุรี
เป็นแม่กองเกณฑ์ไพร่พล คนหัวเมืองปากใต้ให้ได้คนหมื่นเศษให้ขุดคลองเกร็ดน้อยลัดคุ้งบางบัวทองนั้นอ้อมนัก ขุดลัดให้ตรง พระธนบุรีรับสั่งแล้วถวายบังคมลามาให้เกณฑ์คนไพร่พล ในบรรดาหัวเมืองปากใต้ได้คนหมื่นเศษ ให้ขุดคลองเกร็ดน้อยนั้นลึก 6 ศอก กว้าง 6 วา ทางไกลได้ 29 เส้นเศษ ขุดเดือนเศษจึงแล้ว พระธนบุรีนั้นจึงกลับมากราบทูลพระกรุณาให้ทราบทุกประการ
            เมื่อทำการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาได้แล้ว ทำให้เกิดการเดินเรือลัดได้เร็วขึ้น เรียกคลองในสมัยนั้นว่า คลองลัดเกร็ดน้อย  ต่อมานิยมเรียกว่า  คลองลัดเกร็ด  ต้นคลองหรือปากคลองเรียกว่า  "ปากเกร็ด"  ต่อมาคลองลัดเกร็ดได้ถูกความแรงของกระแสน้ำเซาะตลิ่งพัง จนกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นแม่น้ำไป ที่ดินบริเวณที่เป็นแหลมยื่นออกไปจึงมีลักษณะเป็นเกาะ เรียกกันว่า "เกาะเกร็ด"
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หากมีเวลาว่าง "เกาะเกร็ด" ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมมักเดินทางไปทอดน่อง เวลาเบื่อๆ หรือเซ็งๆ พอได้ทำบุญไหว้พระที่วัดต่างๆบนเกราะเกร็ด ก็รู้สึกอิ่มบุญกลับบ้านทุกครั้ง ที่สำคัญยังได้ดูการปั้นโอ่ง เครื่องปั้นดินเผาชนิดต่างๆ ก็ถือว่าเพลิดเพลินพอสมควร แถมอาหารคาวหวาน ก็มีให้เลือกซื้อมารับประทานนานาชนิดครับ ท้ายสุดคงต้องขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนตำบลเกราะเกร็ด ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลเรื่องราวความเป็นมาของ "เกราะเกร็ด"....!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

ฟื้นฟูติดยาเสพติด ยิ้มได้ที่บ้านลาดหลุมแก้ว

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-บนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ เลขที่ 99 หมู่ที่ 3 ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ถือเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านลาดหลุมแก้ว) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
         โดยเป็นศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแห่งแรก และแห่งเดียวที่ประกาศจัดตั้งตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และมีภารกิจหน้าที่ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัดแบบควบคุมตัว ตามรูปแบบชุมชนบำบัด (Therapeutic Community) หรือ T.C.)  ที่สำคัญศูนย์ลาดหลุมแก้วแห่งนี้ ยังนำวิธีด้านครอบครัวบำบัดมาประเมินผู้เข้ารับการบำบัดแต่ละราย ว่ามีความจำเป็นต้องใช้วิธีการครอบครัวบำบัดหรือไม่ ซึ่งจะดำเนินการครอบครัวบำบัดตามความจำเป็นในแต่ละกรณี และศูนย์ลาดหลุมแก้วก็ใช้
 ความพยายามและประยุกต์ใช้วิธีการครอบครัวบำบัดจากแนวคิด ทฤษฎี สู่การทำงานจริงอย่างรอบด้านมากกว่ากรณีอื่นๆ จากที่เคยดำเนินการอยู่แต่เดิม สามารถสะท้อนให้เห็นภาพรวมของระบบงานครอบครัวบำบัดในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
        ผมหยิบยกเรื่องราวของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านลาดหลุมแก้ว) มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสร่วมเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับคณะผู้บริหารระดับสูงของกรมคุมประพฤติ ที่นำคณะสื่อมวลชนจากทุกแขนงมาศึกษาดูงานถึงกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
 ระบบบังคับบำบัด ณ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านลาดหลุมแก้ว)
           "รื่นวดี สุวรรณมงคล" อธิบดีกรมคุมประพฤติ บอกว่า ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยเป็นปัญหาวิกฤต ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายสำคัญเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยใช้หลัก "การป้องกันนำหน้าการปราบปราม ผู้เสพต้องได้รับการรักษาและผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษอย่างเด็ดขาด"
           จากนโยบายดังกล่าวถือว่าผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วย มิใช่อาชญากร จึงต้องได้รับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างทั่วถึง จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ขึ้น ซึ่งเป็นระบบบังคับบำบัด และเริ่มดำเนินการทาตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2546 เป็นต้นมา โดยมีกรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ
           สำหรับกระบวนการในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เริ่มจากเมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
4 ฐานความผิด ได้แก่ เสพ เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามชนิดประเภทและปริมาณตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เช่น เฮโรอีน น้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไม่เกิน 5 หน่วยการใช้หรือไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ( 5 เม็ด)
 เป็นต้น
          "น.ส.รื่นวดี" กล่าวอีกว่า การฟื้นฟูในระบบบังคับบำบัดจะมี 2 ประเภท คือ 1.การฟื้นฟูฟู แบบควบคุมตัว ซึ่งแบ่งเป็นการฟื้นฟูฯ แบบควบคุมตัวเข้มงวด และการฟื้นฟูแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด จะใช้
สำหรับผู้ติดยาเสพติดที่มีความจำเป็นต้องให้เข้ารับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร หรือมีแนวโน้มว่าจะหลบหนี ก็จะส่งไปฟื้นฟูฯ ในศูนย์ฟื้นฟูต่างๆ ซึ่งในส่วนของกรมคุมประพฤติจะมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านลาดหลุมแก้ว) เพียงแห่งเดียว แต่ในส่วนของพื้นที่อื่นๆ ทางกรมฯ จะอาศัยหน่วยงานภาคีที่จะรับไปฟื้นฟูฯ เช่น สถานฟื้นฟูฯ ในสังกัดกองทัพอากาศ กองทัพบก กองทัพเรือ กองบัญชาการการแพทย์ โดยปกติคณะอนุกรรมการฟื้นฟูฯ จะกำหนดระยะเวลาบำบัด ประมาณ 4 เดือน
 หลังจากนั้นจะเข้าสู่โปรแกรมกลับสู่
สังคมของสำนักงานคุมประพฤติต่ออีก 2 เดือน รวมการฟื้นฟูฯ 6 เดือน แต่ถ้าผลการฟื้นฟูฯ ไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็อาจขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปครั้งละไม่เกิน 6 เดือน กี่ครั้งก็ได้ แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 3 ปี
              2.การฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวจะมีการฟื้นฟูฯ 3 ลักษณะ คือ การฟื้นฟูฯ แบบผู้ป่วยนอก โดยจะส่งเข้าโปรแกรมจิตสังคมบำบัดที่สถานีอนามัย โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร โดยใช้เวลาฟื้นฟู 4 เดือน และการฟื้นฟูฯ แบบผู้ป่วยใน โดยส่งฟื้นฟูฯ แบบผู้ป่วยในสถานพยาบาลใช้เวลาฟื้นฟูฯ 4 เดือน
       ซึ่งทั้งการฟื้นฟูแบบผู้ป่วยนอกและแบบผู้ป่วยในจะต้องเข้าโปรแกรมกลับสู่สังคมของสำนักงานคุมประพฤติต่ออีก 2 เดือน รวมเป็นเวลา 6 เดือน นอกจากนี้จะมีการฟื้นฟูฯ โดยใช้โปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติจะฟื้นฟูฯ โดยพนักงานคุมประพฤติใช้โปรแกรมการให้คำปรึกษาทางด้านจิตวิทยา การทำกลุ่มบำบัด การอบรมให้ความรู้ การฝึกอาชีพ โดยใช้เวลา 6 เดือน
        "อธิบดีกรมคุมประพฤติ" บอกด้วยว่า สำหรับสถิติการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูฯ ทั่วประเทศ จะมียอดสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น ในปี2552 มียอด 106,186 ราย 
ปี 2553 มี 119,520 ราย ปี 2554 มี 117,582 ราย และในปี 2555 มียอดถึง 176,066 ราย โดยมียอดผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2546 ที่เริ่มดำเนินการจนถึง ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 มียอดผู้เข้ารับการบำบัดมากถึง 842,754 ราย ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดยาเสพติด กรมคุมประพฤติจึงได้เตรียมเปิดศูนย์ฟื้นฟู
 สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จังหวัดปัตตานี ในปี 2556 นี้ โดยออกแบบโปรแกรมบำบัดโดยเน้นอัตลักษณ์ของพี่น้องมุสลิมอีกด้วย
         "อัญชลี พัฒนสาร" ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านลาดหลุมแก้ว) บอกว่า ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ มีการดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ตลอดจนการให้การศึกษาและการฝึกอาชีพ โดยใช้วิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพในรูปแบบชุมชนบำบัด (Therapeutic Community) หรือที่เรียกว่า T.C.

 เป็นศูนย์ฯ ฟื้นฟูแบบควบคุมตัวอย่างเข้มงวด รับผิดชอบฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทุกท้องที่ทั่วประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวสามารถรองรับผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ในแต่ละปีได้ 280 ราย ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินการศูนย์ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2546 ได้มีการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดไปแล้วถึง 2,545 ราย และปัจจุบันมีผู้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูฯ จำนวน 76 ราย
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับน้องบี (นามสมมุติ) วัย 25 ปี และน้องเอ วัย 24 ปี (นามสมมุติ) สองสาว ที่เข้ามารับการฟื้นฟูฯ ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
 (บ้านลาดหลุมแก้ว) แห่งนี้ แม้เธอทั้งสอง คนจะมาจากคนละที่ คนละจังหวัด แต่สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองคน คือเธอยอมรับว่าการได้เข้ามาอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้ เจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ให้การดูแลพวกเค้าเป็นอย่างดี จนรู้สึกอบอุ่น มีความสุข และทำให้ตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น แม้ในระยะแรกที่เข้ามาอยู่ภายในศูนย์แห่งนี้จะรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ก็ตาม
        โดย "น้องเอ" สาววัย 24 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเป็นแม่ค้าขายปลา ย่านบางเขน กทม. เนื่องจากเธอทำงานหนัก ตื่นเช้า และอยากลองจึงหันมาเสพยาบ้าเพื่อจะได้ทำงานได้มากขึ้น
 
แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่อย่างที่เธอคิด เพราะยาเสพติดไม่เคยทำให้ชีวิตใครดีขึ้น ขณะที่ "น้องบี" ชาว กทม. เหมือนกัน เพราะความเกรงใจเพื่อนๆ และความอยากลอง เธอจึงหันมาเสพยาบ้า ในที่สุดก็ติด ปัจจุบันเธอทั้งคูกำลังมีชีวิตที่สดใส หลังฉุดคิดได้ว่ายาเสพติดไม่เคยทำให้ชีวิตพวกเธอดีขึ้นที่สำคัญ ผู้ที่เข้ามารับการฟื้นฟูฯ ภายในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านลาดหลุมแก้ว) แห่งนี้ นอกจาก จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว ผู้ฟื้นฟูฯ ยังได้รับการฝึกอาชีพต่างๆ อาทิ การทำน้ำยาซักผ้า สบู่ชนิดก้อน สบู่เหลว ยาหม่อง และพิมเสนน้ำ ซึ่งจะเป็นความรู้ สามารถนำไปประกอบอาชีพที่ติดตัวพวกเธอไปตลอดชีวิตอีกด้วย...!!!                          

                                                       นวย เมืองธน