วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

DSIเกาะติดกากอุตฯแปดริ้ว ลุยเอเยนต์ยันผู้ก่อกำเนิด

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ย้อนกลับไปช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา (17 ก.ค.55)  ชาวบ้านหมู่ 7  ต.หนองแหน และหมู่ 9 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้เข้ายื่นหนังสือกับ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
            เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนที่นำน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เข้ามาทิ้งในบ่อลูกรังในพื้นที่ จนชาวบ้านได้รับผลกระทบทางมลพิษ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ก.ค.55  "อธิบดีดีเอสไอ" ได้มอบหมายให้ "พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว"  ผบ.สำนักคดีความมั่นคง (ดีเอสไอ) นำกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมตรวจสอบครั้งนั้นด้วย
           วันนั้นผมเองก็มีโอกาสติดตามคณะเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ ในการเข้าตรวจสอบการลักลอบนำกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม มาทิ้งที่บ่อลูกรังในพื้นที่ ต.หนองแหน และต.เกาะขนุน ที่ส่งกลิ่นเหม็น และส่งผลกระทบกับสุขภาพของชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านหลายคนเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ บางคนมีผื่นคันตามร่างกาย แถมสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะหมูที่เลี้ยงไว้ตามฟาร์มตายไปแล้วหลายตัว ประกอบกับแหล่งน้ำใช้อุปโภคบริโภคในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็สั่งห้ามใช้เด็ดขาด
           การลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม ในอ.พนมสารคาม ถือเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนทุกแขนง ต่างให้ความสำคัญในการนำเสนอข่าว และเกาะติดปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยเฉพาะ "รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม" ในขณะนั้นไม่สามารถเพิกเฉยได้ ประกอบกับการตื่นตัวของประชนในจ.ฉะเชิงเทราในการหวาดระแวงการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ของตนเอง จึงมีการร้องเรียนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ อีกมากมายว่ามีการลักลอบทิ้งกากของเสียจากโรงงาอุตสาหกรรม
 และการรั่วไหลของกากของเสีย จากบริษัทรับบำบัดของเสียในพื้นที่อำเภอต่างๆ ของจ.ฉะเชิงเทรา
           ร้อนถึง "เริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี" ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันตรวจสอบในพื้นที่ทุกตารางนิ้วว่ายังมีแหล่งที่นำกากสารเคมี หรือกากสารพิษอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่อีกหรือไม่ และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แถมยังคาดโทษว่า หากพบว่ายังมีการลักลอบนำมาทิ้ง นายอำเภอเจ้าของพื้นที่ต้องรับผิดชอบ
          ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.55 ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" อีกครั้งหนึ่งในการติดตามภารกิจของ  "พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว" ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ "เดชา ใจยะ" นายอำเภอพนมสารคาม "พลาย ภิรมย์"  ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมต่างๆ รวม 4 จุด ในพื้นที่อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 
          สำหรับจุดแรก คณะเจ้าหน้าที่ฯได้เข้าตรวจสอบบ่อลูกรังทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื้อที่กว่า 50 ไร่ ความลึกกว่า 30 เมตร ในพื้นที่หมู่ 1 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา  ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกรีนพีซ ทั้ง 3 กลุ่ม ได้น้ำเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพน้ำลงเรือไปวัดค่าน้ำในบ่อทั้งระดับผิวน้ำ และใต้น้ำ เพื่อตรวจสภาพน้ำ
        "พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว"  ผบ.สำนักคดีความมั่นคง บอกว่า การที่ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่
ซึ่งไม่มั่นใจการตรวจสอบคุณภาพน้ำจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ จึงลงพื้นที่เพื่อติดตามผลกระบวนการตรวจสอบ โดยในส่วนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการสอบสวนและส่งฟ้องพนักงานอัยการไปแล้ว ก็ขยายผลส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ลักลอบทิ้ง ผู้รับจ้างบำบัด เอเยนต์ในการติดต่อที่เชื่อมโยงกับผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมและวัตถุอันตราย ซึ่งทางดีเอสไอได้เข้ามาในพื้นที่สอบปากคำเจ้าของที่ดินและผู้เกี่ยวข้อง จากเหตุการณ์ต่างๆที่มีผู้ลักลอบนำกากของเสียอุตสาหกรรมมาทิ้งกว่า 10 จุด ในจ.ฉะเชิงเทรา และทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ คงต้องทำการสอบสวนในเชิงลึกต่อไปอีกเพื่อให้ถึงตัวเอเยนต์ ที่เชื่อมโยงไปยังโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจเป็นผู้ก่อกำเนิดในเรื่องนี้
         "ผบ.สำนักคดีความมั่นคง" กล่าวอีกว่า สำหรับจุดแรก ที่คณะเจ้าหน้าที่ฯได้เข้าตรวจสอบบ่อลูกรังทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม พื้นที่หมู่ 1 ต.เขาหินซ้อน จะเป็นการเก็บตัวอย่างน้ำ ของเสียต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับกากอุตสาหกรรมต่างๆจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็ได้รับแจ้งว่าจากการตรวจสภาพน้ำที่หมู่ 3

 ต.เขาหินซ้อนซ้อน พบว่าน้ำพื้นผิวดินมีสารโลหะหนัก ตะกั่วและแคดเมี่ยม เกินมาตรฐาน ซึ่งทางอำเภอพนมสารคาม ก็เตือนชาวบ้านในพื้นที่แล้วว่าไม่ให้บริโภคน้ำจากบ่อธรรมชาติ และแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่วนผลการตรวจสอบน้ำนั้น ทางหน่วยงานต่างๆรับปากว่าจะเร่งตรวจสอบให้เร็วที่สุด
         ส่วนจุดที่ 2 คณะเจ้าหน้าที่ฯ ได้เข้าตรวจสอบบริษัทรีไซเคิลเทคโนโลยี จำกัด หมู่ 9 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม  ซึ่งเป็นโรงงานรับจ้างกำจัดขยะของเหลือใช้จากโรงงานทั่วไปแบบฝังกลบโดยมี "นันทกร เสนาวงค์"
 เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ พาตรวจสอบและชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ และพบบ่อพักน้ำจากสิ่งเหลือใช้ที่ใหลลงมาในบ่อเกือบเต็ม ส่งกลิ่นเหม็น ไม่มีหลังคาปกคลุม โดยเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ อ้างว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุง ซึ่ง "พ.ต.ท.พงศ์อินทร์" บอกว่าสำหรับจุดที่ 2 นี้ทางผู้ว่าฯฉะเชิงเทราได้ประสานมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษให้มาร่วมตรวจสอบ หลังชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียงร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นของบ่อกักเก็บน้ำเสียของบริษัทฯ เบื้องต้นพบการกำจัดยังไม่ได้มาตรฐาน และยังมีกลิ่นอยู่ ก็ให้คำแนะนำไป ส่วนการสั่งปรับปรุงผู้ที่มีอำนาจคือ

 กรมโรงงานอุตสาหกรรม และจังหวัด ส่วนเรื่องการดำเนินคดีนั้น ถ้าชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย ก็สามารถแจ้งความได้  จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยสอดส่องดูแลด้วย
         ขณะที่จุดที่ 3 บ่อทิ้งกากอุตสาหกรรม ในพื้นที่หมู่ 7 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จากการตรวจสอบพบว่าได้มีการจ้างบริษัทเอกชนมาบำบัด และกำจัดของเสีย ซึ่งทำให้มีกลิ่นเหม็นน้อยลง และสำหรับจุดนี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นวงกว้าง จนกกระทั่งชาวบ้านเดือดร้อนจนทนไม่ไหวและได้เข้าร้องเรียนเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนที่นำกากของเสียอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่ 
          
       "ผบ.สำนักคดีความมั่นคง" กล่าวว่า ในจุดนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการตรวจสอบกากอุตสาหกรรมวัตถุอันตราย เข้าไปตรวจสอบกระบวนการบำบัดว่า หลังจากผ่านกระบวนการบำบัดแล้วน้ำที่ได้จากการบำบัดได้มาตรฐานพอที่จะคืนสู่ธรรมชาติได้หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านมาตรฐานก็จะต้องบำบัดจนกว่าจะคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งในจุดนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ รู้แล้วว่าเอเยนต์เป็นใคร ขบวนการลำเลียงกากของเสียฯเป็นใคร และเกี่ยวข้องกับผู้ก่อกำเนิด คือโรงงานอุตสาหกรรมใดบ้าง ซึ่งกำลังเข้าไปสู่กระบวนการตรวจสอบ





      และจุดที่ 4 คณะเจ้าหน้าที่ฯ ได้ทำการเก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรมผงสีขาว ลักษณะคล้ายสารเคมีมาตรวจสอบ หลังชาวบ้านแจ้งว่าพบกากอุตสาหกรรมดังกล่าวถูกนำทิ้ง ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
   
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับจุดแรก ที่คณะเจ้าหน้าที่ฯได้เข้าตรวจสอบบ่อลูกรังทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื้อที่กว่า 50 ไร่ ความลึกกว่า 30 เมตร ในพื้นที่หมู่ 1 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรานั้น ผมเองมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลจากชาวบ้านเกษตรที่ปลูกมันสัมปะหลังในพื้นที่ว่า ก่อนหน้านั้นมันสัมปะหลังได้ผลผลิตดีมาก พอหลังจากมีบ่อลูกรังทิ้งกากของเสียดังกล่าว ก็ทำให้ได้ผลผลิตน้อยลง มันสัมปะหลังเกิดเน่าเสีย ก็ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับสารเคมีในบ่อดินลูกรัง ซึมไปยังพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านหรือไม่ จึงได้แจ้งไปยังเกษตรอำเภอพนมสารคาม โดยทางเกษตรอำเภอฯ ได้เก็บตัวอย่างดินไปตรวจ และนานกว่า 1 เดือนแล้วก็ยังไม่ทราบผลว่าดินมีการปนเปื้อนสารเคมีหรือไม่
        "ตะลอนตามอำเภอใจ" เลยถือโอกาสสัมภาษณ์ "เดชา ใจยะ" นายอำเภอพนมสารคาม ถึงปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าจะตอบชาวบ้านอย่างไร โดย "นายเดชา" บอกว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่เพิ่งทราบเหมือนกัน ซึ่งตนเองคงต้องไปดำเนินการเร่งรัดการตรวจสอบดังกล่าว เพราะเท่าที่รู้การตรวจสอบวิเคราะห์สภาพดินน่าจะใช้เวลานานมากกว่าการตรวจสภาพน้ำ สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ "ท่านนายอำเภอเดชา" รับปากว่าจะติดตามให้ และจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ...!!!
                                                          นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น