วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โหยหาที่ดินเขาใหญ่ DSI ฉะอิทธิพล

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถือเป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศไทย ที่ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จ.สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก มีเนื้อที่ประมาณ 1.36 ล้านไร่
               แต่เดิมเป็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุกถางป่า เพื่อการเพาะปลูก ทำไร่เลื่อนลอย และเป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้ร้าย ต่อมาภาครัฐ ได้อพยพผู้คนมาอยู่ในพื้นที่ราบ และปล่อยให้พื้นที่เขารกร้างเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จนในปี พ.ศ. 2502 "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เดินทางมาตรวจพื้นที่และให้มีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เพื่อดูแลรักษาป่าไม้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 18 กันยายน 2505 ในปี พ.ศ. 2521 ได้มีการประกาศเพิกถอกพื้นที่บางส่วน เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีเรดาร์และสถานีถ่ายทอดโทรคมนาคม
             ในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการประกาศเพิกถอกพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้ในการสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน พื้นที่เป็นเทือกเขาสูงมีทุ่งสลับป่าไม้ มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เป็นแหล่งต้นน้ำสายสำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำลำตะคอง แม่น้ำพระเพลิง
           ทรัพยากรป่าไม้ มีความหลากหลายรูปแบบ มีทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า ป่ารุ่นหรือป่าเหล่า อันเกิดจากการทำไร่เลื่อนลอย ส่วนสัตว์ป่าก็สามารถพบได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น เก้ง กวาง ช้าง เสือ กระทิ่ง เลียงผา หมี ชะนี เม่น หมาใน ชะมด กระต่ายป่า นก และแมลงต่างๆ ส่วนสภาพอากาศในพื้นที่จะเย็นสบายตลอดปี ไม่ร้อนจัด หรือหนาวจัด อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 23 องศาเซลเซียส
         ที่สำคัญอุทยานแห่งชาติ
 เขาใหญ่ นับว่ามีลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย เช่น  น้ำตกตาดหินยาว น้ำตกตระคร้อ น้ำตกสลัดได ฯลฯ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจการเดินท่องป่า และพักค้างแรมแบบผจญภัย นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อเดินป่าได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติหรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
          ผมหยิบยกเรื่อง "อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" มาเขียน หลายคนคงคิดไปไกลขนาดที่ว่า ผมมีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวเขาใหญ่ อีกแล้ว เพราะขนาดน้องๆทีมงานผม ยังไม่วายที่จะบอกว่า "อิจฉา"
 พี่ตะลอนฯ จริงๆเชียว 55 แต่ตรงกันข้ามหมดครับ เพราะการเดินทางมาเขาใหญ่ ครั้งนี้ไม่ได้มาท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจอย่างที่หลายคนคิด เพราะการเดินทางมาครั้งนี้ คือ การเกาะติดภารกิจของสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการลงพื้นที่ ตรวจสอบการบุกรุกที่ดิของรัฐ ด้วยการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบทับซ้อนลงในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จำนวน 22 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณกว่า 251 ไร่
 บริเวณบ้านคลองแก้มช้ำ หมู่ที่ 13 ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เมื่อเร็วๆนี้ ภายหลังจากมีผู้ร้องขอให้ดีเอสไอ ดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพลในจ.ปราจีนบุรี ที่บุกรุกที่ดินดังกล่าว หลายคน...บอกอ้อ...อ้อ...อ้อ 55
         "พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน" รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย "พ.ต.ท.ประวุธ  วงศ์สีนิล" ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม นำกำลังคณะทำงานสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสนธิกำลัง อัยการ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรภาพถ่ายทางอากาศ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กว่า 50 นายเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งนำเครื่องบินบังคับติดกล้องบันทึกภาพมุมสูงเพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และพิกัด เพื่อส่งหลักฐานให้ผู้เชี่ยวชาญการอ่านภาพถ่ายทางอากาศวิเคราะห์ ของทีมงานจากคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมทำคดีตรวจการรุกป่าเป็นคดีแรกของดีเอสไอ อีกด้วย
 "พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล"  ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ทางดีเอสไอได้ประสานนักวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้นำเครื่องบินบังคับที่ติดตั้งกล้องมาบินสำรวจเพื่อบันทึกภาพมุมสูงจะได้เห็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุกอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ได้ทยอยสอบปากคำพยานชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หลายปาก โดยมีพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์โดยตรงด้วย  คาดว่าใช้เวลาไม่นานในการรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง
  
            "พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน" รองอธิบดีดีเอสไอ บอกว่า จากข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่ามีการออกโฉนดที่ดินในช่วงนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล ระหว่างเดือน ต.ค. 2548 – ต.ค. 2550 โดยมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 10 ราย
       ทั้งผู้รับมอบอำนาจและผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์อ้างว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเสมอมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ อาทิ ที่สวนปลูกต้นมะม่วง ปลูกไผ่ตงและปลูกไม้ยูคาลิปตัสเต็มทั้งแปลง ที่สำคัญจากการเดินเท้าลงพื้นที่ตรวจสอบ ยังพบว่ามีการปักเสาปูนและหลักเขตที่ดิน
 ลงในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งที่มีหลักเขตและป้ายของอุทยานฯปักและเขียนข้อความโดยชัดเจนว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าโฉนดที่ดินทั้ง 22 แปลง ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 251 – 3 – 53 ไร่ มีชื่อเจ้าของโฉนดที่ดิน จำนวน 10 ราย
        โดยไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์มาก่อน และได้ออกโฉนดที่ดินทับซ้อนลงในที่ดินของรัฐ  ซึ่งเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาใหญ่ ในท้องที่ต.ป่าชะ บ้านพร้าว และประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี
 ปี 2505 , พระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าเขาใหญ่บางส่วน ในท้องที่ต.นาหินลาด อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ปี 2542 และอยู่ในพื้นที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินของรัฐฯ ลงวันที่ 6 พ.ย. 2502 ซึ่งไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
          "รองอธิบดีดีเอสไอ" บอกอีกว่า มีมูลเชื่อได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ออกโฉนดโดยฝ่าฝืนมาตรา 58 และ 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการกระทำของบุคคลที่ได้รับประโยชน์

ยังมีเจตนาบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐและป่าในเขตอุทยานแห่งชาติอีกด้วย การกระทำดังกล่าวอยู่ในข่ายความผิดฐานยึดถือหรือครอบครองที่ดินของรัฐ รวมถึงก่นสร้าง แผ้วถางป่า ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 , พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 , ประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และเป็นที่น่าสังเกตุว่า ที่ดินจำนวน 22 แปลง ดังกล่าวทำไมถึงมีการออกโฉนดที่ดินติดกัน ซึ่งทางดีเอสไอจะต้องทำการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง
 
  เบื้องต้นพบว่ามีการบุกรุกที่ดินตามที่การร้องเรียนจริง โดยพบว่าโฉนดที่ดินทั้ง 22 แปลง มีชื่อเจ้าของที่ดิน 10 ราย ซึ่งเป็นทั้งคนในพื้นที่ และนอกพื้นที่ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินโดยอ้างว่าได้ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินเสมอมา หลังประมวณกฎหมายที่ดินบังคับใช้ โดยเมื่อปี 2551 ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
 ได้แจ้งความไว้ที่ สภ.ประจันตคราม จ.ปราจีนบุรี ว่ามีการเข้าไปบุกรุกที่ดินดังกล่าว
                 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่าผู้ครอบครองที่ดิน 10 ราย มีทั้งบุคคลในพื้นที่อ.ประจันตคาม และจากจ.อ่างทอง สิงห์บุรี และชลบุรี ที่สำคัญการตีความภาพถ่ายทางอากาศของผู้เชี่ยวชาญ ยืนยันพื้นที่เหล่านี้ ยังเป็นป่าสมบูรณ์ และอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานฯ จริง แถมที่ดินดังกล่าวหากถูกนำไปซื้อขาย ตกราคาถึงไร่ละ 1 ล้านบาท มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และจากข้อมูลเชิงลึกผู้ที่ครอบครองที่ดินทั้ง 10 ราย
             คาดว่าน่าจะเป็น "นอมินี" ของกลุ่มนายทุน นักการเมือง และผู้มีอิทธิพล ส่วนในอนาคตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะสามารถหยุดยั้ง การเข้ายึดครองพื้นที่ป่าเขาใหญ่ได้มากน้อยแค่ไหน ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ไม่ควรมองข้าม...!!!
                                                           นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น