วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เที่ยววัดพระธาตุฯอิ่มบุญมีตำนาน

         "ะลอนตามอำเภอใจ"-การเข้าวัดทำบุญ และการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ จะเป็นสิ่งคู่กัน สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ที่เดินทางมาประเทศไทย และก็ดูเหมือนจะชื่นชอบด้วยซ้ำไป เพราะนอกจากได้ทำบุญแล้ว ยังได้ชมสถาปัตยกรรมต่างๆตามวัดอีกด้วย
         ซึ่งสถาปัตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการก่อสร้างของไทย อันได้แก่ อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถูป และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ มีลักษณะแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ และคตินิยม สถาปัตยกรรมไทย มีมานาน ตั้งแต่ที่คนไทยเริ่มตั้งถิ่นฐาน เป็นเวลาร่วม 4 พันปี บรรพบุรุษไทยได้พัฒนาและปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศ โดยเพิ่มเติมใส่เอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้าไป
         ซึ่งนับเป็นการแสดงออกความสามารถของบรรพบุรุษไทย สามารถแบ่งยุคได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ และ สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์
          "ประเทศไทย" ถือเป็นพุทธศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเดินทางไปจังหวัดไหน ก็จะเห็นวัด อยู่เต็มไปหมด จนเป็นที่กล่าวขานของคนทั่วโลกที่มามาเยือน "เมืองไทย" และอาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบ้านเราก็ว่าได้  แทบทุกครั้งเวลาผมเดินทางไปทำภารกิจ
 หรือทำข่าว ไม่ว่าที่ต่างจังหวัด หรือในกรุงเทพฯ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมชอบ คือ การเข้าวัด ได้ไหว้พระ หรือทำบุญเล็กๆน้อยๆ แล้วแต่โอกาส รู้สึกเป็นมงคลต่อชีวิตดี ยิ่งถ้าวัดไหนมีสถาปัตยกรรม ที่สวยงาม ผมเดินดูสิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างมีความสุขเสียด้วยซ้ำไป
         ครั้งหนึ่งที่ผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในพื้นที่ภาคเหนือ ก็มีโอกาสได้แวะเวียนมาที่ "วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร" เดิมชื่อ "วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง"
 ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่-ฮอด หมู่ 2 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร  "วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร"  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 บริเวณที่ตั้ง เป็นเนินดินสูง ประมาณ 10 เมตร เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง ตามประวัติสันนิษฐานว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด ปรากฏเป็นลักษณะของสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม ในสมัยหลังพุทธศตวรรษที่ 24
        ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาของยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่เนื้อหา
         นอกจากนี้ ยังมีตามตำนานที่กล่าวถึงความเป็นมาของ "พระบรมธาตุศรีจอมทอง" ดอยศรีจอมทองนั้น ได้แก่ที่ตั้งของ "วัดพระธาตุศรีจอมทอง" ในปัจจุบันนี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาดินสูงจากระดับที่พื้นราบอื่นๆ ในบริเวณนั้น ที่ตั้งพระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง จะเป็นยอดของดอยลูกนี้ในสมัยพุทธกาล และมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า "เมืองอังครัฏฐะ" มีเจ้าผู้ครองเมืองนั้นนามว่า "พระยาอังครัฎฐะ" ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับดอยจอมทองลูกนี้
 ซึ่งพระยาอังครัฎฐะนั้นได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า "บัดนี้พระพุทธเจ้าได้บังเกิดในโลกแล้ว เวลานี้ประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ในประเทศอินเดีย"
           จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ "พระพุทธเจ้า" เสด็จมาโปรด เมื่อ"พระพุทธองค์" ทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว จึงเสด็จสู่เมืองอังครัฏฐะ พร้อมด้วยภิกษุสาวกทางอากาศ ได้มารับอาหารบิณฑบาตจาก "พระยาอังครัฏฐะ" และทรงแสดงธรรมโปรดพร้อมทั้งได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า "เมื่อเรานิพพาน แล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวา (พระทักษิณโมลี) ของเราจักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่ดอยจอมทองแห่งนี้" แล้วเสด็จกลับ
          ส่วน "พระยาอังครัฏฐะ" เมื่อได้ทราบจากคำพยากรณ์นั้นแล้ว จึงได้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้นั้น "พระยาอังครัฎฐะ" อยู่ครองราชย์จนสิ้นพระชนมายุของพระองค์
          ต่อมาภายหลังเมื่อ "พระพุทธเจ้า" เสด็จปรินิพพานแล้ว "โทณพราหมณ์" ได้จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้งแปดนคร ซึ่งในครั้งนั้น "มัลลกษัตริย์" แห่งเมืองกุสินารา ทรงได้พระทักษิณโมลีธาตุไว้ "พระมหากัสสปะเถระ" เจ้าประธานฝ่ายสงฆ์
         จึงได้กราบทูล "มัลลกษัตริย์" ถึงพยากรณ์ที่พุทธองค์เคยตรัสไว้" มัลลกษัตริย์" ทราบ ดังนั้นจึงถวายพระบรมธาตุแด่ "พระมหากัสสปะเถระ" ซึ่งท่านก็ได้อัญเชิญพระบรมธาตุวางไว้บนฝ่ามือ แล้วอธิษฐานอาราธนาพระบรมธาตุให้เสด็จไปยังดอยจอมทอง เพื่อประทับอยู่ในโกศแก้วอินทนิลภายในเจดีย์ทองคำ ที่ "พระยาอังครัฎฐะ"ได้สร้างถวายไว้ อยู่ที่ยอดดอยจอมทอง ตามที่พระพุทธองค์ได้พยากรณ์ไว้
             หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วได้ 218 ปี "พระเจ้าอโศกมหาราช" ได้เสด็จไปสู่ดอยจอมทอง และทรงได้สั่งขุดคูหาให้เป็นอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทอง แล้วให้สร้างสถูปทองคำไว้ภายในคูหาและยังหล่อพระพุทธรูปทั้งเงินและทอง ตั้งไว้รอบสถูปนั้นแล้ว เอาพระบรมธาตุเจ้าที่อยู่ในสถูป ที่"พระยาอังครัฏฐะ"ให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปไว้ในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาเอาไว้ แล้วทรงอธิษฐานว่า "ต่อไปข้างหน้า ถ้ามีพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ผู้ชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา" แล้วพระองค์จึงเสด็จกลับเมืองปาตลีบุตร ประเทศอินเดียสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัด
     มีเรื่องเล่าอีกว่า ช่วงพ.ศ. 1994 สามีภรรยาคู่หนึ่งชื่อ "นายสร้อย" และ"นางเม็ง" ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ดอยจอมทองและเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง สามีภรรยาทั้งคู่ได้แผ้วถางบริเวณยอดดอย พร้อมทั้งสร้างเจดีย์และพระพุทธรูป 2 องค์ ไว้บนดอยจอมทองซึ่งผู้คนได้พบเห็นจึงเรียกว่า "วัดศรีจอมทอง" การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี นายสร้อยและนางเม็งก็ได้ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน
          ต่อมาถึง พ.ศ. 2009 มีชายสองคนชื่อ "สิบเงิน" และ "สิบถัว" ได้ช่วยกันบูรณะก่อสร้างวัดศรีจอมทอง ให้เป็นรูปเป็นร่าง มีพระวิหารมุงด้วยคาหลังหนึ่ง และได้นิมนต์พระภิกษุชื่อ "สริปุตต์เถระ" มาเป็นเจ้าอาวาส และท่านเจ้าอาวาสก็ได้ปฏิสังขรณ์วิหารให้มั่นคงแข็งแรงใช้ไม้ระแนงและกระเบื้องมุงหลังคา จากนั้นหลังจากที่เจ้าอาวาสได้มรณภาพไป ต่อจากนั้นก็มีเจ้าอาวาสรูปต่อๆ มาได้สร้าง ปราสาทเฟื่อง และระเบียงหน้ามุขหลังวิหาร เพื่อเป็นที่ไว้พระพุทธรูป และยังก่อกำแพงรอบพระวิหารทั้ง 4 ด้าน พร้อมทั้งสร้างกุฏิเป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุ และช่วยบูรณปฏิสังขรณ์วัดอยู่เสมอ
 
            ส่วนการค้นพบพระบรมธาตุ ก็มีเรื่องเล่าน่าสนใจว่า กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2042 สมัยนั้น "พระธัมมปัญโญเถระ" เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ได้มี "ตาปะขาว" คนหนึ่งอาศัยอยู่ที่วัดนั้นเกิดนิมิตฝันว่า เทวดาได้มาบอกว่าใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า และพระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้กราบไหว้สักการบูชาต่อไป "ตาปะขาว" จึงได้ไปเล่าความฝันนั้นให้แก่เจ้าอาวาสฟัง "เจ้าอาวาส" จึงได้ทำการอธิษฐานจิตว่า "ถ้ามีจริงดังความฝันนั้น ขอให้พระบรมธาตุจงได้เสด็จออกมาในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด ขอข้าพเจ้าจงได้ไหว้สักการบูชาพระบรมธาตุนั้น เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ได้เห็นและได้สักการบูชาแล้ว ขออย่าให้ข้าพเจ้าสิ้นชีวิตไปเสียก่อนเลย"
           ครั้นอธิษฐานแล้ว จนล่วงมาถึงปีจุลศักราช 861 ปี พ.ศ. 2042 เดือน 4 ขึ้น 14 ค่ำ พระบรมธาตุเจ้าก็เสด็จออกจากพระสถูปทองคำ ซึ่งก็แสดงปฏิหาริย์เป็นมหัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย แล้วในวันรุ่งขึ้น "พระธมมปัญโญเถระ" กับ"ตาปะขาว" ก็ได้พบพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในรูพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้โดยเงียบๆ และรู้กันเพียงแค่ "ตาปะขาว" และ"เจ้าอาวาส"เท่านั้น
            หลังจากนั้นก็มี "พระอานันโท" เป็นเจ้าอาวาสองค์ถัดมา
 แล้วก็มี "พระเหมปัญโญ" ,"พระญาณมงคล" ,"พระพุทะเตชะ", "พระอรัญวาสี" ,"พระธัมมรักขิต" และ "พระไอยกัปปกะ" พอมาถึง พ.ศ. 2057 สมัยของ "พระมหาสีลปัญโญ" เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจอมทอง มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาพุทธญาโณ ท่านไปยังเมืองพุกามและได้ตำนานพระบรมธาตุมาจากเมืองพุกาม และได้พิจารณาจากตำนานจึงคาดคะเนว่าพระบรมธาตุน่าจะตั้งอยู่ที่วัดศรีจอมทองแน่ จึงได้สั่งให้ "พระอานันทะ" และ"ปะขาวนักบุญ" ทั้งหลาย ให้ไปที่วัดศรีจอมทอง เมื่อไปถึงวัดให้ทุกคนทำการสักการบูชาดอกไม้ธูปเทียนและให้ตั้งสัตยาธิษฐาน หากว่าพระบรมธาตุตั้งอยู่ในที่นั้นจริงดังตำนานกล่าว ขอพระบรมธาตุจงแสดงปฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ต่างๆให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยเทอญ
           เมื่อ "พระอานันทะ"ได้ไปถึงวัดศรีจอมทองแล้วก็ได้ทำการเคารพสักการบูชา และตั้งสัตยาธิษฐานตามที่ "พระพุทธญาโณ" สั่งทุกประการ ฝ่าย"พระมหาสีลปัญโญ" เจ้าอาวาสเมื่อได้เห็นอาการของคนเหล่านั้นเช่นนั้นจึงได้นำเอาพระบรมธาตุ ซึ่งเก็บรักษากันต่อมานั้นออกมาแสดง ให้"พระอานันทะ"และ"ปะขาวนักบุญ"ทั้งหลายเหล่านั้นได้เคารพสักการบูชา นี่คือตำนานที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาของ "วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง" หรือปัจจุบันก็คือ  "วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร"
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เข้าวัดทำบุญ..."อิ่มบุญ" เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลา "อิ่มท้อง" หาของอร่อยๆใส่กระเพาะกัน ทริปนี้ขอแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ "เจ๊ดา ลูกชิ้นปลาไร้สาร" ร้านนี้ตั้งอยู่กับใกล้ๆ สี่แยก อบต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตรงคันคลองชลประทานเชียงใหม่ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ "ตลาดสดวิบูลย์ทอง"  ลักษณะร้านเป็นห้องแถว 2 ห้องติดกัน
             หน้าร้านจุดเด่นมาก จะเห็นลูกชิ้นปลา อัดแน่น เต็มตู้อยู่หน้าร้าน เมื่อถึงร้านก็แล้วแต่จะสั่ง ทั้งก๊วยเตี๋ยวต้มยำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เส้นเล็กต้มยำ หรือบะหมี่ต้มยำ มีให้เลือกทั้ง แบบแห้งต้มยำ และ น้ำต้มยำ ระหว่างรอก็อาจเรียกน้ำย่อยด้วยการสั่งลูกชิ้นปลารวกต่างๆมาจิ้มน้ำซีฟู้ดก็ได้...วันนี้โบกมือลากันก่อนครับ...???
                                                           นวย  เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น