วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อุตฯยักษ์อิตาลี เชื่อมั่นแรงงานไทย

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ประเทศไทยขณะนี้ อุตสาหกรรมเหล็กถือได้ว่า มีการตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ผลิตเหล็กในไทย ต่างเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องจักรกล
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มกำลังผลิตเพื่อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วมช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา โดยในปี 2555 พบว่าการบริโภคเหล็กในประเทศช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) มีจำนวน 5.3 ล้านเมตริกตัน ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.6 และสำหรับราคาเหล็กในประเทศไทยพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สวนทางกับราคาเหล็กโลกที่ทะยอยปรับตัวลดลง อาจเนื่องจากยังคงมีความต้องการใช้เหล็กในไทย และยังเริ่มเจาะตลาดส่งออกในกลุ่มอาเซียนเพิ่มขึ้นอีก โดยที่ ม.ค-พ.ค. 2555


 มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 37 ของมูลค่าส่งออกเหล็กรวม ซึ่งขยายตัวมากที่ลาวและมาเลเซียถึงร้อยละ 49.9 และ 24 จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน
            ผมหยิบยกเรื่องราวความเคลื่อนไหวของแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กในบ้านเรามาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนำโดย "ดร.ปรีดา อัตวินิจตระการ"  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายอุตสาหกรรมมหา
ภาพ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
         เพื่อมาศึกษาดูงานที่บริษัท ดานิลี่ จำกัด อ.ปลวกแดง จ.ระยอง และถือเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก รายใหญ่ของโลกจากประเทศอิตาลี ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อเร็วๆนี้
 โดยมี "บุญนาค โมกข์มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดานิลี่ จำกัด และ "จาโคโม มาเรสคิ ดานิลี่" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดานิลี่ จำกัด ให้การต้อนรับคณะที่มาเยือนในครั้งนี้
         "บุญนาค โมกข์มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดานิลี่ จำกัด เล่าว่า
จากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป ชะลอตัวอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบไปถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล แต่อุตสาหกรรมเหล็กเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน และมีความจำเป็นสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชีย และแอฟริกา จึงยังมีการลงทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์เทคโนโลยี สำหรับโรงงานเหล็กยังขยายตัวต่อไปได้ ซึ่งดานิลี่ ประเทศไทย ใช้เงินลงทุนกว่า 6 พันล้านบาท เพื่อตั้งศูนย์กลางในด้านวิศวกรรมการออกแบบ
 และเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีและนวกรรมชั้นสูงจึงทำให้เราเป็นผู้ครองตลาดส่วนใหญ่ของอุสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ ซึ่งลูกค้าได้มองเห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ตลอดจนการบริหารหลังการขายที่รวดเร็ว และเป็นข้อได้เปรียบของบริษัทฯ และทำให้ลูกค้าพึงพอใจตลอดมา
         "นายบุญนาค" บอกอีกว่า บริษัท ดานิลี่ฯ ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ส่วนที่เลือกลงทุนในไทย เพราะว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเหมาะแก่การลงทุน และเป็นจุดศูนย์กลางในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศในแถบนี้ ประกอบกับแรงงานมีทักษะ ขยัน ซื่อสัตว์ อดทน
         โดยในปี 2556 นี้ เพื่อเป็นการชดเชยรายได้และผลกำไรที่ลดลงจากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก บริษัท ดานิลี่ฯ มีแผนเพิ่มสายการผลิตในด้านการผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรที่ทนอุณหภูมิและแรงดันสูง สำหรับงานอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน เครนที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง รวมถึงเครนสำหรับท่าเรืออีกด้วย 
         "บริษัทฯยังคงยึดไทยเป็นฐานการผลิตต่อไป ซึ่งต้องขอปฎิเสธข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า บริษัทฯ จะถอนการลงทุนจากไทยและย้ายไปที่อื่น ซึ่งไม่เป็นความจริง
        โดยนโยบายของบริษัทฯแม่มีความชัดเจน ในการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการซัพพลายระบบและเทคโนโลยี ให้โรงงานผลิตเหล็กในเอเชียและทั่วโลก ทั้งอุปกรณ์โรงงานและระบบซอฟต์แวร์ ออโตเมชั่นสำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เช่นเดยวกัน" "นายบุญนาค" กล่าว
         "ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดานิลี่ฯ" กล่าวถึงการเปิดตลาดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ว่าตลาดในอาเซียนจะขยายตัวมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ มองเป็นโอกาสที่จะขยายตลาดได้มากขึ้น เพราะมีแต่คนอยากผลิตเหล็กขึ้นเองในประเทศ
 อยากตั้งโรงงานเหล็กเพื่อทดแทนการนำเข้า และการเปิดเออีซี จะทำให้ตลาดกว้างขวางขึ้น ส่วนอาเซียนเองต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความต้องการใช้เหล็กมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทฯ มองโอกาสในพม่าที่มีการเปิดประเทศ และมีการต้อนรับนักลงทุนมากขึ้น เป็นตลาดเปิดใหม่ที่กำลังเจริญเติบโต ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ระบบขนส่ง ถนน สะพาน โดยลูกค้าของบริษัทหลายรายต่างเร่งเข้าศึกษาโอกาสการลงทุนในพม่า และก่อนหน้านี้บริษัทฯก็ได้เข้าไปดำเนินการวางระบบและเทคโนโลยีโรงงานเหล็กให้กับลูกค้าในพม่าบ้างแล้ว
        ซึ่งนอกจากในพม่าแล้ว เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย แม้กระทั่งอินเดีย และแอฟริกา ต่างมีโอกาสมาก และในการเข้าดำเนินการในตลาดเหล่านี้ต้องใช้ไทยเป็นฐานทั้งสิ้น ยกเว้นเพียงประเทศจีน ที่บริษัทมีสาขาอยู่แล้ว จึงใช้สาที่จีนในการดำเนินการคลอบึคลุมตลาดจีนทั้งหมด
         "นายบุญนาค" กล่าวด้วยว่า นอกจากการออกแบบและสร้างโรงงานผลิตเหล็กครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งเหล็กแผ่น และเหล็กทรงยาวให้กับลูกค้าแล้ว เรายังปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตของโรงงานเก่า
        เพื่อเพิ่มประสืทธิภาพการผลิต ปรับปรุงคุณภาพสินค้า ลดต้นทุนพลังงาน และลดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม บางรายก็อาจต้องทำการอัพเกรดเทคโนโลยีซึ่งเราก็สามารถทำได้ ธุรกิจเหล็กแม้จะเป็นกิจการขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเร็วและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  "ดร.ปรีดา อัตวินิจตระการ"  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายอุตสาหกรรมมหาภาพฯ
 กล่าวถึงการพาสื่อมวลชน มาดูงานที่บริษัท ดานิลี่ฯ ว่าวันนี้เป็นสิ่งที่น่าดีใจสำหรับประเทศไทย ที่มีบริษัทฯขนาดใหญ่ระดับโลกจากต่างประเทศ มาผลิตสินค้าในไทย เพราะมีความเชื่อมั่นในแรงงานไทย เชื่อมั่นในนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐบาล และมาทุน ซึ่งสามารถทำได้ดีในระยะเวลาที่ผ่านมา และบริษัท ดานิลี่ฯ ถือเป็นแหล่งการผลิตเครื่องจักร ที่มีเทคโนโลยีสูง และมีคุณภาพ และมีการส่งออกเป็นหลัก สิ่งต่างๆเหล่านี้ เพราะบริษัท ดานิลี่ฯ เล็งเห็นว่าแรงงานระดับฝีมือของบ้านเรามีคุณภาพ ยิ่งทางบริษัท ดานิลี่ฯ จะขยายฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการลงทุนด้านอุตสาหกรรม...!!!
                                                      นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น