วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"ยุติธรรมทางเลือก" เข้าถึงง่าย..เป็นธรรม..พอใจ

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-โครงการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยในกระบวนการยุติธรรม หัวข้อ "จุดประกายความคิด ร่วมสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรม" ที่มี "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหารความยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี "นายวิทยา สุริยะวงค์" ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรมและข้าราชการผู้ปฏิบัติงานด้านวิจัยร่วมในพิธีเปิด  ณ โรงแรมทีเค พาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้ (19 พ.ย.)                                
             จากผลสำเร็จของผลงานวิจัยที่ได้สร้างองค์ความรู้ให้แก่วงการวิชาการและผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐได้นำความรู้มาใช้ในการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติงานเพื่อให้กระบวนการคุ้มครองปกป้องดูแลประชาชนในสังคม เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข อีกทั้ง งานวิจัยยังถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และเป็นการอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ กระทรวงยุติธรรม จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยขึ้น
             ภายใต้หัวข้อ "จุดประกายความคิด ร่วมสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมการพัฒนากระบวนการยุติธรรม" ระหว่างวันที่ 19 พ.ย. -7 ธ.ค. 2555โดยมีผู้เข้ารับการอบรมที่เป็นบุคลากรปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการวิจัยในหน่วยงานต่างๆ สังกัดกระทรวงยุติธรรม และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับการอบรมเกิดทักษะด้านการคิด วิเคราะห์และพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ มีความรู้ความเข้าใจในหลักการวิจัย ในสาขากฎหมายและระบบงานยุติธรรมที่ถูกต้อง สามารถนำทักษะและเทคนิคการวิจัยที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาการวิจัย และเกิดเครือข่ายการวิจัยในกระบวนการยุติธรรมร่วมกัน
            ปัจจุบันการนำเสนอผลงานหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม บอกว่า ล้วนต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการวิจัยเป็นหลักและต้องมีงานวิจัยรองรับทั้งสิ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบและมีกระบวนการที่ถูกต้อง อีกทั้ง จะช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม (สวพ.) สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จึงเห็นความสำคัญในการพัฒนากระบวนการวิจัยในการอำนวยความยุติธรรม รวมถึงเป็นการสร้างและพัฒนานักวิจัยในสาขากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาการอำนวยความยุติธรรมของประเทศต่อไป
           ผมหยิยยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่กระทรวงยุติธรรม ร่วมงานแถลงข่าว เรื่อง "การเสริมสร้างประสิทธิภาพการคุ้มครองพยานในคดีอาญา" มี "สุชน ชาลีเครือ" ที่ปรึกษา "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม "รื่นวฤดี สุวรรณมงคล" อธิบดีกรมคุมประพฤติ ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย "พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์" อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมแถลงและมีประเด็นการรวมสำนักบังคับคดีอาญาและบังคับใช้กฎหมาย หรือไทยมาแชล ของสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และสำนักคุ้มครองพยาน ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเข้ามาเป็นสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันพุธ ที่ผ่านมา (21 พ.ย.) ซึ่งเสนอข่าวตีพิมพ์ใน "พิมพ์ไทย รายวัน" ไปก่อนหน้านี้แล้ว
             หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว มีโอกาสได้พูดคุยกับ "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็เลยถือโอกาส "สัมภาษณ์พิเศษ" ซักถามประเด็นข่าวต่างๆ แบบกระชั้นชิดเสียเลย โดยเฉพาะ "โครงการยุติธรรมชุมชน กับการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ" นั้น "นายธวัชชัย" บอกว่า คดีเล็กๆน้อยๆ ที่ผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นอาชญากรมาโดยสันดาน การกระทำความผิดด้วยความประมาท หรือพลั้งเผลอ คนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เพราะการเข้าไปอยู่ในเรือนจำจะมีผลตามมามากมาย นอกจากมีประวัติติดตัวไปชั่วชีวิตแล้ว รัฐบาลยังดูแลอีก ด้วยเหตุนี้ "ยุติธรรมทางเลือก" โดยใช้เครือข่ายยุติธรรมชุมชน หากยังไม่เป็นคดีความ มีการตกลงยอมความไกล่เกลี่ยกันตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งเราจะไปดูกฎมายอาญาบางตัว เมื่อคดียอมความไม่ได้ ถ้าสามารถป้องกันสังคงและไม่กระทบกับความสงบสุขของสังคม ก็สามารถมาใช้แก้ยอมความได้มั้ย หรือว่าคดีอาญาที่มีโทษปรับ ใช้โทษปรับเพิ่มและทำงานบริการสังคมเพิ่มได้มั้ย ก็จะเป็นการลดผู้ต้องขังในเรือนจำ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเข้าสู่ราชทัณฑ์ ตั้งแต่ต้นทาง
            "รองปลัดกระทรวงยุติธรรม" กล่าวว่า เมื่อผู้ต้องขังเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ถ้าผู้ต้องขังผ่านการบำบัด แก้ไขฟื้นฟูได้ระดับหนึ่งแล้ว และได้เลื่อนชั้นเป็น "นักโทษชั้นดี" ก็สามารถได้รับการลดวัน และสามารถพักการลงโทษได้ ซึ่งการพักการลงโทษ สมัยก่อนอาจจะกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวธรรมดา แต่ปัจจุบันเราอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น นำ "อิเลคโทรนิค" เข้ามาใช้ เพราะการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข แล้วมารายงานตัวบางครั้งก็ดี แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่บ้าง เช่น การออกนอกสถานที่ในยามวิกาล ก็สามารถใช้ "อิเลคโทรนิค" ควบคุมได้  เป็นการลดผู้ต้องขังในเรือนจำ ลดค่าอาหาร ฯลฯ คิดว่าการใช้ "อิเลคโทรนิค" ควบคุมตัวจะคุ้มกว่า ซึ่งกระบวนการปล่อยตัวชั่วคราวสามารถใช้ได้ ส่วนกรณีที่ศาลไม่อนุญาติปล่อยตัวชั่วคราว มีความเสี่ยงบางเรื่องก็สามารถใช้ "อิเลคโทรนิค" ควบคุมได้ แต่เรื่องนี้เป็นอำนาจศาล หากศาลสั่งก็สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ อาทิ ห้ามออกเวลาเท่านี้ ต้องอยู่ในเส้นทางนี้ สามารถกำหนดได้เลย ซึ่งจะทำให้ศาลเกิดความมั่นใจมากขึ้น
             "นายธวัชชัย"  กล่าวอีกว่า ปัญหาวันนี้ คือเราต้องพิสูจน์ว่าเครื่องมือเสถียร สามารถควบคุมได้จริงมั้ย สามารถปลดล็อกได้มั้ย ซึ่งต้องสร้างกระบวนการให้ชัดเจนว่าถ้าผิดต่อเงื่อนไข ใครจะเป็นคนควบคุมเค้าและนำมาตรการเข้าสู่ในเรือนจำ จริงๆแล้วระบบนี้ก็มีนายประกันอยู่แล้ว ถ้ามีเครื่องมือก็จะช่วยได้มาก ซึ่งจะทำเป็นภาพรวม และภาพใหญ่ เนื่องจากมีสำนักงานสมานฉันท์แห่งชาติ ภายใต้ระเบียบคณะรัฐมนตรี ซึ่งระเบียบนี้อยู่ที่กระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว นอกจากนี้สำนักงานกิจการยุติธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายเลขาของคณะกรรมการยุติธรรมแห่งชาติ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ เป็นหน้าที่ที่จะกำหนด ชี้เป้า ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยควรจะไปทางไหน เราก็จะผ่านช่องทางนี้ไป เพื่อให้การดำเนินการเกิดผลในเชิงนโยบายซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้อยู่แล้ว
             "นายธวัชชัย"  กล่าวต่อว่า พอขับเคลื่อนไปสู่ระดับปฎิบัติ เราก็จะไปพัฒนาเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ซึ่งประชาชน ชาวบ้าน ที่อยู่ในชุมชนอยู่แล้ว มีองค์กรประชาชน กองทุนออมทรัพย์ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มสตรี ฯลฯ คนเหล่านี้มีจิตอาสาอยู่แล้ว ก็ไปพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิด และเข้าเป็นเครือข่ายยุติธรรมชุมชน มีการรับเรื่องราวร้องทุกข์ บางเรื่องหากสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ในระดับศูนย์ยุติธรรมชุมชน ก็สามารถจัดการได้เลย เพราะศูนย์ยุติธรรมชุมชน จะมีผู้ที่ผ่านการอบรมเทคนิคการไกล่เกลี่ย การสมานฉันท์ และมีกระบวนการเมื่อตกลงยินยอมกันแล้ว ก็จะมีการลงชื่อว่าจะไม่มีการไปฟ้องร้องกันต่อ ซึ่งหมายถึงเป็นคดีที่ยังไม่ถูกแจ้งความ   
            ส่วนคดีไหนเป็นเรื่องที่ใหญ่โต หรือว่าเกินกว่าศูนย์ยุติธรรมจะดำเนินการได้ ก็นำเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมจังหวัด ในระหว่างการดำเนินงานส่วนไหนหากเกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางกฎหมาย ก็อาจประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ)  สำนักงานป.ป.ท. สำนักงานป.ป.ส. หรือสำนักงานปปง. ให้เข้าไปช่วยเหลือทำให้กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นนโยบายของรมว.ยุติธรรม ที่สั่งการอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจะทำแผนเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เชื่อว่าภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ จะสามารถสรุปได้ว่าผลการดำเนินงานความคืบหน้าคดีไปสู่ศาล ที่ทำให้ผู้ต้องขังล้นคุกนั้น จะสามารถประหยัดเงินงบประมาณในการสู่กระบวนยุติธรรมเท่าไหร่ และเกิดผลดีผลเสียอย่างไรด้วย
           "รองปลัดกระทรวงยุติธรรม " กล่าวถึงหน้างานของตัวเองว่า ได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานกิจการยุติธรรม คือ ดูภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมไทย และดูแลกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  และกรมบังคับคดี ส่วนภายในกระทรวงยุติธรรม ก็ดูแลเรื่องที่เกี่ยวของกับสำนักนโยบายและแผน ภาพรวมของกระทรวงยุติธรรม การกำหนดตัวชี้วัดซึ่งจะเป็นคานงัดสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงฯว่าจะไปทางไหน ดูอัตรากำลังทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิดทรงพลังมากที่สุดจะดำเนินการอย่างไรให้สามารถทำได้ และดูไอทีทั้งหมดของกระทรวงฯ เวลาทำงานตนต้องทำในงานภาพรวม เพราะขณะนี้เกิดปัญหาขึ้นมา 2-3 เรื่อง เช่น ผ่านช่องทางของคณะกรรมการยุติธรรมแห่งชาติ ยังไม่สามารถเป็นคนชี้เป้าและสามารถกำกับทิศทางกระบวนการยุติธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้เราพบปัญหาแล้ว
            ส่วนอีกเรื่องพบว่าผู้บริหารกระทรวงฯ ในรุ่นหลังๆที่มีการโอนย้ายกันขึ้นมา ก็เป็นคนที่เก่ง มีศักยภาพและความสามารถมาก สามารถบริหารกิจการในกรมของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ขาดการสร้างค่านิยมร่วม หรือวัฒนธรรมร่วมในองค์กร เพราะฉะนั้นเวลาเกิดปัญหายามวิฤติขึ้นมา การเดินหน้าที่จะสู้ต่อการเผชิญปัญหา เรื่องความซื่อสัตว์สุจริต หรืออื่นๆ จะขาดพลัง และเป็นตัวที่เราวิเคราะห์เห็นแล้ว นอกจากนี้ยังมีงานซ้ำซ้อนบางส่วน มากกว่าการซ้ำเสริมในกระทรวงฯ หลายๆเรื่องต้องเขย่ากลับมาให้อยู่ในวงเดียวกันให้หมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลและจัดการให้ลงตัว
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "นายธวัชชัย" ระบุว่า เรามีความเชื่อว่าบันทึกข้อมูลที่ทำงานพิมพพ์ดีดได้ดี เจ้าหน้าที่การเงินทำงานไม่มีข้อบกพร่องเลย แต่คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะบอกได้เลยว่าจุดสุดท้าย หรือความสัมฤทธิ์ขั้นสุดท้ายของกระทรวงยุติธรรมอยู่ตรงไหน ทำดีได้ดีในหน้าที่แต่ไม่สามารถหาความสุขในงานได้ว่าตัวเองเป็นส่วนผสมความสำเร็จของกระทรวงฯอยู่ตรงไหน เราจึงเอาเรื่องของการฝึกอบรมต่างๆของหน่วยต่างๆมาจัดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดพลังในตัวที่ถูกกักเก็บออกมาขับเคลื่อนกระทรวงยุติธรรมทั้งหมด นี่คืองานที่ตนเองได้รับหมอบหมาย
               ส่วนงานเร่งด่วนที่สุด "นายธวัชชัย" บอกว่า อยู่ที่สำนักงานกิจการยุติธรรม เพราะเป็นตัวหันทิศกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะเป็นตัวชี้เป้าว่าจะไปทางไหน ส่วนเรื่องเร่งด่วนอีกอัน คือเรื่องของการทำหน้าที่ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย สามารถได้รับความเป็นธรรม มีความพึงพอใจ คือเรื่องของยุติธรรมทางเลือก ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมไปถึงสร้างเครือข่ายชุมชน ซึ่งเป็นภารกิจที่ตนเองคิดว่าต้องทำ อีกส่วนคือการสร้างค่านิยมร่วมกันภายในองค์กร คือระดับสูงสุดจนถึงระดับล่างสุด ถึงจะไปได้อย่างมีพลัง...!!!
                                                         นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น