วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อุตฯยักษ์อิตาลี เชื่อมั่นแรงงานไทย

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-ประเทศไทยขณะนี้ อุตสาหกรรมเหล็กถือได้ว่า มีการตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ผลิตเหล็กในไทย ต่างเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องจักรกล
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มกำลังผลิตเพื่อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วมช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา โดยในปี 2555 พบว่าการบริโภคเหล็กในประเทศช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) มีจำนวน 5.3 ล้านเมตริกตัน ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.6 และสำหรับราคาเหล็กในประเทศไทยพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สวนทางกับราคาเหล็กโลกที่ทะยอยปรับตัวลดลง อาจเนื่องจากยังคงมีความต้องการใช้เหล็กในไทย และยังเริ่มเจาะตลาดส่งออกในกลุ่มอาเซียนเพิ่มขึ้นอีก โดยที่ ม.ค-พ.ค. 2555


 มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 37 ของมูลค่าส่งออกเหล็กรวม ซึ่งขยายตัวมากที่ลาวและมาเลเซียถึงร้อยละ 49.9 และ 24 จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน
            ผมหยิบยกเรื่องราวความเคลื่อนไหวของแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กในบ้านเรามาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนำโดย "ดร.ปรีดา อัตวินิจตระการ"  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายอุตสาหกรรมมหา
ภาพ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
         เพื่อมาศึกษาดูงานที่บริษัท ดานิลี่ จำกัด อ.ปลวกแดง จ.ระยอง และถือเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก รายใหญ่ของโลกจากประเทศอิตาลี ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อเร็วๆนี้
 โดยมี "บุญนาค โมกข์มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดานิลี่ จำกัด และ "จาโคโม มาเรสคิ ดานิลี่" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดานิลี่ จำกัด ให้การต้อนรับคณะที่มาเยือนในครั้งนี้
         "บุญนาค โมกข์มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดานิลี่ จำกัด เล่าว่า
จากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป ชะลอตัวอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบไปถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล แต่อุตสาหกรรมเหล็กเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน และมีความจำเป็นสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชีย และแอฟริกา จึงยังมีการลงทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์เทคโนโลยี สำหรับโรงงานเหล็กยังขยายตัวต่อไปได้ ซึ่งดานิลี่ ประเทศไทย ใช้เงินลงทุนกว่า 6 พันล้านบาท เพื่อตั้งศูนย์กลางในด้านวิศวกรรมการออกแบบ
 และเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีและนวกรรมชั้นสูงจึงทำให้เราเป็นผู้ครองตลาดส่วนใหญ่ของอุสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ ซึ่งลูกค้าได้มองเห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ตลอดจนการบริหารหลังการขายที่รวดเร็ว และเป็นข้อได้เปรียบของบริษัทฯ และทำให้ลูกค้าพึงพอใจตลอดมา
         "นายบุญนาค" บอกอีกว่า บริษัท ดานิลี่ฯ ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ส่วนที่เลือกลงทุนในไทย เพราะว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเหมาะแก่การลงทุน และเป็นจุดศูนย์กลางในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศในแถบนี้ ประกอบกับแรงงานมีทักษะ ขยัน ซื่อสัตว์ อดทน
         โดยในปี 2556 นี้ เพื่อเป็นการชดเชยรายได้และผลกำไรที่ลดลงจากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก บริษัท ดานิลี่ฯ มีแผนเพิ่มสายการผลิตในด้านการผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรที่ทนอุณหภูมิและแรงดันสูง สำหรับงานอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน เครนที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง รวมถึงเครนสำหรับท่าเรืออีกด้วย 
         "บริษัทฯยังคงยึดไทยเป็นฐานการผลิตต่อไป ซึ่งต้องขอปฎิเสธข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า บริษัทฯ จะถอนการลงทุนจากไทยและย้ายไปที่อื่น ซึ่งไม่เป็นความจริง
        โดยนโยบายของบริษัทฯแม่มีความชัดเจน ในการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการซัพพลายระบบและเทคโนโลยี ให้โรงงานผลิตเหล็กในเอเชียและทั่วโลก ทั้งอุปกรณ์โรงงานและระบบซอฟต์แวร์ ออโตเมชั่นสำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เช่นเดยวกัน" "นายบุญนาค" กล่าว
         "ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดานิลี่ฯ" กล่าวถึงการเปิดตลาดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ว่าตลาดในอาเซียนจะขยายตัวมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ มองเป็นโอกาสที่จะขยายตลาดได้มากขึ้น เพราะมีแต่คนอยากผลิตเหล็กขึ้นเองในประเทศ
 อยากตั้งโรงงานเหล็กเพื่อทดแทนการนำเข้า และการเปิดเออีซี จะทำให้ตลาดกว้างขวางขึ้น ส่วนอาเซียนเองต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความต้องการใช้เหล็กมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทฯ มองโอกาสในพม่าที่มีการเปิดประเทศ และมีการต้อนรับนักลงทุนมากขึ้น เป็นตลาดเปิดใหม่ที่กำลังเจริญเติบโต ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ระบบขนส่ง ถนน สะพาน โดยลูกค้าของบริษัทหลายรายต่างเร่งเข้าศึกษาโอกาสการลงทุนในพม่า และก่อนหน้านี้บริษัทฯก็ได้เข้าไปดำเนินการวางระบบและเทคโนโลยีโรงงานเหล็กให้กับลูกค้าในพม่าบ้างแล้ว
        ซึ่งนอกจากในพม่าแล้ว เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย แม้กระทั่งอินเดีย และแอฟริกา ต่างมีโอกาสมาก และในการเข้าดำเนินการในตลาดเหล่านี้ต้องใช้ไทยเป็นฐานทั้งสิ้น ยกเว้นเพียงประเทศจีน ที่บริษัทมีสาขาอยู่แล้ว จึงใช้สาที่จีนในการดำเนินการคลอบึคลุมตลาดจีนทั้งหมด
         "นายบุญนาค" กล่าวด้วยว่า นอกจากการออกแบบและสร้างโรงงานผลิตเหล็กครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งเหล็กแผ่น และเหล็กทรงยาวให้กับลูกค้าแล้ว เรายังปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตของโรงงานเก่า
        เพื่อเพิ่มประสืทธิภาพการผลิต ปรับปรุงคุณภาพสินค้า ลดต้นทุนพลังงาน และลดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม บางรายก็อาจต้องทำการอัพเกรดเทคโนโลยีซึ่งเราก็สามารถทำได้ ธุรกิจเหล็กแม้จะเป็นกิจการขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเร็วและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  "ดร.ปรีดา อัตวินิจตระการ"  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายอุตสาหกรรมมหาภาพฯ
 กล่าวถึงการพาสื่อมวลชน มาดูงานที่บริษัท ดานิลี่ฯ ว่าวันนี้เป็นสิ่งที่น่าดีใจสำหรับประเทศไทย ที่มีบริษัทฯขนาดใหญ่ระดับโลกจากต่างประเทศ มาผลิตสินค้าในไทย เพราะมีความเชื่อมั่นในแรงงานไทย เชื่อมั่นในนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐบาล และมาทุน ซึ่งสามารถทำได้ดีในระยะเวลาที่ผ่านมา และบริษัท ดานิลี่ฯ ถือเป็นแหล่งการผลิตเครื่องจักร ที่มีเทคโนโลยีสูง และมีคุณภาพ และมีการส่งออกเป็นหลัก สิ่งต่างๆเหล่านี้ เพราะบริษัท ดานิลี่ฯ เล็งเห็นว่าแรงงานระดับฝีมือของบ้านเรามีคุณภาพ ยิ่งทางบริษัท ดานิลี่ฯ จะขยายฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการลงทุนด้านอุตสาหกรรม...!!!
                                                      นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"ยุติธรรมทางเลือก" เข้าถึงง่าย..เป็นธรรม..พอใจ

           "ะลอนตามอำเภอใจ"-โครงการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยในกระบวนการยุติธรรม หัวข้อ "จุดประกายความคิด ร่วมสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรม" ที่มี "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหารความยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี "นายวิทยา สุริยะวงค์" ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรมและข้าราชการผู้ปฏิบัติงานด้านวิจัยร่วมในพิธีเปิด  ณ โรงแรมทีเค พาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้ (19 พ.ย.)                                
             จากผลสำเร็จของผลงานวิจัยที่ได้สร้างองค์ความรู้ให้แก่วงการวิชาการและผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐได้นำความรู้มาใช้ในการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติงานเพื่อให้กระบวนการคุ้มครองปกป้องดูแลประชาชนในสังคม เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข อีกทั้ง งานวิจัยยังถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และเป็นการอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ กระทรวงยุติธรรม จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยขึ้น
             ภายใต้หัวข้อ "จุดประกายความคิด ร่วมสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมการพัฒนากระบวนการยุติธรรม" ระหว่างวันที่ 19 พ.ย. -7 ธ.ค. 2555โดยมีผู้เข้ารับการอบรมที่เป็นบุคลากรปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการวิจัยในหน่วยงานต่างๆ สังกัดกระทรวงยุติธรรม และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับการอบรมเกิดทักษะด้านการคิด วิเคราะห์และพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ มีความรู้ความเข้าใจในหลักการวิจัย ในสาขากฎหมายและระบบงานยุติธรรมที่ถูกต้อง สามารถนำทักษะและเทคนิคการวิจัยที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาการวิจัย และเกิดเครือข่ายการวิจัยในกระบวนการยุติธรรมร่วมกัน
            ปัจจุบันการนำเสนอผลงานหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม บอกว่า ล้วนต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการวิจัยเป็นหลักและต้องมีงานวิจัยรองรับทั้งสิ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบและมีกระบวนการที่ถูกต้อง อีกทั้ง จะช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม (สวพ.) สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จึงเห็นความสำคัญในการพัฒนากระบวนการวิจัยในการอำนวยความยุติธรรม รวมถึงเป็นการสร้างและพัฒนานักวิจัยในสาขากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาการอำนวยความยุติธรรมของประเทศต่อไป
           ผมหยิยยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่กระทรวงยุติธรรม ร่วมงานแถลงข่าว เรื่อง "การเสริมสร้างประสิทธิภาพการคุ้มครองพยานในคดีอาญา" มี "สุชน ชาลีเครือ" ที่ปรึกษา "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม "รื่นวฤดี สุวรรณมงคล" อธิบดีกรมคุมประพฤติ ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย "พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์" อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมแถลงและมีประเด็นการรวมสำนักบังคับคดีอาญาและบังคับใช้กฎหมาย หรือไทยมาแชล ของสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และสำนักคุ้มครองพยาน ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเข้ามาเป็นสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันพุธ ที่ผ่านมา (21 พ.ย.) ซึ่งเสนอข่าวตีพิมพ์ใน "พิมพ์ไทย รายวัน" ไปก่อนหน้านี้แล้ว
             หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว มีโอกาสได้พูดคุยกับ "ธวัชชัย ไทยเขียว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็เลยถือโอกาส "สัมภาษณ์พิเศษ" ซักถามประเด็นข่าวต่างๆ แบบกระชั้นชิดเสียเลย โดยเฉพาะ "โครงการยุติธรรมชุมชน กับการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ" นั้น "นายธวัชชัย" บอกว่า คดีเล็กๆน้อยๆ ที่ผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นอาชญากรมาโดยสันดาน การกระทำความผิดด้วยความประมาท หรือพลั้งเผลอ คนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เพราะการเข้าไปอยู่ในเรือนจำจะมีผลตามมามากมาย นอกจากมีประวัติติดตัวไปชั่วชีวิตแล้ว รัฐบาลยังดูแลอีก ด้วยเหตุนี้ "ยุติธรรมทางเลือก" โดยใช้เครือข่ายยุติธรรมชุมชน หากยังไม่เป็นคดีความ มีการตกลงยอมความไกล่เกลี่ยกันตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งเราจะไปดูกฎมายอาญาบางตัว เมื่อคดียอมความไม่ได้ ถ้าสามารถป้องกันสังคงและไม่กระทบกับความสงบสุขของสังคม ก็สามารถมาใช้แก้ยอมความได้มั้ย หรือว่าคดีอาญาที่มีโทษปรับ ใช้โทษปรับเพิ่มและทำงานบริการสังคมเพิ่มได้มั้ย ก็จะเป็นการลดผู้ต้องขังในเรือนจำ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเข้าสู่ราชทัณฑ์ ตั้งแต่ต้นทาง
            "รองปลัดกระทรวงยุติธรรม" กล่าวว่า เมื่อผู้ต้องขังเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ถ้าผู้ต้องขังผ่านการบำบัด แก้ไขฟื้นฟูได้ระดับหนึ่งแล้ว และได้เลื่อนชั้นเป็น "นักโทษชั้นดี" ก็สามารถได้รับการลดวัน และสามารถพักการลงโทษได้ ซึ่งการพักการลงโทษ สมัยก่อนอาจจะกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวธรรมดา แต่ปัจจุบันเราอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น นำ "อิเลคโทรนิค" เข้ามาใช้ เพราะการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข แล้วมารายงานตัวบางครั้งก็ดี แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่บ้าง เช่น การออกนอกสถานที่ในยามวิกาล ก็สามารถใช้ "อิเลคโทรนิค" ควบคุมได้  เป็นการลดผู้ต้องขังในเรือนจำ ลดค่าอาหาร ฯลฯ คิดว่าการใช้ "อิเลคโทรนิค" ควบคุมตัวจะคุ้มกว่า ซึ่งกระบวนการปล่อยตัวชั่วคราวสามารถใช้ได้ ส่วนกรณีที่ศาลไม่อนุญาติปล่อยตัวชั่วคราว มีความเสี่ยงบางเรื่องก็สามารถใช้ "อิเลคโทรนิค" ควบคุมได้ แต่เรื่องนี้เป็นอำนาจศาล หากศาลสั่งก็สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ อาทิ ห้ามออกเวลาเท่านี้ ต้องอยู่ในเส้นทางนี้ สามารถกำหนดได้เลย ซึ่งจะทำให้ศาลเกิดความมั่นใจมากขึ้น
             "นายธวัชชัย"  กล่าวอีกว่า ปัญหาวันนี้ คือเราต้องพิสูจน์ว่าเครื่องมือเสถียร สามารถควบคุมได้จริงมั้ย สามารถปลดล็อกได้มั้ย ซึ่งต้องสร้างกระบวนการให้ชัดเจนว่าถ้าผิดต่อเงื่อนไข ใครจะเป็นคนควบคุมเค้าและนำมาตรการเข้าสู่ในเรือนจำ จริงๆแล้วระบบนี้ก็มีนายประกันอยู่แล้ว ถ้ามีเครื่องมือก็จะช่วยได้มาก ซึ่งจะทำเป็นภาพรวม และภาพใหญ่ เนื่องจากมีสำนักงานสมานฉันท์แห่งชาติ ภายใต้ระเบียบคณะรัฐมนตรี ซึ่งระเบียบนี้อยู่ที่กระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว นอกจากนี้สำนักงานกิจการยุติธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายเลขาของคณะกรรมการยุติธรรมแห่งชาติ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ เป็นหน้าที่ที่จะกำหนด ชี้เป้า ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยควรจะไปทางไหน เราก็จะผ่านช่องทางนี้ไป เพื่อให้การดำเนินการเกิดผลในเชิงนโยบายซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้อยู่แล้ว
             "นายธวัชชัย"  กล่าวต่อว่า พอขับเคลื่อนไปสู่ระดับปฎิบัติ เราก็จะไปพัฒนาเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ซึ่งประชาชน ชาวบ้าน ที่อยู่ในชุมชนอยู่แล้ว มีองค์กรประชาชน กองทุนออมทรัพย์ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มสตรี ฯลฯ คนเหล่านี้มีจิตอาสาอยู่แล้ว ก็ไปพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิด และเข้าเป็นเครือข่ายยุติธรรมชุมชน มีการรับเรื่องราวร้องทุกข์ บางเรื่องหากสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ในระดับศูนย์ยุติธรรมชุมชน ก็สามารถจัดการได้เลย เพราะศูนย์ยุติธรรมชุมชน จะมีผู้ที่ผ่านการอบรมเทคนิคการไกล่เกลี่ย การสมานฉันท์ และมีกระบวนการเมื่อตกลงยินยอมกันแล้ว ก็จะมีการลงชื่อว่าจะไม่มีการไปฟ้องร้องกันต่อ ซึ่งหมายถึงเป็นคดีที่ยังไม่ถูกแจ้งความ   
            ส่วนคดีไหนเป็นเรื่องที่ใหญ่โต หรือว่าเกินกว่าศูนย์ยุติธรรมจะดำเนินการได้ ก็นำเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมจังหวัด ในระหว่างการดำเนินงานส่วนไหนหากเกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางกฎหมาย ก็อาจประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ)  สำนักงานป.ป.ท. สำนักงานป.ป.ส. หรือสำนักงานปปง. ให้เข้าไปช่วยเหลือทำให้กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นนโยบายของรมว.ยุติธรรม ที่สั่งการอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจะทำแผนเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เชื่อว่าภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ จะสามารถสรุปได้ว่าผลการดำเนินงานความคืบหน้าคดีไปสู่ศาล ที่ทำให้ผู้ต้องขังล้นคุกนั้น จะสามารถประหยัดเงินงบประมาณในการสู่กระบวนยุติธรรมเท่าไหร่ และเกิดผลดีผลเสียอย่างไรด้วย
           "รองปลัดกระทรวงยุติธรรม " กล่าวถึงหน้างานของตัวเองว่า ได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานกิจการยุติธรรม คือ ดูภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมไทย และดูแลกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  และกรมบังคับคดี ส่วนภายในกระทรวงยุติธรรม ก็ดูแลเรื่องที่เกี่ยวของกับสำนักนโยบายและแผน ภาพรวมของกระทรวงยุติธรรม การกำหนดตัวชี้วัดซึ่งจะเป็นคานงัดสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงฯว่าจะไปทางไหน ดูอัตรากำลังทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิดทรงพลังมากที่สุดจะดำเนินการอย่างไรให้สามารถทำได้ และดูไอทีทั้งหมดของกระทรวงฯ เวลาทำงานตนต้องทำในงานภาพรวม เพราะขณะนี้เกิดปัญหาขึ้นมา 2-3 เรื่อง เช่น ผ่านช่องทางของคณะกรรมการยุติธรรมแห่งชาติ ยังไม่สามารถเป็นคนชี้เป้าและสามารถกำกับทิศทางกระบวนการยุติธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้เราพบปัญหาแล้ว
            ส่วนอีกเรื่องพบว่าผู้บริหารกระทรวงฯ ในรุ่นหลังๆที่มีการโอนย้ายกันขึ้นมา ก็เป็นคนที่เก่ง มีศักยภาพและความสามารถมาก สามารถบริหารกิจการในกรมของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ขาดการสร้างค่านิยมร่วม หรือวัฒนธรรมร่วมในองค์กร เพราะฉะนั้นเวลาเกิดปัญหายามวิฤติขึ้นมา การเดินหน้าที่จะสู้ต่อการเผชิญปัญหา เรื่องความซื่อสัตว์สุจริต หรืออื่นๆ จะขาดพลัง และเป็นตัวที่เราวิเคราะห์เห็นแล้ว นอกจากนี้ยังมีงานซ้ำซ้อนบางส่วน มากกว่าการซ้ำเสริมในกระทรวงฯ หลายๆเรื่องต้องเขย่ากลับมาให้อยู่ในวงเดียวกันให้หมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลและจัดการให้ลงตัว
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "นายธวัชชัย" ระบุว่า เรามีความเชื่อว่าบันทึกข้อมูลที่ทำงานพิมพพ์ดีดได้ดี เจ้าหน้าที่การเงินทำงานไม่มีข้อบกพร่องเลย แต่คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะบอกได้เลยว่าจุดสุดท้าย หรือความสัมฤทธิ์ขั้นสุดท้ายของกระทรวงยุติธรรมอยู่ตรงไหน ทำดีได้ดีในหน้าที่แต่ไม่สามารถหาความสุขในงานได้ว่าตัวเองเป็นส่วนผสมความสำเร็จของกระทรวงฯอยู่ตรงไหน เราจึงเอาเรื่องของการฝึกอบรมต่างๆของหน่วยต่างๆมาจัดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดพลังในตัวที่ถูกกักเก็บออกมาขับเคลื่อนกระทรวงยุติธรรมทั้งหมด นี่คืองานที่ตนเองได้รับหมอบหมาย
               ส่วนงานเร่งด่วนที่สุด "นายธวัชชัย" บอกว่า อยู่ที่สำนักงานกิจการยุติธรรม เพราะเป็นตัวหันทิศกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะเป็นตัวชี้เป้าว่าจะไปทางไหน ส่วนเรื่องเร่งด่วนอีกอัน คือเรื่องของการทำหน้าที่ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย สามารถได้รับความเป็นธรรม มีความพึงพอใจ คือเรื่องของยุติธรรมทางเลือก ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมไปถึงสร้างเครือข่ายชุมชน ซึ่งเป็นภารกิจที่ตนเองคิดว่าต้องทำ อีกส่วนคือการสร้างค่านิยมร่วมกันภายในองค์กร คือระดับสูงสุดจนถึงระดับล่างสุด ถึงจะไปได้อย่างมีพลัง...!!!
                                                         นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โหยหาที่ดินเขาใหญ่ DSI ฉะอิทธิพล

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถือเป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศไทย ที่ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จ.สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก มีเนื้อที่ประมาณ 1.36 ล้านไร่
               แต่เดิมเป็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุกถางป่า เพื่อการเพาะปลูก ทำไร่เลื่อนลอย และเป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้ร้าย ต่อมาภาครัฐ ได้อพยพผู้คนมาอยู่ในพื้นที่ราบ และปล่อยให้พื้นที่เขารกร้างเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จนในปี พ.ศ. 2502 "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เดินทางมาตรวจพื้นที่และให้มีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เพื่อดูแลรักษาป่าไม้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 18 กันยายน 2505 ในปี พ.ศ. 2521 ได้มีการประกาศเพิกถอกพื้นที่บางส่วน เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีเรดาร์และสถานีถ่ายทอดโทรคมนาคม
             ในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการประกาศเพิกถอกพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้ในการสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน พื้นที่เป็นเทือกเขาสูงมีทุ่งสลับป่าไม้ มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เป็นแหล่งต้นน้ำสายสำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำลำตะคอง แม่น้ำพระเพลิง
           ทรัพยากรป่าไม้ มีความหลากหลายรูปแบบ มีทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า ป่ารุ่นหรือป่าเหล่า อันเกิดจากการทำไร่เลื่อนลอย ส่วนสัตว์ป่าก็สามารถพบได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น เก้ง กวาง ช้าง เสือ กระทิ่ง เลียงผา หมี ชะนี เม่น หมาใน ชะมด กระต่ายป่า นก และแมลงต่างๆ ส่วนสภาพอากาศในพื้นที่จะเย็นสบายตลอดปี ไม่ร้อนจัด หรือหนาวจัด อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 23 องศาเซลเซียส
         ที่สำคัญอุทยานแห่งชาติ
 เขาใหญ่ นับว่ามีลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย เช่น  น้ำตกตาดหินยาว น้ำตกตระคร้อ น้ำตกสลัดได ฯลฯ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจการเดินท่องป่า และพักค้างแรมแบบผจญภัย นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อเดินป่าได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติหรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
          ผมหยิบยกเรื่อง "อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" มาเขียน หลายคนคงคิดไปไกลขนาดที่ว่า ผมมีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวเขาใหญ่ อีกแล้ว เพราะขนาดน้องๆทีมงานผม ยังไม่วายที่จะบอกว่า "อิจฉา"
 พี่ตะลอนฯ จริงๆเชียว 55 แต่ตรงกันข้ามหมดครับ เพราะการเดินทางมาเขาใหญ่ ครั้งนี้ไม่ได้มาท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจอย่างที่หลายคนคิด เพราะการเดินทางมาครั้งนี้ คือ การเกาะติดภารกิจของสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการลงพื้นที่ ตรวจสอบการบุกรุกที่ดิของรัฐ ด้วยการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบทับซ้อนลงในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จำนวน 22 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณกว่า 251 ไร่
 บริเวณบ้านคลองแก้มช้ำ หมู่ที่ 13 ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เมื่อเร็วๆนี้ ภายหลังจากมีผู้ร้องขอให้ดีเอสไอ ดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพลในจ.ปราจีนบุรี ที่บุกรุกที่ดินดังกล่าว หลายคน...บอกอ้อ...อ้อ...อ้อ 55
         "พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน" รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย "พ.ต.ท.ประวุธ  วงศ์สีนิล" ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม นำกำลังคณะทำงานสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสนธิกำลัง อัยการ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรภาพถ่ายทางอากาศ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กว่า 50 นายเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งนำเครื่องบินบังคับติดกล้องบันทึกภาพมุมสูงเพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และพิกัด เพื่อส่งหลักฐานให้ผู้เชี่ยวชาญการอ่านภาพถ่ายทางอากาศวิเคราะห์ ของทีมงานจากคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมทำคดีตรวจการรุกป่าเป็นคดีแรกของดีเอสไอ อีกด้วย
 "พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล"  ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ทางดีเอสไอได้ประสานนักวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้นำเครื่องบินบังคับที่ติดตั้งกล้องมาบินสำรวจเพื่อบันทึกภาพมุมสูงจะได้เห็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุกอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ได้ทยอยสอบปากคำพยานชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หลายปาก โดยมีพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์โดยตรงด้วย  คาดว่าใช้เวลาไม่นานในการรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง
  
            "พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน" รองอธิบดีดีเอสไอ บอกว่า จากข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่ามีการออกโฉนดที่ดินในช่วงนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล ระหว่างเดือน ต.ค. 2548 – ต.ค. 2550 โดยมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 10 ราย
       ทั้งผู้รับมอบอำนาจและผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์อ้างว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเสมอมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ อาทิ ที่สวนปลูกต้นมะม่วง ปลูกไผ่ตงและปลูกไม้ยูคาลิปตัสเต็มทั้งแปลง ที่สำคัญจากการเดินเท้าลงพื้นที่ตรวจสอบ ยังพบว่ามีการปักเสาปูนและหลักเขตที่ดิน
 ลงในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งที่มีหลักเขตและป้ายของอุทยานฯปักและเขียนข้อความโดยชัดเจนว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าโฉนดที่ดินทั้ง 22 แปลง ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 251 – 3 – 53 ไร่ มีชื่อเจ้าของโฉนดที่ดิน จำนวน 10 ราย
        โดยไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์มาก่อน และได้ออกโฉนดที่ดินทับซ้อนลงในที่ดินของรัฐ  ซึ่งเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาใหญ่ ในท้องที่ต.ป่าชะ บ้านพร้าว และประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี
 ปี 2505 , พระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าเขาใหญ่บางส่วน ในท้องที่ต.นาหินลาด อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ปี 2542 และอยู่ในพื้นที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินของรัฐฯ ลงวันที่ 6 พ.ย. 2502 ซึ่งไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
          "รองอธิบดีดีเอสไอ" บอกอีกว่า มีมูลเชื่อได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ออกโฉนดโดยฝ่าฝืนมาตรา 58 และ 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการกระทำของบุคคลที่ได้รับประโยชน์

ยังมีเจตนาบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐและป่าในเขตอุทยานแห่งชาติอีกด้วย การกระทำดังกล่าวอยู่ในข่ายความผิดฐานยึดถือหรือครอบครองที่ดินของรัฐ รวมถึงก่นสร้าง แผ้วถางป่า ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 , พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 , ประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และเป็นที่น่าสังเกตุว่า ที่ดินจำนวน 22 แปลง ดังกล่าวทำไมถึงมีการออกโฉนดที่ดินติดกัน ซึ่งทางดีเอสไอจะต้องทำการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง
 
  เบื้องต้นพบว่ามีการบุกรุกที่ดินตามที่การร้องเรียนจริง โดยพบว่าโฉนดที่ดินทั้ง 22 แปลง มีชื่อเจ้าของที่ดิน 10 ราย ซึ่งเป็นทั้งคนในพื้นที่ และนอกพื้นที่ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินโดยอ้างว่าได้ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินเสมอมา หลังประมวณกฎหมายที่ดินบังคับใช้ โดยเมื่อปี 2551 ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
 ได้แจ้งความไว้ที่ สภ.ประจันตคราม จ.ปราจีนบุรี ว่ามีการเข้าไปบุกรุกที่ดินดังกล่าว
                 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่าผู้ครอบครองที่ดิน 10 ราย มีทั้งบุคคลในพื้นที่อ.ประจันตคาม และจากจ.อ่างทอง สิงห์บุรี และชลบุรี ที่สำคัญการตีความภาพถ่ายทางอากาศของผู้เชี่ยวชาญ ยืนยันพื้นที่เหล่านี้ ยังเป็นป่าสมบูรณ์ และอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานฯ จริง แถมที่ดินดังกล่าวหากถูกนำไปซื้อขาย ตกราคาถึงไร่ละ 1 ล้านบาท มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และจากข้อมูลเชิงลึกผู้ที่ครอบครองที่ดินทั้ง 10 ราย
             คาดว่าน่าจะเป็น "นอมินี" ของกลุ่มนายทุน นักการเมือง และผู้มีอิทธิพล ส่วนในอนาคตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะสามารถหยุดยั้ง การเข้ายึดครองพื้นที่ป่าเขาใหญ่ได้มากน้อยแค่ไหน ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ไม่ควรมองข้าม...!!!
                                                           นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เที่ยววัดพระธาตุฯอิ่มบุญมีตำนาน

         "ะลอนตามอำเภอใจ"-การเข้าวัดทำบุญ และการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ จะเป็นสิ่งคู่กัน สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ที่เดินทางมาประเทศไทย และก็ดูเหมือนจะชื่นชอบด้วยซ้ำไป เพราะนอกจากได้ทำบุญแล้ว ยังได้ชมสถาปัตยกรรมต่างๆตามวัดอีกด้วย
         ซึ่งสถาปัตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการก่อสร้างของไทย อันได้แก่ อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถูป และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ มีลักษณะแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ และคตินิยม สถาปัตยกรรมไทย มีมานาน ตั้งแต่ที่คนไทยเริ่มตั้งถิ่นฐาน เป็นเวลาร่วม 4 พันปี บรรพบุรุษไทยได้พัฒนาและปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศ โดยเพิ่มเติมใส่เอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้าไป
         ซึ่งนับเป็นการแสดงออกความสามารถของบรรพบุรุษไทย สามารถแบ่งยุคได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ และ สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์
          "ประเทศไทย" ถือเป็นพุทธศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเดินทางไปจังหวัดไหน ก็จะเห็นวัด อยู่เต็มไปหมด จนเป็นที่กล่าวขานของคนทั่วโลกที่มามาเยือน "เมืองไทย" และอาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบ้านเราก็ว่าได้  แทบทุกครั้งเวลาผมเดินทางไปทำภารกิจ
 หรือทำข่าว ไม่ว่าที่ต่างจังหวัด หรือในกรุงเทพฯ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมชอบ คือ การเข้าวัด ได้ไหว้พระ หรือทำบุญเล็กๆน้อยๆ แล้วแต่โอกาส รู้สึกเป็นมงคลต่อชีวิตดี ยิ่งถ้าวัดไหนมีสถาปัตยกรรม ที่สวยงาม ผมเดินดูสิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างมีความสุขเสียด้วยซ้ำไป
         ครั้งหนึ่งที่ผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในพื้นที่ภาคเหนือ ก็มีโอกาสได้แวะเวียนมาที่ "วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร" เดิมชื่อ "วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง"
 ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่-ฮอด หมู่ 2 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร  "วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร"  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 บริเวณที่ตั้ง เป็นเนินดินสูง ประมาณ 10 เมตร เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง ตามประวัติสันนิษฐานว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด ปรากฏเป็นลักษณะของสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม ในสมัยหลังพุทธศตวรรษที่ 24
        ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาของยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่เนื้อหา
         นอกจากนี้ ยังมีตามตำนานที่กล่าวถึงความเป็นมาของ "พระบรมธาตุศรีจอมทอง" ดอยศรีจอมทองนั้น ได้แก่ที่ตั้งของ "วัดพระธาตุศรีจอมทอง" ในปัจจุบันนี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาดินสูงจากระดับที่พื้นราบอื่นๆ ในบริเวณนั้น ที่ตั้งพระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง จะเป็นยอดของดอยลูกนี้ในสมัยพุทธกาล และมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า "เมืองอังครัฏฐะ" มีเจ้าผู้ครองเมืองนั้นนามว่า "พระยาอังครัฎฐะ" ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับดอยจอมทองลูกนี้
 ซึ่งพระยาอังครัฎฐะนั้นได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า "บัดนี้พระพุทธเจ้าได้บังเกิดในโลกแล้ว เวลานี้ประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ในประเทศอินเดีย"
           จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ "พระพุทธเจ้า" เสด็จมาโปรด เมื่อ"พระพุทธองค์" ทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว จึงเสด็จสู่เมืองอังครัฏฐะ พร้อมด้วยภิกษุสาวกทางอากาศ ได้มารับอาหารบิณฑบาตจาก "พระยาอังครัฏฐะ" และทรงแสดงธรรมโปรดพร้อมทั้งได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า "เมื่อเรานิพพาน แล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวา (พระทักษิณโมลี) ของเราจักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่ดอยจอมทองแห่งนี้" แล้วเสด็จกลับ
          ส่วน "พระยาอังครัฏฐะ" เมื่อได้ทราบจากคำพยากรณ์นั้นแล้ว จึงได้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้นั้น "พระยาอังครัฎฐะ" อยู่ครองราชย์จนสิ้นพระชนมายุของพระองค์
          ต่อมาภายหลังเมื่อ "พระพุทธเจ้า" เสด็จปรินิพพานแล้ว "โทณพราหมณ์" ได้จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้งแปดนคร ซึ่งในครั้งนั้น "มัลลกษัตริย์" แห่งเมืองกุสินารา ทรงได้พระทักษิณโมลีธาตุไว้ "พระมหากัสสปะเถระ" เจ้าประธานฝ่ายสงฆ์
         จึงได้กราบทูล "มัลลกษัตริย์" ถึงพยากรณ์ที่พุทธองค์เคยตรัสไว้" มัลลกษัตริย์" ทราบ ดังนั้นจึงถวายพระบรมธาตุแด่ "พระมหากัสสปะเถระ" ซึ่งท่านก็ได้อัญเชิญพระบรมธาตุวางไว้บนฝ่ามือ แล้วอธิษฐานอาราธนาพระบรมธาตุให้เสด็จไปยังดอยจอมทอง เพื่อประทับอยู่ในโกศแก้วอินทนิลภายในเจดีย์ทองคำ ที่ "พระยาอังครัฎฐะ"ได้สร้างถวายไว้ อยู่ที่ยอดดอยจอมทอง ตามที่พระพุทธองค์ได้พยากรณ์ไว้
             หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วได้ 218 ปี "พระเจ้าอโศกมหาราช" ได้เสด็จไปสู่ดอยจอมทอง และทรงได้สั่งขุดคูหาให้เป็นอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทอง แล้วให้สร้างสถูปทองคำไว้ภายในคูหาและยังหล่อพระพุทธรูปทั้งเงินและทอง ตั้งไว้รอบสถูปนั้นแล้ว เอาพระบรมธาตุเจ้าที่อยู่ในสถูป ที่"พระยาอังครัฏฐะ"ให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปไว้ในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาเอาไว้ แล้วทรงอธิษฐานว่า "ต่อไปข้างหน้า ถ้ามีพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ผู้ชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา" แล้วพระองค์จึงเสด็จกลับเมืองปาตลีบุตร ประเทศอินเดียสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัด
     มีเรื่องเล่าอีกว่า ช่วงพ.ศ. 1994 สามีภรรยาคู่หนึ่งชื่อ "นายสร้อย" และ"นางเม็ง" ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ดอยจอมทองและเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง สามีภรรยาทั้งคู่ได้แผ้วถางบริเวณยอดดอย พร้อมทั้งสร้างเจดีย์และพระพุทธรูป 2 องค์ ไว้บนดอยจอมทองซึ่งผู้คนได้พบเห็นจึงเรียกว่า "วัดศรีจอมทอง" การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี นายสร้อยและนางเม็งก็ได้ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน
          ต่อมาถึง พ.ศ. 2009 มีชายสองคนชื่อ "สิบเงิน" และ "สิบถัว" ได้ช่วยกันบูรณะก่อสร้างวัดศรีจอมทอง ให้เป็นรูปเป็นร่าง มีพระวิหารมุงด้วยคาหลังหนึ่ง และได้นิมนต์พระภิกษุชื่อ "สริปุตต์เถระ" มาเป็นเจ้าอาวาส และท่านเจ้าอาวาสก็ได้ปฏิสังขรณ์วิหารให้มั่นคงแข็งแรงใช้ไม้ระแนงและกระเบื้องมุงหลังคา จากนั้นหลังจากที่เจ้าอาวาสได้มรณภาพไป ต่อจากนั้นก็มีเจ้าอาวาสรูปต่อๆ มาได้สร้าง ปราสาทเฟื่อง และระเบียงหน้ามุขหลังวิหาร เพื่อเป็นที่ไว้พระพุทธรูป และยังก่อกำแพงรอบพระวิหารทั้ง 4 ด้าน พร้อมทั้งสร้างกุฏิเป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุ และช่วยบูรณปฏิสังขรณ์วัดอยู่เสมอ
 
            ส่วนการค้นพบพระบรมธาตุ ก็มีเรื่องเล่าน่าสนใจว่า กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2042 สมัยนั้น "พระธัมมปัญโญเถระ" เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ได้มี "ตาปะขาว" คนหนึ่งอาศัยอยู่ที่วัดนั้นเกิดนิมิตฝันว่า เทวดาได้มาบอกว่าใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า และพระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้กราบไหว้สักการบูชาต่อไป "ตาปะขาว" จึงได้ไปเล่าความฝันนั้นให้แก่เจ้าอาวาสฟัง "เจ้าอาวาส" จึงได้ทำการอธิษฐานจิตว่า "ถ้ามีจริงดังความฝันนั้น ขอให้พระบรมธาตุจงได้เสด็จออกมาในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด ขอข้าพเจ้าจงได้ไหว้สักการบูชาพระบรมธาตุนั้น เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ได้เห็นและได้สักการบูชาแล้ว ขออย่าให้ข้าพเจ้าสิ้นชีวิตไปเสียก่อนเลย"
           ครั้นอธิษฐานแล้ว จนล่วงมาถึงปีจุลศักราช 861 ปี พ.ศ. 2042 เดือน 4 ขึ้น 14 ค่ำ พระบรมธาตุเจ้าก็เสด็จออกจากพระสถูปทองคำ ซึ่งก็แสดงปฏิหาริย์เป็นมหัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย แล้วในวันรุ่งขึ้น "พระธมมปัญโญเถระ" กับ"ตาปะขาว" ก็ได้พบพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในรูพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้โดยเงียบๆ และรู้กันเพียงแค่ "ตาปะขาว" และ"เจ้าอาวาส"เท่านั้น
            หลังจากนั้นก็มี "พระอานันโท" เป็นเจ้าอาวาสองค์ถัดมา
 แล้วก็มี "พระเหมปัญโญ" ,"พระญาณมงคล" ,"พระพุทะเตชะ", "พระอรัญวาสี" ,"พระธัมมรักขิต" และ "พระไอยกัปปกะ" พอมาถึง พ.ศ. 2057 สมัยของ "พระมหาสีลปัญโญ" เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจอมทอง มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาพุทธญาโณ ท่านไปยังเมืองพุกามและได้ตำนานพระบรมธาตุมาจากเมืองพุกาม และได้พิจารณาจากตำนานจึงคาดคะเนว่าพระบรมธาตุน่าจะตั้งอยู่ที่วัดศรีจอมทองแน่ จึงได้สั่งให้ "พระอานันทะ" และ"ปะขาวนักบุญ" ทั้งหลาย ให้ไปที่วัดศรีจอมทอง เมื่อไปถึงวัดให้ทุกคนทำการสักการบูชาดอกไม้ธูปเทียนและให้ตั้งสัตยาธิษฐาน หากว่าพระบรมธาตุตั้งอยู่ในที่นั้นจริงดังตำนานกล่าว ขอพระบรมธาตุจงแสดงปฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ต่างๆให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยเทอญ
           เมื่อ "พระอานันทะ"ได้ไปถึงวัดศรีจอมทองแล้วก็ได้ทำการเคารพสักการบูชา และตั้งสัตยาธิษฐานตามที่ "พระพุทธญาโณ" สั่งทุกประการ ฝ่าย"พระมหาสีลปัญโญ" เจ้าอาวาสเมื่อได้เห็นอาการของคนเหล่านั้นเช่นนั้นจึงได้นำเอาพระบรมธาตุ ซึ่งเก็บรักษากันต่อมานั้นออกมาแสดง ให้"พระอานันทะ"และ"ปะขาวนักบุญ"ทั้งหลายเหล่านั้นได้เคารพสักการบูชา นี่คือตำนานที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาของ "วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง" หรือปัจจุบันก็คือ  "วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร"
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เข้าวัดทำบุญ..."อิ่มบุญ" เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลา "อิ่มท้อง" หาของอร่อยๆใส่กระเพาะกัน ทริปนี้ขอแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ "เจ๊ดา ลูกชิ้นปลาไร้สาร" ร้านนี้ตั้งอยู่กับใกล้ๆ สี่แยก อบต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตรงคันคลองชลประทานเชียงใหม่ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ "ตลาดสดวิบูลย์ทอง"  ลักษณะร้านเป็นห้องแถว 2 ห้องติดกัน
             หน้าร้านจุดเด่นมาก จะเห็นลูกชิ้นปลา อัดแน่น เต็มตู้อยู่หน้าร้าน เมื่อถึงร้านก็แล้วแต่จะสั่ง ทั้งก๊วยเตี๋ยวต้มยำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เส้นเล็กต้มยำ หรือบะหมี่ต้มยำ มีให้เลือกทั้ง แบบแห้งต้มยำ และ น้ำต้มยำ ระหว่างรอก็อาจเรียกน้ำย่อยด้วยการสั่งลูกชิ้นปลารวกต่างๆมาจิ้มน้ำซีฟู้ดก็ได้...วันนี้โบกมือลากันก่อนครับ...???
                                                           นวย  เมืองธน