วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

วิถีชีวิตโพงพางภูมิปัญญาที่ต้องเปลี่ยน

          "ะลอนตามอำเภอใจ"-แม้การทำประมงด้วยเครื่องมือ "โพงพาง" จะเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านและอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้านลุ่มน้ำจืด และน้ำเค็ม มาอย่างยาวนาน
 แต่จากข้อมูลของกรมประมง กลับพบว่า "โพงพาง" กลายเป็นเครื่องมือประมง ที่ทำลายล้างชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ประมง พ.ศ. 2490 แต่ก็ยังมีผู้ลักลอบทำโพงพางทั้งในแหล่งทำการประมงทั้งน้ำจืด ในแม่น้ำลำคลอง บริเวณปากแม่น้ำที่ติดต่อกับทะเลและในทะเลใกล้ริมฝั่ง สำหรับโพงพาง มี 3 ประเภท คือ โพงพางหลัก โพงพางใต้น้ำ และโพงพางปีก ซึ่งมีชนิดประจำที่กับเคลื่อนที่ได้ แต่ที่พบมากที่สุดจะเป็นโพงพางหลัก ซึ่งจะใช้อวนที่มีความยาวจากปากอวนถึงก้นถุงประมาณ 25–50 เมตร และความกว้างของปากจะใหญ่และค่อยๆ ไล่เล็กลงมาตามลำดับ ส่วนขนาดความสูงของปากอวนใกล้เคียงกับระดับความลึกของลำน้ำช่วงขึ้นสูงสุด ประมาณ 6–8 เมตร ขนาดใหญ่ ใช้ดักในแม่น้ำ ขนาดกลางใช้ดักในอ่าวหรือทะเลสาบ และขนาดเล็กใช้ดักในลำคลองที่ไม่กว้างและกระแสน้ำไม่เชี่ยวมากนัก โดยจะยึดอยู่กับเสาหลัก 2 ต้น
            นอกจากนี้ ในการทำโพงพางส่วนมากจะทำกัน 6–10 ช่อง เรียงกันเป็นแถว การดักโพงพางทำได้ โดยใช้ปากอวนขนาดใหญ่ผูกติดกับเสาหลักในลักษณะหันปากอวนรับกระแสน้ำ ส่วนตัวอวนจะสอดเข้ากับไม้แล้วปักลงในดิน จึงดูเหมือนถุงขนาดใหญ่ที่เปิดปากอ้า เมื่อกระแสน้ำไหลก็จะพัดเอาสัตว์น้ำผ่านเข้าไปติดในถุงอวน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นช่วงค่ำคืน
 พอรุ่งเช้าก็ขึงกู้ก้นอวนขึ้นมา จับสัตว์น้ำที่ได้ไปจำหน่ายแล้วมัดก้นถุงวางไปใหม่ และด้วยความที่โพงพางเป็นอวนตาถี่มีพื้นที่มาก โดยเฉพาะการปักโพงพางติดต่อกันหลายปีกกั้นทั้งลำน้ำ จึงทำให้สัตว์น้ำขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก รวมถึงสัตว์น้ำวัยอ่อน ติดกับดักได้อย่างง่ายดายในคราวละมากๆ โดยไม่อาจจะหลุดรอดไปได้ จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และยังกีดขวางเส้นทางเดินเรือ และเกิดการตื้นเขินของแหล่งน้ำ ทำให้การไหลของน้ำเป็นไปได้ช้าเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมบนฝั่งพื้นดินได้อีกด้วย
       ปัจจุบันนี้ ยังพบผู้ทำประมงด้วยโพงพางอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะทราบถึงผลเสียต่อทรัพยากรธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า และกระทำผิดกฎหมายก็ตาม  และถือปัญหาที่เรื้อรังมานาน รัฐบาลหลายสมัย พยายามดำเนินการหาแนวทางให้ชาวประมงเหล่านี้เลิกใช้โพงพาง หรือเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นแทน แต่ก็ยังไม่สามารถจูงใจให้ชาวบ้านละทิ้งวิถีชีวิตทำประมงด้วยโพงพางได้ อาจเป็นเพราะการใช้โพงพางสามารถจับปลาได้ครั้งละมากๆ และง่ายเมื่อเทียบกับการใช้เครื่องมือประมงประเภทอื่นๆ
              แน่นอนครับว่าผมบอกเล่าถึงการทำประมงด้วยเครื่องมือ "โพงพาง" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับกรมการปกครอง ที่นำคณะสื่อมวลชนสัญจรมาศึกษาดูงาน ภารกิจของกรมการปกครอง ใน "บทบาทของนายอำเภอในการดูแลรักษา และพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล"  ของ "อำเภอหาดสำราญ" จ.ตรัง
 นำคณะสื่อมวลชนดูงานในพื้นที่หมู่ 1 บ้านปากปรน และหมู่ 11 บ้านนาราโพธิ์  ต.หาดสำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง ซึ่งชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้าน มีอาชีพทำประมงพื้นบ้านด้วยเครื่องมือ "โพงพาง"
            ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2554 สมัย "ไมตรี อินทุสุต" เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ก่อนที่จะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาในปัจจุบัน ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องของจ.ตรัง มอบเครื่องมือประมง อวนกุ้งหัวเรียว อวนปลาทู อวนกุ้ง อวนปลาหลังเขียว และอวนปู ให้แก่ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านที่ผิดกฎหมาย โพงพาง เพื่อหันมาปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือประมงที่ถูกกฎหมาย ซึ่งทางจังหวัดตรัง จัดสรรงบประมาณตามโครงการยุทธศาตร์จังหวัดจำนวน 300,000 บาท จัดซื้อเครื่องมือทำการประมงให้กับชาวบ้านที่ทำอาชีพประมงในพื้นที่อ.หาดสำราญ จำนวน 29 ราย แยกเป็น ต.ตะเสะ 9 ราย ต.หาดสำราญ หมู่1บ้านปากปรน 10 ราย และหมู่11 บ้านนาราโพธิ์ 11 ราย เพื่อนำร่องไปสู่การทำอาชีพประมงที่ถูกกฎหมายต่อไป
             เนื่องจากที่ผ่านมาชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือประมงโพงพาง จับสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผิดกฎหกมาย และมักจะถูกทางศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลฝั่งอันดามัน เข้าทำการจับกุมและมีการประท้วงปิดน่านน้ำกันบ่อยครั้ง สร้างความเดือดร้อนและเสียหายเกิดขึ้น แม้ว่าทางประมงจะเข้ามาดูแลและปัญหาแต่ยังไม่สวามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ทางจังหวัดตรังเห็นว่า เพื่อช่วยแก้ปัญหาไม่ให้ชาวประมงถูกจับกุมและปฎิบัติตามกฎหมาย จึงจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือประมงดังกล่าวให้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้าน
       
         "สุชิน สุธาชีวะ" นายอำเภอหาด
สำราญ จ.ตรัง เล่าว่า  "อำเภอหาดสำราญ" ตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเลตรัง และแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 ตำบล ประกอบด้วย ต.หาดสำราญ 11 หมู่บ้าน ต.บ้าหวี 4 หมู่บ้าน และ ต.ตะเสะ 6 หมู่บ้าน โดยชาวบ้านหาดสำราญ นอกจากประกอบอาชีพทำสวนยางพารา ค้าขาย และรับจ้าง แล้ว ยังมีอาชีพหลักที่อยู่คู่วิถีชีวิตมาอย่างยาวนานก็คือ การทำประมงพื้นบ้าน ซึ่งชาวบ้านหาดสำราญส่วนใหญ่ ดำรงชีพอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ อาศัยทะเลเป็นแหล่งทำกิน ด้วยการใช้เครื่องมือประมง ทั้งเรือหางยาว พร้อมอุปกรณ์หาปลา อาทิ ยอ สวิง ลอบ ไซ อวนชนิดต่างๆ
 จับสัตว์น้ำ แต่ในอดีตก็พบการลักลอบนำเครื่องมือประมงผิดกฎหมายจากนอกพื้นที่เข้ามาจับสัตว์น้ำ เช่น อวนรุน อวนลาก เรือไฟปั่นปลากะตัก การระเบิดปลา ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง
      "นายอำเภอหาดสำราญ" บอกว่า ในพื้นที่อ.หาดสำราญ ยังพบมีการนำโพงพาง มาใชัจับสัตว์น้ำถึง 130 ราย ทางอำเภอได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมง เพื่อให้
หันมาใช้ประมงอวนกุ้งหัวเรียว อวนปลาทู อวนกุ้ง อวนปลา
           หลังเขียว และอวนปู แทน โดยนำร่องมอบเครื่องมือประมงดังกล่าวให้ชาวประมงส่วนหนึ่งแล้ว และจะดำเนินให้ครบในโอกาสต่อไป ส่วนปัญหาการใช้พื้นที่หน้าชายหาด เป็นแหล่งคัดแยกสัตว์น้ำที่จับได้ จึงมีแนวคิดว่าน่า

        จะจัดโซนให้ ด้วยการก่อสร้างสะพานปลา เพื่อให้เป็นที่รวมของการขนส่งคัดแยกสัตว์น้ำที่จับได้ โดยประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมง และผู้ครอบครองที่ดินริมชายทะเล ว่าพื้นที่แนวชายทะเลเป็นสมบัติของแผ่นดิน และไม่สามารถจับจองเป็นของตัวเองได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งทำความเข้าใจ และดำเนินการแก้ไขต่อไป
      "นายสุชิน" บอกด้วยว่า เบื้องต้นชาวประมงจะต้องปรับตัว โดยทางจังหวัดนำหลักฐานเป็นรูปภาพและรายงานเสนอขอไปยังกรมประมง เพื่อให้ชะลอการจับกุมชาวประมงที่ยังใช้โพงพางจับสัตว์น้ำ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนเครื่องมือ และขณะนี้อยู่ในช่วงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน พร้อมทำมอบอุปกรณ์ประมงที่ถูกกฎหมายให้
แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องการปรับเปลี่ยนเนื่องจากประมงโพงพางมีรายได้มากกว่าการทำประมงประเภทอวน ซึ่งสามารถทำประมงโพงพางได้ 10-14 ครั้งต่อเดือน หลังจากนี้จะมีการเพิ่มมาตรการในการดูแลพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลให้มากยิ่งขึ้น และจะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ทำ อาชีพประมงเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึก ให้ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน  
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้เดินทางมาเยี่ยมชม 
วิถีชาวบ้านประมงพื้นบ้าน "โพงพาง" ในพื้นที่ต.หาดสำราญ แม้ชาวบ้านจะรู้ว่าการทำประมงโพงพาง นั้นผิดกฎหมาย แต่ชาวบ้านหลายคนก็สะท้อนว่า ถ้าไม่ทำอาชีพนี้ ก็ไม่รู้จะทำอะไรกิน เพราะไม่มีสวนยางเหมือนที่อื่นเค้า
ที่สำคัญแม้ภาครัฐจะพยายามหยิบยื่นวิธีการทำประมงอื่นให้ แต่ดูเหมือนว่าชาวบ้านจะไม่เต็มใจในการเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำประมงโพงพาง เสียด้วยซ้ำไป เหตุผลหนึ่งที่พอจับใจความได้ เพราะชาวบ้านหวาดหวั่นว่า การเลี้ยงปลากระชัง หรือทำประมงด้วย อวนต่างๆนั้น อาจมีรายได้ไม่เหมือนทำโพงพาง ที่สำคัญ "โพงพาง" คือการนั่งรอเวลาให้สัตว์น้ำมาติดเอง ส่วนการทำประมงอวนอย่างอื่นๆ นั้นคือการไล่าล่าหาปลาในท้องทะเลครับ...!!!
                                                        นวย เมืองธน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น